บทที่ 6 ตอนที่ 6 ข้อแลกเปลี่ยนบนเส้นด้าย
ตอนที่ 6 ข้อแลกเปลี่ยนบนเส้นด้าย
(ถ้าอยากได้เพื่อนคืน เอาจี้สร้อยมาแลก)
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันที ความโกรธแค้นและความกลัวตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกแน่น เธอกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่องนิ้วขึ้นสีขาว
“พวกมันต้องการจี้สร้อย... พวกมันต้องการตัวฉัน!”
“ใจเย็นก่อนครับ” กวินพยายามเกลี้ยกล่อมเมื่อเห็นท่าทางเริ่มสติหลุดของหญิงสาว “ถ้าพวกมันต้องการจี้สร้อย แปลว่าเป้าหมายหลักคือคุณ ตอนนี้การที่คุณวิ่งเข้าไปหาพวกมันสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ช่วยอะไรเพื่อนคุณเลย มีแต่จะทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะคะ นั่งมองเพื่อนถูกจับไปเพราะเรื่องของฉันอย่างนั้นเหรอ!” น้ำตาคลอเบ้าแต่เธอพยายามกลั้นมันไว้ ไม่ยอมให้ความอ่อนแอแสดงออกมาต่อหน้าคนของตระกูลวราทร
กวินมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อย
“เราต้องกลับไปรายงานธารันก่อน เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่เราจะจัดการกันเองได้แล้ว”
ณาริณเม้มปากแน่นอย่างเจ็บใจ เธอกำจี้สร้อยที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตแน่นจนรู้สึกเจ็บที่หน้าอก แม้เธอจะไม่เต็มใจกลับไปเหยียบที่คฤหาสน์หลังนั้นอีก แต่วินาทีนี้เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า... ธารันคือคนเดียวที่มีอำนาจและกำลังมากพอจะช่วยดาวกลับมาได้
รถยนต์คันเดิมแล่นกลับสู่คฤหาสน์วราทรด้วยความเร็วสูง ท้องฟ้าด้านนอกยังคงมีละอองฝนโปรยปรายลงมาบาง ๆ ทว่าบรรยากาศภายในรถกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
เมื่อรถจอดสนิท ณาริณไม่รอให้ใครเปิดประตูให้ เธอผลักประตูแล้วก้าวลงจากรถด้วยท่าทีรีบร้อน มุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของคฤหาสน์ทันทีโดยมีกวินเดินตามประกบมาไม่ห่าง
ประตูห้องโถงใหญ่ถูกเปิดออก ธารันยืนรออยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอก แววตาสีเข้มคมกริบมองตรงมาที่เธอราวกับอ่านทุกความคิดที่วิ่งวนอยู่ในหัวของหญิงสาวได้ทะลุปรุโปร่ง
“กลับมาเร็วกว่าที่คิด” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
ณาริณก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจใด ๆ อีกต่อไป ความโกรธพุ่งทะยานจนลืมความหวาดกลัวที่มีต่อมาเฟียเถื่อนตรงหน้า
“ดาวถูกจับตัวไป!”
ธารันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของเขายังคงสุขุมเยือกเย็นต่างจากเธอราวฟ้ากับเหว
“ฉันรู้แล้ว”
“คุณรู้... แล้วทำไมคุณถึงไม่รีบไปช่วยเธอ!”
“ฉันส่งคนตามสกัดกั้นเส้นทางรอบเมืองไว้หมดแล้ว แต่พวกมันไวกว่า และจงใจทิ้งข้อความไว้ให้เธอเห็นเพื่อดึงตัวเธอกลับมา” ธารันก้าวเข้าไปหาเธอหนึ่งก้าว บังคับให้ณาริณต้องเงยหน้าสบตา “และเธอก็เกือบจะวิ่งเข้าไปติดกับพวกมันด้วยตัวเอง ถ้ากวินไม่รั้งตัวไว้ทัน”
“ก็พวกมันเอาเพื่อนฉันไป!” ณาริณตวาดเสียงสั่น น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เริ่มเอ่อคลอเบ้าตา “เพื่อนฉันไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย เธอต้องมาซวยเพราะฉัน เพราะจี้สร้อยบ้าบออะไรนี่!”
เธอพยายามจะกระชากสร้อยคอออกจากคอของตัวเองด้วยความคับแค้นใจ แต่ธารันไวกว่า มือหนาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น ไม่ให้เธอทำร้ายตัวเอง แรงบีบที่ข้อมือไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นจนณาริณต้องสะดุ้ง
“ทำบ้าอะไรของเธอ?” เสียงของธารันเข้มขึ้น แววตาคมดุจเหยี่ยวจ้องมองเธอเขม็ง
“ปล่อยฉัน! ถ้าพวกมันต้องการไอ้นี่นัก ฉันก็จะโยนให้มันไปให้พ้น ๆ ชีวิตฉันจะได้เป็นอิสระสักที!” ณาริณสะบัดข้อมือหนีแต่ไม่หลุด เธอจ้องหน้าเขากลับด้วยความอัดอั้นตันใจ “คุณอยากได้มันนักไม่ใช่เหรอ เอาไปสิ! เอาไปแล้วปล่อยเพื่อนฉัน คืนชีวิตเดิมให้ฉัน!”
ธารันขบกรามแน่น กล้ามเนื้อสันกรามปูดนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความอดทนของมาเฟียหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครดูเหมือนจะถูกทดสอบด้วยผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ถ้าเธอโยนมันทิ้งตอนนี้ หรือเอาไปแลกกับพวกมันแบบโง่ ๆ สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือเพื่อนเธอจะไม่รอด และตัวเธอเองก็จะตายตามเพื่อนไปก่อนจะได้รู้ความจริงด้วยซ้ำ!” ธารันตวาดกลับเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังจนห้องโถงใหญ่เงียบกริบ กวินที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับต้องเบือนหน้าหนี
ณาริณชะงักไปทันที ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตากลมโตมองหน้าเขาอย่างตกตะลึง ความหวาดกลัวแล่นริ้วขึ้นมาในใจอีกครั้งเมื่อเห็นประกายความจริงจังและอันตรายในแววตาของชายหนุ่ม
“คุณ... หมายความว่ายังไง” เสียงของเธอแผ่วเบาลง
“หมายความว่าคนพวกนั้นไม่ได้ต้องการแค่จี้สร้อยเพื่อเอาไปขาย” ธารันผ่อนลมหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อควบคุมอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่าน เขาปล่อยข้อมือเธอช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “จี้นั้นคือชนวน สำคัญที่ใช้เปิดทางเข้าสู่บัญชีลับและเครือข่ายทั้งหมดที่วรินทร์และพันธมิตรของมันต้องการฮุบ ถ้ามันได้ทั้งของและตัวเธอไป ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้... รวมถึงฉันและเธอ จะไม่มีใครรอดชีวิต”
ณาริณเข่าแทบทรุด เธอยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง รู้สึกปวดหนึบไปหมด
“แล้วเราควรทำยังไง... ดาวล่ะ ดาวจะปลอดภัยไหม”
ธารันมองท่าทีที่อ่อนลงของเธอ แววตาที่แข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย มือหนายื่นออกไปหมายจะแตะไหล่บางเพื่อปลอบประโลม แต่ก็ชะงักค้างกลางอากาศแล้วชักกลับไปประสานกันไว้ที่เดิม เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยคำสัญญาที่หนักแน่นออกมา
“ฉันรับปาก... ว่าฉันจะพาเพื่อนเธอกลับมาอย่างปลอดภัย”
ณาริณเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา ความมั่นใจและความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาสีเข้มคู่นั้นทำให้หัวใจที่กำลังเคว้งคว้างของเธอกลับมามีที่ยึดเหนี่ยวอีกครั้ง แม้เธอจะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้อันตรายเพียงใด แต่ในวินาทีนี้... เธอกลับเลือกที่จะเชื่อใจเขา
“คุณสัญญาแล้วนะ” เสียงเธอกระซิบแผ่วเบา
“ฉันไม่เคยคืนคำพูดตัวเอง” ธารันเอ่ยตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันไปสั่งกวินที่ยืนรอคำสั่งอยู่ “เตรียมกำลังคนทั้งหมดให้พร้อม เราจะไปที่จุดนัดพบที่พวกมันส่งมา”
“พี่จะไปเองเหรอ มันอาจจะเป็นกับดัก” กวินท้วงด้วยความกังวล
“ถ้าไม่ไปแล้วมันจะโผล่หัวออกมาได้ยังไง” ธารันยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดุดันและอันตราย “เตรียมตัวให้พร้อม เราจะไปจบเรื่องนี้กัน”
ณาริณมองแผ่นหลังกว้างของธารันที่หันไปสั่งการอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความหวาดกลัวที่มีต่อมาเฟียเถื่อนคนนี้ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด เธอกำจี้สร้อยในมือแน่นขึ้นอีกครั้ง
ไม่ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีความลับดำมืดแค่ไหน เธอก็พร้อมที่จะเดินหน้าลุยไปกับเขาแล้ว
ห้องทำงานส่วนตัวของธารันในยามบ่ายถูกปกคลุมด้วยความเงียบเชียบ แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกบานใหญ่ที่ติดเหล็กดัดแน่นหนา ณาริณนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มโดยมีถาดอาหารว่างที่ป้าสายใจเพิ่งนำมาวางไว้ให้ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่เธอไม่มีอารมณ์จะแตะต้องมันเลยแม้แต่น้อย
ประตูกลเปิดออก ธารันเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่ขับให้รูปร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ชายหนุ่มกวาดสายตามองเธอก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
“ทำไมไม่กินอะไรเลย?” เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นจานอาหารยังอยู่ครบ
“ฉันไม่มีอารมณ์กิน ในขณะที่ดาวยังถูกพวกมันจับตัวไป” ณาริณตอบเสียงแข็ง เธอมองหน้าเขาตรง ๆ “เราจะไปช่วยดาวเมื่อไหร่”
“คืนนี้” ธารันตอบสั้น ๆ วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ “เมื่อฟ้ามืด คืนนี้จะเป็นคืนที่เราจะจบเกมนี้กับพวกมัน”
“แล้วคุณวางแผนไว้ว่ายังไง ฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“เธอไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น หน้าที่ของเธอคืออยู่แต่ในคฤหาสน์ รอจนกว่าฉันจะพาเพื่อนเธอกลับมา”
ณาริณขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ไม่ได้นะ! ดาวเป็นเพื่อนฉัน ฉันจะยอมอยู่เฉย ๆ ให้คุณแบกรับความเสี่ยงคนเดียวได้ยังไง ฉันต้องไปกับคุณด้วย”
“ฉันบอกว่าไม่ได้” ธารันปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน ดวงตาสีเข้มจ้องมองเธอเขม็ง “ที่นั่นไม่ใช่สนามเด็กเล่น มันคือสนามรบของพวกมาเฟีย เธอคิดว่าตัวเองมีดีอะไรถึงอยากจะเอาชีวิตไปทิ้ง”
“ฉันมีจี้สร้อยที่พวกมันต้องการ!” ณาริณเถียงกลับเสียงดังลั่น เธอลุกขึ้นยืนจ้องหน้าเขาอย่างไม่ยอมแพ้ “ถ้าพวกมันต้องการจี้สร้อย ฉันก็ต้องเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการแลกเปลี่ยน ถ้าฉันไม่ไปแล้วพวกมันจะยอมปล่อยดาวเหรอ!”
“ฉันจะเอาตัวปลอมไปล่อพวกมัน หรือไม่ก็ใช้กำลังบุกเข้าไปพังโกดังพวกมันโดยไม่ต้องใช้เธอเป็นตัวต่อรอง”
“คุณพูดง่ายนี่! ถ้านั่นไม่ใช่เพื่อนคุณ คุณจะพูดแบบนี้สินะ!” ณาริณระเบิดอารมณ์ออกมา น้ำตาใส ๆ ไหลอาบแก้มด้วยความคับแค้นใจ “คุณเอาแต่บงการชีวิตฉัน เอาแต่ขังฉันไว้ ทำเหมือนฉันเป็นสิ่งของ เป็นเครื่องมือ... ฉันเกลียดคนแบบคุณที่สุด!”
คำว่า 'เกลียด' หลุดออกมาจากปากเธอพร้อมกับเสียงสะอื้นเล็ก ๆ
ธารันชะงักไป กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเกร็งเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มวูบไหวไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจนณาริณต้องถอยหลังไปจนสะโพกชนติดกับพนักโซฟา
มือหนายื่นขึ้นมาจับคางเธอไว้เบา ๆ แต่บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รัศมีอันตรายและกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนณาริณแทบหยุดหายใจ
“เกลียดฉันเหรอ...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมฝีปากเธอ “ดี... เกลียดให้มาก ๆ เพราะในโลกของฉัน คนที่เธอเกลียดนี่แหละที่จะเป็นคนเดียวมีชีวิตอยู่ปกป้องเธอจนถึงวินาทีสุดท้าย”
ณาริณหัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ลมหายใจอุ่นร้อนของเขารดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม ความใกล้ชิดนี้ทำให้เธอรู้สึกปั่นป่วนในท้องอย่างประหลาด เธอยากจะผลักไสเขาออกไป แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อริมฝีปากหยักลึกนั้นโน้มลงมาใกล้จนเกือบชิด
“จำไว้... ณาริณ” ธารันกระซิบเสียงพร่าข้างใบหูเธอ “เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำสั่งของฉัน และไม่มีสิทธิ์เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเด็ดขาด... เข้าใจไหม”
ณาริณเม้มปากแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระรัว เธอนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ อย่างจำยอมภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากผู้ชายตรงหน้า
ธารันขยับถอยออกไปช้า ๆ เขามองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะคว้าเสื้อสูทขึ้นมาสวมแล้วเดินหันหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ณาริณยืนหายใจหอบถี่อยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงันและหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะในคฤหาสน์อันมืดมิด
