บทที่ 3 วิมานกรงขัง

ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ แววตาของเทียนแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม คล้ายกับว่าคำพูดอวดดีของเธอไปกระตุกต่อมโทสะของเขาเข้าอย่างจัง เขากระชากเอกสารอีกชุดหนึ่งออกมาจากด้านในเสื้อสูท โยนแหมะลงบนเตียงตรงหน้าเธอ

สัญญาชดใช้หนี้ จำนวนเงิน 8,000,000 บาท

ตัวเลขศูนย์หลายหลักนั้นทำเอาดวงตาของเธอพร่ามัว        

“เซ็นซะ”                                                                                  

คำสั่งสั้น ๆ ที่ไม่อนุญาตให้มีข้อแม้หรือสิทธิ์ในการปฏิเสธ

ตามฝันจ้องมองตัวเลขแปดล้านบาทบนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกเหมือนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าถูกสูบหายไปในพริบตา                       

“ฉันไม่เซ็นค่ะ”                                                                        

เสียงของเธอสั่น ทว่าแฝงความดื้อดึง

เทียนละสายตาจากเอกสารขึ้นมามองหน้าเธอ นัยน์ตาสีนิลเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง                                                                  

“คิดให้ดีก่อนจะตอบ”                                                             

“ฉันคิดดีแล้วค่ะ!”                                                                  

ตามฝันกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ                                      

“ฉันไม่ได้เป็นหนี้คุณ ฉันไม่ได้เอาเงินน้องชายคุณไปแม้แต่บาทเดียว ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเซ็นยอมรับผิด ในความระยำที่ตัวเองไม่ได้ก่อ!”

ริมฝีปากหยักลึกของชายหนุ่มกระตุกเหยียดขึ้น                     

“เหตุผล... งั้นสิ”                                                                      

เขาทวนคำเยาะเย้ย ก่อนจะล้วงเอาซองเอกสารอีกปึกหนึ่งออกมาโยนทับลงไปบนเตียงอย่างใจเย็น                                        

“ถ้าเธอไม่ยอมเซ็น ฉันจะให้ทนายไปแจ้งความดำเนินคดีกับเธอเดี๋ยวนี้ ทั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน หลอกลวง และใช้เอกสารทางการเงินเพื่อรับผลประโยชน์โดยมิชอบ... หลักฐานมัดตัวแน่นหนาทุกชิ้นอยู่ในมือฉันหมดแล้ว”

ใบหน้าหวานซีดเผือดลงทันตา                                               

“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้นะคะ! ฉันบอกคุณแล้วไงว่าหลักฐานพวกนั้นมันถูกปลอมแปลงขึ้นมา!”                                    

“งั้นก็เก็บปากเก่ง ๆ ของเธอ ไปนั่งอธิบายให้ตำรวจฟังในคุกก็แล้วกัน”

คำขู่ราบเรียบแต่เฉียบขาดนั้น ทำเอาลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก เทียนเอนแผ่นหลังพิงกับขอบเสาเตียง ท่าทางของเขาสงบนิ่งราวกับกำลังเจรจาต่อรองผลประโยชน์ทางธุรกิจ ไม่ใช่กำลังบดขยี้อนาคตของผู้หญิงคนหนึ่งให้จมดิน

“เธออาจจะหัวหมอขอสู้คดีได้ อาจจะดิ้นรนวิ่งเต้นหาทนายฟรีมาพยายามพิสูจน์ความบริสุทธิ์... แต่ระหว่างนั้น เธอจะต้องเทียวขึ้นโรงพัก ขึ้นศาล เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน... และที่สำคัญ”        

เขาจงใจลากเสียงยาว                                                    

“เธอคิดว่าศูนย์ดูแลผู้ป่วย จะยอมรับอุปการะ แม่ของเธอให้อยู่ต่อไหม... ถ้าเกิดค่ารักษาพยาบาลมันขาดส่ง”

หัวใจของตามฝันร่วงดิ่งลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม                                

“อย่ายุ่งกับแม่ฉันนะ!”                                                            

“ฉันยังไม่ได้ยุ่ง”                                                                      

เขาสวนกลับเสียงเย็น                                                            

“ฉันก็แค่... กำลังชี้แจงความเป็นจริงให้เธอฟัง”

มือหนาล้วงเอารูปถ่ายใบหนึ่งออกมาโยนลงบนตักของเธอ ภาพของมาลินี แม่ของเธอที่กำลังนอนหลับใหลด้วยร่างกายซูบผอมอยู่บนเตียงผู้ป่วย และที่โต๊ะข้างเตียงนั้น... มีแจกันดอกไม้พลาสติกเล็ก ๆ ที่ตามฝันเพิ่งซื้อไปจัดวางไว้ให้เมื่อไม่กี่วันก่อนตั้งอยู่

ตามฝันรู้สึกเหมือนถูกฝ่ามือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาบีบรัดลำคอจนหายใจไม่ออก                                                                  

“นี่คุณ... ตามไปคุกคามแม่ฉันถึงที่ศูนย์ดูแลเลยเหรอคะ”

“ศูนย์ดูแลระดับนั้น ค่าใช้จ่ายรายเดือนสูงเอาเรื่องอยู่นะ”     

เทียนทำหูทวนลม เอ่ยลอยหน้าลอยตา                                    

“ทั้งค่าห้องพักเดี่ยว ค่าพยาบาลวิชาชีพ ค่ายา ค่าอาหารเหลวเฉพาะทาง... รวม ๆ กันแล้ว มันบีบให้นักศึกษาปีสี่อย่างเธอต้องดิ้นรนหาเงินตัวเป็นเกลียวเลยไม่ใช่หรือไง”

หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจรื้นขึ้นมา แต่ตามฝันก็ยังฝืนเชิดหน้าจ้องเขาอย่างไม่ยอมแพ้                                                          

“ต่อให้ฉันจะต้องลำบากเลือดตาแทบกระเด็น ฉันก็หาเงินมาส่งเสียดูแลแม่ของฉันเองได้!”

“ด้วยการขายตัวแลกเงินน่ะเหรอ”                                          

เทียนเหยียดรอยยิ้มหยัน                                                        

“หรือจะใช้วิธีร่อนเร่ไปชงเหล้าตามผับ แล้วรอให้ลูกค้ากระเป๋าหนักคนต่อไป หิ้วเธอไปทำระยำตำบอนที่ไหนอีก?”

ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามนั้น เปรียบเสมือนใบมีดอาบยาพิษที่เชือดเฉือนศักดิ์ศรีของเธอจนย่อยยับ                                                

“คุณมันเลวทรามที่สุด!”

“ใช่”                                                                                        

เขายอมรับหน้าตาเฉย ปราศจากความสะทกสะท้าน              

“และฉันยังเลวระยำได้มากกว่านี้อีก... ถ้าเธอยังคิดจะดื้อด้านเล่นแง่กับฉัน”

ตามฝันขบเม้มริมฝีปากล่างจนห้อเลือด เทียนทอดสายตามอง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนหน้ากระดาษสัญญารับสภาพหนี้

“เซ็นสัญญาฉบับนี้ซะ แล้วเธอจะได้เข้ามาอยู่ในคฤหาสน์เวชรังสี ในฐานะลูกหนี้ของฉัน เธอจะต้องทำงานชดใช้หนี้แปดล้านบาทตามเงื่อนไขที่ฉันเป็นคนกำหนด หยาดเหงื่อแรงงานทุกบาททุกสตางค์ของเธอ จะถูกหักเข้าบัญชีเพื่อใช้หนี้... จนกว่าเงินแปดล้านนี้จะหมดไป”

“แปดล้าน...”                                                                          

เธอเค่นเสียงหัวเราะออกมาขื่น ๆ ทั้งน้ำตา                                    

“คุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าคนหาเช้ากินค่ำอย่างฉัน... ต่อให้ทำงานเป็นทาสรับใช้คุณไปทั้งชีวิต ก็ไม่มีปัญญาหาเงินมาประเคนใช้หนี้ให้คุณได้หมดหรอก!”                                                               

“นั่นมันไม่ใช่ปัญหาที่ฉันต้องใส่ใจ”

“แล้วฉันต้องทนเป็นทาสชดใช้ให้คุณไปถึงเมื่อไหร่คะ!”         

เธอตวาดถามอย่างปวดร้าว                                                  

“สิบปี? ยี่สิบปี? หรือต้องทนรอจนกว่าฉันจะแก่ตาย คาตาคุณอยู่ในกรงขังบ้า ๆ นี่!”

เทียนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของเธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเลือดเย็นที่สุด             

“ก็จนกว่า... หนี้จะหมด”

ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปเสี้ยววินาที จงใจปรายตามองไปที่รูปถ่ายของแม่มาลินี                                                                                 

“หรือไม่ก็จนกว่า... สิ่งที่เธอพยายามอ้าแขนปกป้องที่สุด... จะไม่มีลมหายใจให้ฉันใช้เป็นข้อต่อรองกับเธอได้อีก”

ตามฝันชาหนึบไปทั้งร่าง คล้ายถูกสาดด้วยน้ำแข็งจัด เธอเข้าใจความหมายแฝงอันแสนวิปริตในประโยคนั้นได้ในทันที... แม่ เขากำลังเอาชีวิตแม่ของเธอมาเป็นตัวประกัน

ตราบใดที่แม่ยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์ดูแล ตราบใดที่แม่ยังต้องพึ่งพายาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อต่อลมหายใจ... มัจจุราชอย่าง เทียน เวชรังสี ก็จะยังมีโซ่ตรวนเส้นที่แข็งแกร่งที่สุด เอาไว้ล่ามคอลากจูงเธอไปตลอดชีวิต

“นี่คุณ... ถึงขนาดยกเอาชีวิตคนป่วยมาเป็นตัวประกันเลยงั้นหรือคะ”                                                                                              

“ฉันจะรับผิดชอบ จ่ายค่าศูนย์ดูแลให้แม่ของเธอต่อไป”         

เขาตอบกลับด้วยท่าทีสบาย ๆ คล้ายกำลังยื่นข้อเสนออันแสนกรุณา                                                                                       

“จ่ายให้ตรงเวลาในทุก ๆ เดือน และอัปเกรดการดูแลให้อยู่ในระดับวีไอพีที่ดีที่สุด... เท่าที่เศษเงินของฉันจะบันดาลให้ได้”

ตามฝันมองคนเลือดเย็นด้วยแววตาปวดร้าว                         

“เพื่อแลกกับอะไรคะ”

“แลกกับการที่เธอจะต้องขังตัวเองอยู่ที่นี่ ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งของฉันทุกอย่าง ห้ามคิดหนี ห้ามติดต่อใครโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต... และที่สำคัญที่สุด ห้ามทำตัวมีปัญหา จนทำให้คุณย่า ของฉันต้องเสียใจเด็ดขาด”

ร่างสูงใหญ่โน้มตัวข้ามขอบเตียงเข้ามาใกล้ นัยน์ตาคมกริบตรึงร่างเธอเอาไว้ไม่ต่างจากโซ่เหล็ก                                                     

“ถ้าเธอคิดหนี... ถ้าเธอผิดข้อตกลง... หรือถ้าเธอเป็นต้นเหตุทำให้คุณย่าของฉันอาการทรุดลงแม้แต่นิดเดียว... ฉันจะสั่งระงับการจ่ายค่ารักษาพยาบาลของแม่เธอทันที แล้วปล่อยให้ระบบของศูนย์ จัดการโยนแม่ของเธอออกไปตามความเป็นจริง”

“ความเป็นจริง... อะไรคะ”                                         

“ความเป็นจริงที่โลกเขาสอนกันว่า... คนจน ๆ ไม่มีเงิน ก็ไม่มีสิทธิ์เสือกเลือกสถานที่ดูแลรักษายังไงล่ะ”

ประโยคเหยียบย่ำนั้น ทำให้โลกทั้งใบของตามฝันพังทลายและดับวูบลงในพริบตา เธอก้มลงมองรูปถ่ายของแม่ในมือ หยาดน้ำตาอุ่นร้อนร่วงเผาะลงบนหน้ากระดาษอย่างไม่อาจอดกลั้นไว้ได้อีกต่อไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป