บทที่ 4 บุกอาณาจักรซาตาน

กำแพงหินแกรนิตสีดำสนิทสูงตระหง่านตั้งผงาดอยู่เบื้องหน้า ตัดกับท้องฟ้าหลังฝนตกที่ยังคงครึ้มอบอ้าว ยอดรั้วเหล็กดัดปลายแหลมทรงยุโรปโบราณให้ความรู้สึกเหมือนปราสาทของอสุรกายในนิทานปิศาจ ที่แห่งนี้คือ “คฤหาสน์ตระกูลซารอส” หรือที่ผู้คนในวงการมืดต่างขนานนามว่า ‘อาณาจักรซาตาน’

เรเดียสยืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานยักษ์ ร่างบางเปียกปอนปะปนไปด้วยคราบโคลนแห้งกรัง ใบหน้าเนียนหวานที่เคยสะอาดสะอ้าน บัดนี้มีรอยตบช้ำเลือดจนริมฝีปากแตกบวม เท้าเปล่าทั้งสองข้างเปรอะเปื้อนคราบเลือดและรอยกรีดจากเศษแก้วที่เริ่มอักเสบจนส่งกลิ่นคาวอ่อนๆ เธอพยุงร่างกายอันบอบช้ำและจิตใจที่แหลกสลายไว้ด้วยสิ่งเดียวที่เหลืออยู่... ไฟแค้น

เธอใช้มืออันสั่นเทากดปุ่มอินเตอร์คอมหน้าประตูใหญ่ เสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้ง ก่อนที่ประตูเล็กด้านข้างจะถูกเปิดออกอย่างแรง

ชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทสามคนเดินก้าวออกมา สายตาคมกริบและเคร่งขรึมจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความระแวง รังสีความเหี้ยมโหดที่แผ่ออกมาจากตัวบอดี้การ์ดเหล่านี้ ต่างจากพวกนักเลงข้างถนนเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง... พวกเขาคือฆาตกรอาชีพที่พร้อมจะเป่าหัวใครก็ตามที่กล้ำกรายเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต

“หยุดอยู่ตรงนั้น เธอเป็นใคร รู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน” บอดี้การ์ดหัวหน้าชุดแผดเสียงห้าวระเบียบ มือขวาเลื่อนลงไปแตะซองปืนข้างเอวทันที

“ฉัน... ฉันมาขอพบ...” เรเดียสสูดหายใจเข้าลึก พยายามประคองเสียงไม่ให้สั่น “ฉันมาขอพบ คุณซารอส” บอดี้การ์ดทั้งสามคนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาในลำคอด้วยความสมเพช

“มาขอพบท่านซารอส สภาพเหมือนหมาข้างถนนโดนสิบล้อชนแบบนี้น่ะนะ” บอดี้การ์ดอีกคนแค่นยิ้ม 

“กลับไปซะยัยเด็กบ้า ก่อนที่กูจะเป่าหัวมึงทิ้งตรงนี้ ท่านซารอสไม่เคยรับแขกชั้นต่ำอย่างมึง”

“ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขา” เรเดียสไม่ยอมถอย เธอตวาดกลับสุดเสียง ดวงตาคู่สวยสบตาบอดี้การ์ดอย่างดื้อรั้น ไร้ซึ่งความหวาดกลัว 

“บอกเขาว่า... เด็กสาวที่ขวางรถตู้ของเขาเมื่อคืน เด็กสาวที่เขาละสายตาใส่เมื่อคืนมาขอพบ ถ้าเขาไม่ยอมให้ฉันเข้าพบ ฉันจะนั่งตายอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ของเขานี่แหละ”

คำพูดอันเด็ดเดี่ยวบวกกับแววตามืดมนเกินกว่าคนปกติทำให้พวกบอดี้การ์ดมองหน้ากันอย่างลังเล หัวหน้าชุดคุมตัวเธอกดหูฟังไร้สายเพื่อรายงานเข้าไปข้างใน ชั่วครู่ต่อมา... สีหน้าของบอดี้การ์ดคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นตึงเครียดและประหลาดใจ

“...ครับท่าน รับทราบครับ” เขาใส่หูฟังลง ก่อนจะหันมามองเรเดียสด้วยสายตาแปลกประหลาด 

“ท่านซารอสอนุญาตให้มึงเข้าไปได้... แต่ถ้ามึงคิดตลบตะแลง หรือมีอาวุธ มึงไม่ได้ตายดีแน่”

บอดี้การ์ดสองคนพุ่งเข้ามาใส่กุญแจมือพันธนาการเรเดียสไว้ทันที พวกเขากระชากแขนเธออย่างแรง ค้นตัวเธออย่างละเอียดถี่ถ้วนจนแน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอม แล้วจึงลากร่างอันบอบช้ำของเธอเดินผ่านสวนหินขนาดใหญ่ เข้าสู่ตัวคฤหาสน์หรูหราตระการตา

ภายในคฤหาสน์ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมคลาสสิกโทนสีดำ-ทอง พื้นหินอ่อนขัดเงาวับสะท้อนภาพหยดเลือดและคราบโคลนที่หลุดออกจากตัวเรเดียสทุกก้าวที่เธอเดิน บรรยากาศภายในกว้างใหญ่ ทว่ากลับเงียบสงบจนน่าขนลุก ราวกับสุสานที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิต

พวกบอดี้การ์ดผลักเรเดียสเข้าไปในห้องทำงานขนาดใหญ่ ประตูไม้สักบานหนาถูกปิดตามหลังดัง ปัง!

ห้องทำงานเบื้องหน้าถูกปกคลุมด้วยแสงไฟสีส้มสลัว กลิ่นหอมหวานของซิการ์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นไวน์ชั้นเลิศอบอวลอยู่ในอากาศ ตรงกลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้หลิวสีเข้มขนาดใหญ่ และเบื้องหลังโต๊ะตัวนั้น... คือชายหนุ่มใหญ่ในชุดสูทสากลตัดเย็บเนี๊ยบกริบสีเทาเข้ม

ซารอส

ชายหนุ่มใหญ่ปรับเปลี่ยนท่าทาง นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนังนุ่ม วัย 45 ปีของเขาไม่อาจลดทอนความงดงามและเปี่ยมเสน่ห์อันอันตรายลงได้เลย เรือนผมสีดำสะท้อนแสงไฟ ร่างกายสูงใหญ่กำยามที่ซ่อนอยู่ภายใต้สูทแผ่อำนาจกดดันมหาศาลจนอากาศภายในห้องคล้ายจะควบแน่นเป็นน้ำแข็ง

ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดั่งรูปสลัก ทว่าดวงตาคู่คมกริบสีรัตติกาลนั้นกลับเรียบเฉย เย็นชา และไร้ความรู้สึก... สายตาที่มองตรงมายังเรเดียสประดุจพญาราชสีห์ที่กำลังมองดูแมลงตัวเล็ก ๆ ที่คลานเข้ามาในถ้ำ

เรเดียสรู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้นเพียงแค่สบตากับเขา รังสีความน่ากลัวที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้... มหาศาลกว่าซารีสผู้เป็นลูกชายร้อยเท่าพันเท่า

“เด็กสาวเมื่อคืนงั้นหรอ...” ซารอสเอ่ยขึ้น เสียงของเขาเป็นโทนเสียงทุ้มต่ำ มีความกังวานและทรงอำนาจจนคนฟังขนลุกซู่ 

“เธอกล้ามากนะที่มาเหยียบถึงที่นี่ ในสภาพขยะเปรอะเปื้อนแบบนี้”

เขายกแก้วไวน์ทรงสูงในมือขึ้นหมุนเบา ๆ สายตาคมกริบจ้องมองบาดแผล รอยตบช้ำเลือดบนหน้า และคราบเลือดที่เท้าเปล่าของเธอด้วยความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความสงสารหรือสมเพช

เรเดียส กัดฟันแน่น เธอเขย่งเท้าที่เจ็บระบม เดินก้าวเข้าไปหาเขา แต่บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนอารักขาอยู่ด้านหลังก็กดไหล่เธอลงอย่างแรง หัวเข่าของเรเดียสกระแทกลงกับพื้นหินอ่อนอย่างจัง ความเจ็บปวดวิ่งเกลียวขึ้นสู่สมอง ทว่าเธอไม่ร้องออกมาสักคำ เรเดียสเงยหน้าขึ้นสบตากับมาเฟียใหญ่ตรง ๆ อย่างไม่เกรงกลัว

“คุณซารอส...” เธอส่งเสียงแหบพร่า “ฉันมาที่นี่... เพื่อขอความช่วยเหลือจากคุณ”

ซารอสแค่นยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเย็นชาที่กัดกินไปถึงกระดูก

“ความช่วยเหลือจากฉัน...” เขาจิบไวน์รสเลิศในแก้วอย่างเชื่องช้า ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะไม้ราคาแพงดัง กึก 

“ฉันไม่ใช่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า และไม่ใช่ศาลเปาบุ้นจิ้นที่จะมานั่งรับฟังคำร้องเรียนจากใคร... เธอมีสิทธิ์อะไรมาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากฉัน”

“ฉันไม่ได้มาขอฟรี ๆ ...” เรเดียสเค้นเสียงดื้อรั้น ดวงตาคู่สวยสั่นระริกด้วยคราบน้ำตา แต่ไฟแค้นภายในกลับลุกโชน 

“ฉันต้องการ... ความคุ้มครองจากคุณ ต้องการอำนาจของคุณเพื่อปกป้องฉันจากพวกมัน”

“พวกมัน...!!!!” ซารอสเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างชาชิน 

“เธอหมายถึง... ซารีสลูกชายไม่รักดีของฉันกับแม่เด็กเบอร์ลินนั่นน่ะเหรอ” เรเดียสชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนเขาคุ้นเคยและรู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว

“ใช่ค่ะ” เรเดียสคุกเข่าอยู่บนพื้น ยื่นมือที่ถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือไปข้างหน้าอย่างหมดทางสู้ 

“พวกมันทำลายชีวิตฉัน พวกมันใส่ร้ายว่าฉันเป็นขโมย เป็นผู้หญิงขายตัว ส่งคนมาทำร้ายฉัน และกำลังจะไล่ฉันออกจากมหาวิทยาลัย ฉันไม่มีที่ไป ไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ... แต่ฉันอยากเห็นพวกมันพินาศ ได้โปรด... คุ้มครองฉันที”

“แล้วฉันจะได้อะไร” ซารอสถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งอารมณ์ 

“ชีวิตของเธอ ร่างกายของเธอ หรือคำอ้อนวอนน่าสมเพชพวกนี้”

“ทุกอย่าง” เรเดียสตอบกลับโดยไม่ลังเล 

“วิญญาณของฉัน ร่างกายของฉัน ชีวิตของฉัน ฉันยอมขายให้คุณทั้งหมด ฉันยอมรับใช้คุณทุกอย่าง ไม่ว่าจะในฐานะทาส คนรับใช้ หรืออะไรก็ตามแต่ที่คุณต้องการ... ขอแค่คุณมอบความคุ้มครองให้ฉัน และช่วยฉันแก้แค้นพวกมัน”

ความเงียบปกคลุมห้องทำงานอันกว้างใหญ่ทันที...บอดี้การ์ดในห้องต่างก้มหน้าเงียบ นึกว่าท่านซารอสจะสั่งให้ลากตัวเด็กสาวใจกล้าคนนี้ไปเป่าหัวทิ้งที่หลังคฤหาสน์

ซารอสนั่งกอดอก สายตาคมกริบประดุจพญาอินทรีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเรเดียส เขามองเห็นความกลัวที่สั่นระริก แต่เหนือสิ่งอื่นใด... เขามองเห็น ประกายไฟแค้น อันโชติช่วงที่ซ่อนอยู่ในความสิ้นหวังนั้น ดวงตาคู่สวยที่เคยบริสุทธิ์ บัดนี้พร้อมจะมืดบอดเพื่อแลกกับความวินาศของศัตรู

ทว่า... ชายผู้ผ่านโลกมาอย่างชาชินและถือครองอำนาจสูงสุดกลับไม่ได้แยแสกับไฟแค้นของเด็กสาวตรงหน้าเลยสักนิด ซารอสยื่นมือไปหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาจิบอีกครั้ง เขามองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างเปิดเผย รอยยิ้มสมเพชปรากฏขึ้นบนใบหน้าทรงเสน่ห์นั้น

“เหอะ...”

เสียงแค่นหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอ ซารอสวางแก้วไวน์ลง แล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ มองลงมายังเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างด้วยสายตาที่ทำให้คนฟังรู้สึกไร้ค่าดั่งฝุ่นผง

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร เรเดียส” ซารอสเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ และเย็นชาดุจน้ำแข็งจากห้วงลึก 

“เธอคิดว่าตัวเองมีค่าพอ... จะให้ฉันลงมาร่วมเล่นเกมเด็กเล่นของเธอกับลูกชายงี่เง่าของฉันเหรอ”

คำพูดนั้นประดุจสายฟ้าผ่าลงกลางหัวของเรเดียส ร่างบางสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

“คัดค้าน... หรือแก้แค้นซารีส” ซารอสพูดต่ออย่างช้า ๆ ทุกคำพูดบาดลึกเข้าไปในดวงวิญญาณของเธอ 

“ซารีสอาจจะเป็นลูกชายที่ไร้สมอง ชอบสร้างเรื่องเดือดร้อน และใช้เงินซื้อทุกอย่าง... แต่เขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน คือคนของตระกูลซารอส ส่วนเธอ... เธอเป็นแค่เด็กสาวข้างถนนที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจะปกป้องตัวเอง”

เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่เกือบสองเมตรบังแสงไฟสลัวจนเงาดำมืดทาบทับลงบนร่างของเรเดียส ซารอสเดินก้าวข้ามโต๊ะทำงานลงมาอย่างเชื่องช้า เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดัง ตึก... ตึก... ประดุจเสียงนับถอยหลังสู่ความตาย

เขายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ก้มมองเด็กสาวที่คุกเข่าอยู่ใต้เท้าด้วยสายตาว่างเปล่า

“เรือนร่างของเธอ วิญญาณของเธอ” ซารอสเหยียดยิ้มเย็น 

“ผู้หญิงนับพันพร้อมจะประเคนสิ่งเหล่านั้นให้ฉันโดยที่ไม่ต้องร้องขอ... เธอไม่มีอะไรที่มีค่าพอจะมาแลกเปลี่ยนกับฉันเลยสักนิด เรเดียส”

“แต่ฉัน...” เรเดียสพยายามจะเอ่ยปาก น้ำตาแห่งความอัปยศพุ่งทะลักออกมาอีกครั้ง

“เงียบ” ซารอส ออกคำสั่งเพียงคำเดียว เสียงทุ้มต่ำนั้นทรงอำนาจจนปากของเรเดียสถูกล็อกไว้ด้วยความหวาดกลัว

“การที่เธอพุ่งมารับรถของฉันเมื่อคืน แล้ววันนี้ยังกล้าแบกหน้าเปื้อนโคลนมาขอร้องฉัน... มันไม่ได้ทำให้เธอเก่งกาจขึ้นมาหรอกนะ แต่มันแสดงถึงความโง่เขลาและจนปัญญาของเธอ” ซารอสใช้ปลายรองเท้าหนังราคาแพงสะกิดคางของเธอให้เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรง ๆ 

“ถ้าเธออยากจะแก้แค้น ถ้าเธออยากจะรอด... เธอต้องสู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่มาคุกเข่าขอให้ซาตานอย่างฉันลงไปแปดเปื้อนกับเรื่องขี้ผงของพวกเด็กเมื่อวานซืน”

ซารอสถอนปลายรองเท้าหนังเนี๊ยบกริบออกอย่างไร้ความแยแส อย่างเย็นชานั้นทิ้งให้ใบหน้าหวานของเรเดียสก้มต่ำ ละลิ่วลงกระแทกกับพื้นหินอ่อนเย็นเยียบอย่างหมดแรง ร่างกายอันบอบช้ำสั่นสะท้านจากทั้งความเจ็บปวดและแรงอัปยศที่กัดกินลึกถึงขั้วหัวใจ

ความหวังสุดท้ายสลายพินาศลงต่อหน้าต่อตา... ชายตรงหน้าไม่ได้ใจดี ไม่มีความเมตตา และมองเธอเป็นเพียงขยะที่ไม่คู่ควรแม้แต่จะให้เขาลงมือบดขยี้ด้วยซ้ำ

“ลากตัวมันออกไป” ซารอสหันหลังเดินกลับไปที่เก้าอี้ทำงาน สั่งบอดี้การ์ดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

“ทิ้งมันไว้ข้างนอก... ถ้ามันยังไม่ยอมไป ก็เป่าหัวมันซะ”

“ครับท่าน” บอดี้การ์ดสองคนพุ่งเข้ามาล็อกแขนเรเดียส เตรียมจะลากตัวเธอออกไปจากห้องทำงานอันเย็นเยียบ

เรเดียสถูกลากถอยหลัง สายตาของเธอจ้องมองแผ่นหลังอันทรงอำนาจของซารอสผ่านม่านน้ำตาและความสิ้นหวัง ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ประตูห้องกำลังจะถูกปิดลง ไฟแค้นในใจที่โดนเหยียดหยามจนถึงที่สุด ก็ปะทุขึ้นมาเป็นเฮือกสุดท้าย!

“ถ้าฉันทำลายซารีสได้...” เรเดียสแผดเสียงตะโกนสุดเสียง แข่งกับแรงลากของบอดี้การ์ด 

“ถ้าฉันทำให้ลูกชายสุดที่รักของคุณต้องคุกเข่าแทบเท้าฉันได้... วันนั้นคุณจะยอมรับว่าฉันมีค่าพอไหม” บอดี้การ์ดชะงักมือด้วยความตกใจกับความใจกล้าของเด็กสาว

ภายในห้องทำงานอันมืดมิด... ซารอสที่กำลังจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ชะงักมือไปเล็กน้อย เขาค่อย ๆ หมุนเก้าอี้กลับมา มองผ่านช่องประตูที่กำลังจะปิดลง สายตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นอาฆาตและดื้อรั้นอย่างถึงที่สุดของเรเดียส รอยยิ้มบาง ๆ ที่ยากจะคาดเดาความหมาย ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาและเย็นชาของมาเฟียใหญ่...

“หมาจนต้อน... เวลามันกัด มันกัดเจ็บเสมอ” ซารอสพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ในความเงียบ ก่อนที่ประตูบานยักษ์จะปิดล็อกลงอย่างสมบูรณ์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป