บทที่ 2 ร้องขอความช่วยเหลือ

เอี๊ยดด!!!

เสียงยางรถยนต์บดกับถนนเปียกโชกดังสนั่นบาดแก้วหู แสงไฟหน้ารถส่องสว่างโร่ปะทะเข้ากับดวงตาของเรเดียส ร่างบางชะงักกึก เมื่อรถตู้หรูสีดำสนิทขบวนยาวเบรกกะทันหันจอดห่างจากตัวเธอเพียงไม่กี่ก้าว

เรเดียสล้มพับลงกับพื้นถนนด้วยความขวัญเสีย ร่างกายสั่นสะท้านท่ามกลางสายฝนที่สาดกระหน่ำ เธอคลานกระเสือกกระสนเข้าไปชิดประตูรถตู้หรูคันนั้น ยื่นมืออันสั่นเทาที่เปรอะเปื้อนคราบโคลนและสายฝนไปแตะตัวรถอย่างคนหมดทางสู้

“คุณคะ... ได้โปรด... ช่วยด้วย...” เรเดียสส่งเสียงแหบพร่า ร้องขอความช่วยเหลือสุดเสียงแข่งกับเสียงฝน “ช่วยฉันด้วย... มีคนจะทำร้ายฉัน...”

กระจกเบาะหลังของรถตู้หรูคันยาวค่อยๆ เลื่อนลงมาเพียงเล็กน้อย... เผยให้เห็นบรรยากาศภายในรถที่อบอวลไปด้วยความเย็นชา ชายหนุ่มใหญ่ในชุดสูทสากลดูภูมิฐาน ซารอส นั่งกอดอกมองออกไปนอกกระจกด้วยสายตาเรียบเฉย ทรงอำนาจ และเย็นชาดุจน้ำแข็ง

เขามองผ่านม่านฝนลงมายังเด็กสาวร่างเปียกปอนที่กำลังคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ข้างรถ ใบหน้าเนียนหวานมีรอยตบช้ำเลือด ริมฝีปากแตก และมีบาดแผลเลือดไหลปนน้ำฝน

ดวงตาคู่สวยของเรเดียสบังเอิญสบตาเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาพอดี แม้เธอจะไม่เห็นใบหน้าของเขาชัดเจนเพราะความมืดและกระจกกรองแสง แต่เธอก็รับรู้ได้ถึงรังสีความน่ากลัวและอำนาจมหาศาลที่แผ่กระจายออกมาจากชายผู้นี้

“ช่วยด้วยค่ะ... ได้โปรดพาฉันไปจากตรงนี้ที... ได้โปรดเถอะนะคะ” เธอพยายามอ้อนวอน ดวงตาเต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว แต่ลึกในแววตากลับซ่อนประกายแห่งความแค้นและความมุ่งมั่นเอาชีวิตรอดไว้อย่างเด่นชัด

ซารอสนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาคมกริบดั่งพญาราชสีห์จ้องมองใบหน้าหวานที่กำลังสั่นสะท้าน เขาไม่รู้จักเธอ และไม่อยากวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระข้างถนน

“บอสครับ ให้ผมลงไปจัดการยัยเด็กนี่ไหมครับ มายืนขวางทางและทำให้รถของนายเลอะเปรอะเปื้อน” บอดี้การ์ดคนขับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตึงเครียด คิดว่าอาจเป็นกับดักของศัตรู

ซารอสสบตาเรเดียสเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะละสายตากลับมาด้วยความเย็นชาไร้ความรู้สึก

“ไม่ต้อง... ขับออกไป” เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมามีพลังอำนาจจนคนฟังขนลุกซู่

กระจกรถเลื่อนปิดลงทันทีอย่างไร้ความปรานี ขบวนรถหรูแล่นผ่านร่างของเธอไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงละอองน้ำฝนที่กระเซ็นใส่ร่างของเรเดียส ที่ยื่นมือตามรถคันนั้นไปด้วยความสิ้นหวัง

พวกนักเลงสามคนที่ไล่ตามมาเห็นขบวนรถที่ทรงอิทธิพลและบอดี้การ์ดร่างใหญ่จ้องมองมา ต่างก็ชะงักเท้า ไม่กล้าพุ่งเข้ามาจับตัวเธอต่อหน้าสาธารณชน เรเดียสจึงใช้แรงเฮือกสุดท้าย โบกเรียกรถแท็กซี่อีกคันที่ขับตามหลังมา แล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งพร้อมกับร้องไห้โฮ

“ช่วยด้วยค่ะ! ขับออกไปด่วนเลยค่ะ!”

โชเฟอร์เห็นสภาพหญิงสาวเปียกปอน ใบหน้ามีรอยตบและเลือดซึม ก็รีบเหยียบคันเร่งพารถพุ่งออกไป ทิ้งให้พวกนักเลงยืนสถบด้วยความหัวเสียอยู่เบื้องหลัง

เรเดียสกลับมาถึงห้องพักในสภาพบอบช้ำทั้งกายและใจ เธอซุกตัวลงที่มุมห้อง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหนาวและความกลัว น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย โดยที่ไม่รู้เลยว่า ชายเจ้าของสายตาเย็นชาบนรถคันนั้น ที่เพิ่งปฏิเสธการขอร้องของเธอ... จะกลายมาเป็นเจ้าของชีวิตและวิญญาณของเธอในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งสติ เช้าวันรุ่งขึ้น... ฝันร้ายก็ซ้ำเติมเธออีกครั้งอย่างหนักหน่วง

เสียงเคาะประตูห้องดังกระหน่ำรุนแรง เมื่อเรเดียสเปิดประตูออกไป เธอพบกับป้าเจ้าของหอพักที่มองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามปะปนกับความขยะแขยงอย่างเปิดเผย

“ขนข้าวของของแกออกไปเดี๋ยวนี้ เรเดียส!” ป้าเจ้าของหอตะคอกเสียงดังลั่น

“ทำไมคะป้า หนูทำผิดอะไรไป ค่าเช่าห้องหนูก็จ่ายครบแล้วนี่คะ”

“ทำผิดอะไรอย่างงั้นเหรอ แกเปิดดูในเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยสิ คนเขาพูดกันให้ทั่วแล้วว่าแกเป็นขโมย ขโมยกระเป๋าหรูของแม่หนูเบอร์ลิน แถมยังแอบขายตัวให้พวกนักเลงข้างนอกอีก หอพักของฉันเป็นหอที่ดี ไม่รับผู้หญิงไม่ดี มีประวัติเสียอย่างแก ออกไปเดี๋ยวนี้”

กระเป๋าเสื้อผ้าและข้าวของทั้งหมดของเรเดียสถูกโยนลอยละลิ่วออกมานอกห้องอย่างไม่ไยดี เรเดียสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยมือที่สั่นเทา... ข่าวลวงโลก ภาพตัดต่อปลอม และข้อความใส่ร้ายป้ายสีเธอ แพร่กระจายไปทั่วกลุ่มนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยในพริบตา

เบอร์ลินใช้เงินและอิทธิพลของซารีส ทำลายชื่อเสียงและชีวิตของเธอจนพังยับเยิน ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เพื่อนที่เคยคุยกัน คอยช่วยเหลือ ต่างพากันบล็อกเบอร์และทุกช่องทางติดต่อ ไม่มีใครยอมฟังเหตุผล ไม่มีใครกล้าจะยื่นมือเข้ามาช่วย แม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนต่างเกรงกลัวอำนาจและเงินทองของตระกูลซารีส

เรเดียสลากกระเป๋าเดินไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ใบหน้าบอบช้ำ ขอบตาดำคล้ำบวมโตจากการร้องไห้ เธอไม่มีที่พักพิง ไม่มีเงินติดตัว และไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปต่อกรกับพวกเขาได้เลย

"ตำรวจเหรอ สื่อเหรอ คนธรรมดาอย่างเธอ จะมีทางไหนที่จะสู้กับมหาเศรษฐีผู้กุมอำนาจทั้งเมืองได้"

เรเดียสทรุดลงนั่งบนม้านั่งในสวนสาธารณะ ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจจนเธอแทบอยากจะยอมแพ้และดับสูญไปเสียเลย

ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความมืดมิดที่สุดในชีวิต ไฟแค้นที่กำลังลุกโชนในใจกลับปลุกสติของเธอให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงในหัวดังขึ้นชัดเจน

‘ฉันจะยอมแพ้และตายไปแบบนี้ไม่ได้ ทั้งที่พวกมันสองคนยังเสพสุขบนความทุกข์ของฉันงั้นเหรอ’

‘ฉันจะยอมให้เบอร์ลินกับซารีสเหยียบย่ำฉันฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนเลยงั้นเหรอ’

“ไม่... ฉันไม่ยอมเด็ดขาด” เรเดียสกระซิบตอบกลับในลำคอ อย่างเด็ดเดี่ยว

เรเดียสหลับตาลง นึกถึงคำพูดที่ซารีสเคยหลุดปากพูดด้วยความหวาดเกรง ทุกครั้งที่เขาเอ่ยถึงบิดาของตนเอง...

“ในเมืองนี้... ไม่มีใครกล้าขัดใจพ่อของฉันหรอก พ่อฉันคือซาตานผู้ครอบครองทั้งโลกธุรกิจและโลกมืด แม้ฉันจะเป็นลูกชายแท้ ๆ ของเขา ถ้าทำให้เขาไม่พอใจ เขาก็พร้อมจะบดขยี้ฉันให้จมดินได้โดยไม่ลังเลเลย...”

ชื่อของชายผู้นั้น... ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน ชายผู้เย็นชา โหดเหี้ยม และไร้ความปรานี

“ซารอส” บิดาแท้ ๆ ของซารีส... เจ้าพ่อมาเฟียผู้กุมอำนาจสูงสุด

เรเดียสลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยที่เคยอ่อนหวานและใสซื่อ บัดนี้เปล่งประกายด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว มืดมน และเต็มไปด้วยมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เธอรู้ดีว่า การก้าวเข้าไปหาซารอส ก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่อาณาจักรของซาตาน มันอาจจะเป็นทางรอดเพียงทางเดียว... หรืออาจจะเป็นความตายที่ทรมานยิ่งกว่าเดิมร้อยเท่า

แต่ในเมื่อชีวิตของเธอพังทลายจนไม่เหลืออะไรให้เสียอีกแล้ว... หากจะต้องแลกด้วยวิญญาณของตนเอง เพื่อได้เห็นคนที่ทำลายเธอต้องพินาศย่อยยับ... เธอก็ยอม

เรเดียสลุกขึ้นยืน กระชับสายกระเป๋าในมือให้แน่น เธอเช็ดคราบน้ำตาและคราบเปื้อนบนใบหน้าออกจนหมดสิ้น ก่อนจะก้าวเดินออกไปอย่างมุ่งมั่นสู่จุดหมายเดียวที่เหลืออยู่ในใจ จุดหมายนั้นคือ... คฤหาสน์ตระกูลซารอส

บทก่อนหน้า
บทถัดไป