บทที่ 7 ตอนที่ 7 ปฏิบัติการใต้เงาจันทร์
ตอนที่ 7 ปฏิบัติการใต้เงาจันทร์
เสียงฝนที่เคยโปรยปรายในช่วงบ่ายค่อย ๆ ซาเม็ดลง ทิ้งไว้เพียงความชื้นและไอเย็นที่ลอยอวลอยู่รอบคฤหาสน์วราทร ท้องฟ้ายามค่ำคืนมืดสนิทไร้แสงดาว แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆสีเทาหนาทึบราวกับธรรมชาติกำลังเป็นใจให้กับแผนการอันมืดมนที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ภายในห้องทำงานส่วนตัวของธารัน บรรยากาศตึงเครียดเสียยิ่งกว่าตอนกลางวัน ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปกำลังตรวจเช็กอาวุธปืนพกสั้นสีดำสนิท บรรจุกระสุนทีละนัดด้วยความคล่องแคล่วและเยือกเย็น แววตาสีเข้มฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความลังเล ใกล้กันนั้น กวินยืนถือแท็บเล็ตแสดงแผนผังโครงสร้างของโกดังร้างริมท่าเรือ ซึ่งเป็นจุดนัดพบที่กลุ่มคนร้ายส่งมาเพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกัน
“กำลังคนของเราเตรียมพร้อมล้อมรอบรัศมีสามร้อยเมตรแล้ว” กวินเอ่ยรายงานเสียงเคร่ง “พวกมันน่าจะมีกำลังพลประมาณสิบถึงสิบห้าคน พร้อมอาวุธครบมือ ดูจากทรงแล้วน่าจะเป็นคนของวรินทร์ที่แอบแฝงตัวมา”
ธารันพยักหน้ารับช้า ๆ เก็บปืนเหน็บเข้าที่เข็มขัดด้านหลังก่อนจะสวมเสื้อสูททับ
“อย่าให้พวกมันรู้ตัวเด็ดขาด เป้าหมายแรกคือช่วยเพื่อนของณาริณออกมาก่อน แล้วค่อยจัดการพวกที่เหลือ”
“แล้วเรื่องณาริณล่ะพี่... ป่านนี้เธอคงนั่งไม่ติดแล้วมั้ง” กวินอดแซวไม่ได้เมื่อนึกถึงหญิงสาวที่ถูกสั่งให้อยู่แต่ในห้องพักชั้นบน
“ปล่อยให้เธอโวยวายไปเถอะ ดีกว่าวิ่งออกมาเป็นเป้านิ่งให้พวกมันยิง” ธารันเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตากลับไหววูบไปชั่วขณะเมื่อนึกถึงใบหน้าบูดบึ้งและหยาดน้ำตาของหญิงสาวในตอนบ่าย
ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องพักชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ณาริณกำลังเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวายใจ เธอสวมกางเกงขายาวสีเข้มและเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนาเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ธารันจะสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ออกไปไหน แต่มีหรือที่คนอย่างณาริณจะยอมนั่งรอความตายหรือรอฟังข่าวอยู่เฉย ๆ ในขณะที่ดาวเพื่อนสนิทกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต
หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือ เวลาเกือบสามทุ่มครึ่งแล้ว... นี่คือช่วงเวลาที่ธารันและลูกน้องจะออกเดินทางไปยังจุดนัดพบ
ณาริณเดินไปที่ประตูแล้วลองหมุนลูกบิดดู ปรากฏว่ามันถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนาจากด้านนอกตามคาด เธอถอนหายใจออกมาอย่างหัวเสีย เดินกลับไปที่หน้าต่างแล้วมองลงไปยังเบื้องล่าง แม้จะมีเหล็กดัดและกล้องวงจรปิด แต่เธอก็สังเกตเห็นว่ามุมอับสายตาบริเวณระเบียงด้านข้างมีต้นไม้ใหญ่กิ่งก้านสาขาโน้มเข้าใกล้ระเบียงพอดี
“คิดจะขังฉันไว้เหรอ... ฝันไปเถอะ” ณาริณพึมพำกับตัวเอง
เธอตัดสินใจใช้กรรไกรตัดงานขนาดเล็กในกระเป๋าค่อย ๆ งัดแงะกลอนหน้าต่างบานเกล็ดด้านข้างที่พอจะขยับได้ แม้จะยากลำบากและเสี่ยงต่อการส่งเสียงดัง แต่ความห่วงเพื่อนทำให้เธอฮึดสู้จนสามารถเปิดช่องว่างขนาดพอดีตัวได้สำเร็จ
ณาริณปีนออกไปเกาะกิ่งไม้ใหญ่ด้วยความทุลักทุเล เสื้อแจ็กเก็ตเกี่ยวเข้ากับกิ่งไม้จนขาดเป็นรอยแหว่ง แต่เธอไม่สนใจ ไต่ลงมาตามลำต้นจนถึงพื้นดินด้านล่างสำเร็จโดยที่พวกยามหน้าประตูกลุ่มใหญ่ไม่ทันสังเกตเห็น เนื่องจากกำลังวุ่นวายกับการเตรียมขบวนรถของธารัน
หญิงสาวอาศัยความมืดและมุมอับของตัวอาคารหลบเลี่ยงสายตาคนงาน จนกระทั่งมาถึงลานจอดรถด้านหลัง ที่นั่นมีรถกระบะเก่าคันหนึ่งจอดทิ้งไว้และกุญแจเสียบคาอยู่พอดี ซึ่งเป็นรถของคนสวนที่เพิ่งขับกลับเข้ามา
ณาริณไม่รอช้า เธอแอบขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ บิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ แม้เครื่องจะส่งเสียงดังกระหึ่มไปหน่อย แต่เธอก็เหยียบคันเร่งพุ่งออกไปทางประตูเล็กด้านข้างที่เปิดอ้าไว้สำหรับรถขนของทันที
#ณ จุดนัดพบ
โกดังร้างริมท่าเรือเก่า บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอับของสนิมและละอองน้ำเค็มจากทะเล สายลมพัดโชยกลิ่นอับชื้นเข้ามาปะทะใบหน้า
รถยนต์ของธารันจอดซุ่มอยู่ห่างจากโกดังประมาณร้อยเมตร ชายหนุ่มก้าวลงจากรถพร้อมกับกวินและลูกน้องมือดีอีกหลายคน ทุกคนเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบราวดวงวิญญาณในความมืด ธารันส่งสัญญาณมือให้แยกย้ายเข้าประจำจุดโอบล้อมโกดังทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ภายในโกดังร้างมีแสงไฟสลัวจากหลอดไฟนีออนดวงเดียวที่ห้อยโตงเตงอยู่ตรงกลาง บนเก้าอี้ไม้เก่าแก่ตรงกลางห้อง 'ดาว' เพื่อนสนิทของณาริณถูกมัดมือไผล่หลังและมีผ้าปิดปากเอาไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคราบน้ำตา ข้าง ๆ กันนั้นมีชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สามคนยืนถือท่อเหล็กและปืนยืนคุมเชิงอยู่
“เฮ้ย... นานเท่าไหร่แล้วทำไมไอ้ธารันยังไม่มาวะ” ชายคนหนึ่งสบถออกมาอย่างหงุดหงิด
“ใจเย็นน่า นายสั่งไว้ว่าให้รอสัญญาณ ถ้ามันมาถึงค่อยจัดการรวบยอดทีเดียวทั้งมันและนังนี่” อีกคนตอบเสียงเหี้ยม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นที่ประตูด้านหน้าโกดัง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของธารันที่ก้าวเดินเข้ามาคนเดียวท่ามกลางความมืด มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋าเสื้อสูทอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาสีเข้มกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ดาว
“พวกแกต้องการตัวฉันไม่ใช่เหรอ ปล่อยเธอออกไปซะ” ธารันเอ่ยเสียงเรียบ ทรงพลัง ก้องกังวานไปทั่วโกดังร้าง
ชายฉกรรจ์หัวหน้าแก๊งหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มันเดินเข้ามาใกล้ดาวแล้วใช้มือกระชากผมให้เงยหน้าขึ้น
“วะ... ไวสมคำร่ำลือจริงๆ นึกว่าจะกลัวหัวหดซะอีกไอ้ธารัน ไหนล่ะของที่เราต้องการ... จี้สร้อยกับนังเด็กนั่นล่ะ”
“กูมาคนเดียวและไม่มีของที่พวกแกอยากได้ ถ้าแน่จริงก็ปล่อยตัวผู้หญิงคนนั้นซะ” ธารันยังคงนิ่งสงบ คุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ขณะที่หูฟังไร้สายในหูกำลังส่งสัญญาณเสียงกระซิบจากกวินที่กำลังอ้อมไปช่วยตัวประกันจากด้านหลัง
“แกไม่มีสิทธิ์มาต่อรอง!” ชายฉกรรจ์ชักปืนพกขึ้นมาจ่อที่ขมับของดาวทันที “ถ้าไม่มีจี้สร้อยและนังเด็กคนนั้น กูเป่าสมองยัยนี่ตรงนี้แน่!”
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ ธารันขยับตัวเล็กน้อย เตรียมจังหวะพุ่งเข้าจู่โจม ทว่า...
เอี๊ยดดด!
เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวของรถกระบะเก่าคันหนึ่งพุ่งชนเข้ากับประตูเหล็กด้านข้างของโกดังจนพังครืนเสียงดังสนั่น ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกคนในโกดังหันขวับไปมองเป็นตาเดียวด้วยความตกใจ
ประตูรถกระบะเปิดออก ร่างเล็กของ ณาริณ ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางตื่นเต้น ใบหน้าเปื้อนฝุ่นและมีรอยขีดข่วนเล็กน้อย แต่แววตากลับดุดันและเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เธอยืนอยู่หน้าแสงไฟหน้ารถ พร้อมกับตะโกนลั่นโกดัง
“ปล่อยดาวนะ! คนที่พวกแกต้องการคือฉันไม่ใช่เหรอ!”
ธารันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงไปชั่วขณะ เลือดในกายพุ่งพล่านด้วยความโกรธจัดเมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่เขาสั่งให้อยู่แต่ในห้องปลอดภัยกลับแหกคุกตามมาถึงที่นี่ในสถานการณ์ที่เป็นตายเท่ากัน
“ณาริณ! เธอเข้ามาทำบ้าอะไรที่นี่!!” ธารันตะโกนลั่น เสียงทุ้มต่ำตวาดก้องด้วยความเกรี้ยวกราดจนคนร้ายยังต้องสะดุ้ง
“ฉันมาช่วยเพื่อนฉัน!” ณาริณเถียงกลับเสียงดังลั่น ไม่ยอมแพ้เช่นกัน เธอก้าวเท้าเดินเข้าไปหาพวกคนร้ายโดยไม่กลัวเกรง “เอาตัวฉันไปแล้วปล่อยดาวซะ!”
ชายฉกรรจ์หัวหน้าแก๊งอึ้งไปเลี้ยววินาที ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างชอบใจ
“ฮ่าๆ ฟ้าประทานจริงๆ ว่ะ! เหยื่อเดินมาให้เชือดถึงที่แถมมาพร้อมกันสองคนเลย แบบนี้ค่อยคุ้มค่าจ้างหน่อย!”
มันเปลี่ยนเป้าหมายทันที จากเดิมที่จ่อปืนที่ดาว มันหันปากกระบอกปืนมาทางณาริณแทน แล้วตะโกนสั่งลูกน้อง
“จับนังนี่ไว้! มัดรวมกันแล้วค้นหาจี้สร้อยซะ!”
“อย่าขยับ!”
เสียงตะโกนก้องของกวินดังขึ้นจากมุมมืด พร้อมกับลูกน้องของตระกูลวราทรหลายชีวิตที่โผล่พรวดออกมาพร้อมอาวุธปืนครบมือ เล็งตรงไปที่หัวหน้าแก๊งและลูกน้องทุกคนในพริบตา สถานการณ์พลิกผันกลับตาลปัตรทันที
“วางอาวุธซะ ไม่งั้นสมองพวกมึงกระจายแน่!” กวินประกาศกร้าว
คนร้ายหน้าซีดเผือดเพราะถูกล้อมไว้หมดทางหนี แต่หัวหน้าแก๊งยังดึงดัน มันใช้นิ้วเหนี่ยวไกเตรียมลั่นกระสุนใส่ณาริณที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดด้วยความแค้น
“ถ้ากูจะตาย นังนี่ต้องตายก่อน!”
“ณาริณ! หลบไป!” ร่างสูงใหญ่พุ่งทะยานเข้าไปราวกับเสือด้วยความเร็ว
ปัง!
เสียงปืนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วโกดังร้าง กระสุนเฉี่ยวไหล่ของณาริณไปนิดเดียวจนเสื้อแจ็กเก็ตขาดวิ่น แต่วินาทีนั้น ธารันพุ่งเข้าชาร์จตัวหัวหน้าแก๊งคนร้ายกระแทกอัดติดผนังปูนอย่างรุนแรง หมัดหนัก ๆ ชกเข้าที่ใบหน้าของมันเต็มแรงจนปืนหลุดจากมือและสลบเหมือดคาที่ในหมัดเดียว
ลูกน้องคนอื่น ๆ ของคนร้ายเห็นหัวหน้าหมดสภาพและถูกปืนขู่รอบด้านจึงทิ้งอาวุธและยอมจำนนแต่โดยดี กวินและลูกน้องรีบพุ่งเข้าไปรวบตัวทั้งหมดไว้ทันที
ความเงียบสงบกลับมาเยือนโกดังอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นควันปืนและฝุ่นละอองที่คละคลุ้ง
ณาริณยืนตัวสั่นเทาอยู่กับที่ ขาสองข้างแทบจะไม่มีแรงพยุงตัวเมื่อเหตุการณ์เฉียดตายผ่านไปต่อหน้าต่อตา แต่แล้วจู่ๆ ดาวเพื่อนสนิทที่ถูกแก้เชือกมัดตัวก็วิ่งเข้ามาสวมกอดเธอแน่น ร้องไห้โฮออกมาด้วยความกลัว
“ณาริณ แกมาได้ยังไง ฉันกลัวแทบตายอยู่แล้ว” ดาวสะอื้นไห้เบาๆ
“ฉันมาแล้ว... ไม่เป็นไรแล้วนะดาว ปลอดภัยแล้ว” ณาริณปลอบเพื่อนเบา ๆ มือลูบหลังดาวเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความตกใจ
ขณะที่สองสาวกำลังกอดกันกลม ธารันเดินตรงเข้ามาหาร่างเล็กด้วยใบหน้าที่มืดมนและน่ากลัวที่สุดเท่าที่ณาริณเคยเห็นมา ดวงตาสีเข้มฉายแววไปด้วยความโกรธจัดจนน่ากลัว สันกรามขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน
ณาริณผละออกจากดาว หันมาเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาเธอด้วยอารมณ์คุกกรุ่น เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อเห็นรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“เธอ... กล้าดียังไงถึงหนีออกมาแบบนี้!” ธารันตวาดลั่นเสียงต่ำ ทว่าทรงพลังจนโกดังแทบสะเทือน เขาคว้าต้นแขนทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น ออกแรงบีบจนณาริณต้องมุ่ยหน้าด้วยความเจ็บ
“ฉัน... ฉันแค่อยากมาช่วยเพื่อน” ณาริณเถียงเสียงสั่นๆ แต่ยังคงเชิดหน้าสู้ไม่ยอมหลบตา
“ช่วยเพื่อนเหรอ? เธอกำลังเอาชีวิตโง่ ๆ ของตัวเองมาทิ้งต่างหาก!” ธารันระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด “ถ้าเมื่อกี้ฉันพุ่งเข้าไปช้ากว่าเสี้ยววินาทีเดียว ลูกกระสุนนั่นฝังหัวเธอไปแล้วนะณาริณ! เธอคิดอะไรอยู่ถึงได้ทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้!”
“แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะคะ!” ณาริณตวาดสวนกลับ น้ำตาแห่งความอัดอั้นตันใจทะลักล้นออกมาอาบแก้ม “จะให้นั่งกินนอนกินอยู่ในคฤหาสน์หรู ๆ รอให้คนอื่นเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อฉันคนเดียวโดยที่ฉันไม่ทำอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาหุ่นเชิดนะธารัน! ฉันมีเพื่อน มีชีวิต มีจิตใจ!”
คำพูดและหยาดน้ำตาของเธอทำให้ธารันชะงักกึก แรงบีบที่ต้นแขนค่อย ๆ คลายลงอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาคมกริบมองใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตาและฝุ่น ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตกใจ และระลอกคลื่นแห่งความห่วงใยที่ตีรวนขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง
เขากลัว... กลัวเหลือเกินว่าผู้หญิงคนนี้จะหายไปจากโลกนี้ต่อหน้าต่อตาเขา
“ฉันทำไปเพราะ... อยากปกป้องเธอ” ธารันเอ่ยเสียงแผ่วลงด้วยความเหนื่อยอ่อน น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเจือความสั่นเครือเล็กน้อยที่แทบไม่มีใครเคยได้ยิน
ณาริณชะงักไปทันที หัวใจเต้นกระหน่ำเมื่อได้ยินประโยคจากปากของมาเฟียผู้เย็นชา เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มคู่นั้น และพบแต่ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน
“แต่การกักขังและปิดหูปิดตาฉัน มันไม่ใช่การปกป้อง” ณาริณกระซิบตอบเสียงเบาลง น้ำตาคลอเบ้า “ถ้าเราจะสู้ เราต้องสู้ไปด้วยกัน... อย่าผลักฉันให้อยู่ข้างหลังอีกเลยนะ”
ธารันนิ่งอึ้งไปนานอยู่หลายวินาที เขาถอนหายใจยาวเหยียดออกมาอย่างยอมจำนน ก่อนจะดึงร่างบอบบางของณาริณเข้าไปสวมกอดไว้แน่น กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นควันจาง ๆ ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก มือหนาลูบผมยาวสลวยที่ยุ่งเหยิงเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
“เธอนี่มัน... ดื้อจริงๆ เลย” เขากระซิบชิดขมับเธอ
ดาวที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ แอบกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความทึ่งและโล่งใจ ขณะที่กวินเดินเข้ามาตบไหล่เบา ๆ เพื่อบอกให้เตรียมตัวพาตัวประกันและคนร้ายกลับ
