บทที่ 4 คุกที่ไม่มีสิทธิ์หนี
แม่คือครอบครัวเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้... แม้บางวันโรคอัลไซเมอร์จะทำให้แม่หลงลืมและจดจำลูกสาวคนนี้ไม่ได้ แม้บางครั้งแม่จะขับไล่ไสส่งเธอด้วยแววตาหวาดระแวงเหมือนคนแปลกหน้า แต่สำหรับตามฝัน... แม่คือร่มโพธิ์ร่มไทร คือความอบอุ่น และเป็นฟืนไฟหย่อมเดียว ที่คอยเป็นเหตุผลให้เธอมีแรงลุกขึ้นสู้งานหนักในทุก ๆ เช้า
สำหรับเธอแล้ว... จะให้สูญเสียอะไรไปก็ได้ทั้งนั้น จะสูญเสียอิสรภาพ สูญเสียศักดิ์ศรี หรือแม้แต่ต้องแลกด้วยลมหายใจของตัวเองเธอก็ยอม... แต่เธอจะสูญเสียแม่ไปไม่ได้เด็ดขาด!
“คุณมันบ้าอำนาจ... คุณบังคับฉันไม่ได้หรอกค่ะ”
เธอเค้นเสียงเถียงอย่างคนไร้ทางสู้ เทียนล้วงเอาปากกาหมึกซึมราคาแพง ออกมาวางแหมะลงบนหน้ากระดาษสัญญา
“ฉันไม่ได้บังคับ”
เขาทอดมองเธอด้วยสายตาของผู้ชนะ
“ฉันก็แค่... ชี้ทางสว่างให้เธอเห็น ว่าชีวิตของเธอตอนนี้... มันไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินแล้วต่างหาก”
ตามฝันหลับตาลงช้า ๆ ความรวดร้าวแล่นปลาบไปทั่วแผ่นอก ราวกับถูกเหล็กแหลมเผาไฟลนลงกลางใจ ทว่าเมื่อเปลือกตาบางลืมขึ้นอีกครั้ง แววตาของเธอกลับไม่หลงเหลือความอ้อนวอนหรือความอ่อนแอให้เห็นอีกต่อไป...
มีเพียงความเจ็บแค้น ความชิงชัง และศักดิ์ศรีที่แม้จะถูกกระทืบจนจมดิน... แต่เธอก็จะไม่ยอมปล่อยให้มันแตกสลาย
มือเล็กลดอาการสั่นเทาลง ขณะค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบปากกาด้ามนั้นขึ้นมา
“ฉันยอมตวัดปากกาเซ็น... ก็เพื่อรักษาชีวิตแม่...”
เธอเอ่ยเน้นย้ำ ช้า ๆ ชัด ๆ ทุกถ้อยคำ ประสานสายตากับเขานิ่ง
“ไม่ใช่เพราะฉัน... ยอมก้มหัวรับผิด ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ”
มัจจุราชหนุ่มไม่ปริปากตอบโต้ ตามฝันจรดปลายปากกาลงบนหน้ากระดาษ ลายมือของเธอสั่นพร่าเล็กน้อย แต่ทว่าทุกตัวอักษรที่ตวัดลงไปกลับฝังลึกลงบนหน้ากระดาษ... ราวกับเป็นรอยแผลเป็นที่ถูกสลักลงบนชีวิต ชื่อของ ตามฝันถูกประทับลงไปบนสัญญาทาส ที่เธอไม่เคยยินยอมพร้อมใจเลยสักนิด
เมื่อจรดปากกาเสร็จสิ้น เธอเลื่อนเอกสารฉบับนั้นส่งคืนให้เขา
“คุณอาจจะใช้อำนาจบาตรใหญ่ บีบบังคับฝืนใจให้ฉันลงลายมือชื่อได้” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ทว่าดวงตากลมโตกลับแข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน
“แต่คุณ... ใช้อำนาจ บังคับให้ความจริงมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอกค่ะ”
เทียนรับสัญญาฉบับนั้นไปถือไว้ นัยน์ตาสีนิลจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง
“ความจริงของฉัน... ก็คือการที่ธูป ต้องตายอย่างไร้ค่า เพราะความตอแหลของเธอ”
ตามฝันกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก
“ถ้าอย่างนั้น... ฉันก็จะพยายามขุดคุ้ย หาความจริงในมุมของฉันให้เจอเหมือนกัน”
เธอเชิดหน้าขึ้นสบตาเขากลับอย่างท้าทาย
“และเมื่อวันนั้นเดินทางมาถึง... คนที่ต้องคุกเข่ารับผิดและชดใช้กรรมทั้งหมด... อาจจะไม่ใช่ฉัน!”
“ยังมีอีกเรื่อง”
เขาตัดบทอย่างไม่แยแส ตามฝันนิ่งงัน
“คุณยังต้องการจะบีบคั้นอะไรจากฉันอีกคะ”
เขาหันไปมองรูปภาพของธูปบนโต๊ะหัวเตียง
“ก่อนที่ธูปจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง... เขาเคยสัญญากับคุณย่าเอาไว้ ว่าจะพาผู้หญิงที่เขารักที่สุดมาแนะนำให้ท่านรู้จัก” น้ำเสียงของเขาทอดอ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงแฝงความเด็ดขาด
“และผู้หญิงคนนั้น...ชื่อว่า ตามฝัน”
ตามฝันรู้สึกเหมือนลมหายใจถูกสูบออกไปจากปอด เขาหมุนตัวหันกลับมาจ้องหน้าเธอ
“นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป... เธอจะต้องอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ในฐานะคนรักของธูป”
“นี่คุณบ้าไปแล้วเหรอ! จะบังคับให้ฉันโกหกคนป่วยเนี่ยนะ!”
เธอลืมตัว ลุกพรวดขึ้นยืน ทั้งที่ขาทั้งสองข้างยังอ่อนแรง
“คนป่วยโรคอัลไซเมอร์มีสภาพจิตใจเปราะบางแค่ไหน คุณเคยรู้บ้างไหม ความสับสน ความสูญเสีย หรือการยัดเยียดความจริงจอมปลอมที่รุนแรงเกินไป มันอาจจะไปกระตุ้นทำให้อาการของท่านทรุดหนักลงได้นะ คุณเป็นหลานแท้ ๆ ของท่านประสาอะไร ถึงได้มีความคิดวิปริต จะเอาเรื่องโกหกหลอกลวงไปทับถมในชีวิตท่านอีก!”
“ฉันไม่ได้ให้เธอมาพร่ำสอนศีลธรรมให้ฉัน”
“แต่คุณควรฟัง!”
เธอตอกกลับทันควันอย่างเหลืออด
“เพราะแม่ของฉันก็ป่วยเป็นโรคเดียวกับคุณย่าของคุณ ฉันรู้ซึ้งดีว่า การต้องทนเห็นคนที่เรารักค่อย ๆ ความจำเสื่อมและลืมโลกทั้งใบไปช้า ๆ มันเจ็บปวดทรมานแค่ไหน... และยิ่งเราเจ็บปวด เราก็ยิ่งไม่สมควรใช้คำโกหกไปทำร้ายพวกท่านซ้ำสอง”
ดวงตาของเทียนวาววาบขึ้นมาด้วยโทสะ เขาก้าวประชิดตัวเธอ
“คนที่ลงมือทำร้ายคุณย่าของฉัน... ไม่ใช่ฉัน”
เขากัดฟันพูดลอดไรฟัน
“แต่เป็นผู้หญิงแพศยาที่เป็นต้นเหตุทำให้ธูป... ไม่มีวันได้กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกต่างหาก”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้ทำ!”
“งั้นเธอก็ต้องปั้นหน้ายิ้ม และทำหน้าที่หลานสะใภ้กำมะลอให้ท่านมีความสุข... เพื่อชดใช้ในความมักง่ายที่เธอทำเอาไว้ซะ”
ตามฝันทอดสายตามองเขาอย่างเจ็บปวดร้าวลึก
“นี่มันไม่ใช่การชดใช้หนี้แล้วล่ะค่ะ... นี่มันคือการลงทัณฑ์กันชัด ๆ”
“ใช่”
เขายอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน
ความเงียบที่โรยตัวลงมาหลังคำกล่าวนั้น ทำเอาหัวใจของหญิงสาวเยียบเย็นจนชาหนึบ เทียนโน้มใบหน้าลงมาใกล้ สายตาคมกริบของเขาตรึงร่างเธอเอาไว้ราวกับโซ่ตรวนเส้นหนา
“ห้ามหลุดปากบอกให้คุณย่ารู้เด็ดขาด ว่าธูปตายไปแล้ว ถ้าความจริงข้อนี้หลุดรอดออกจากปากเธอแม้นิดเดียว หรือถ้าเธอแผลงฤทธิ์จนทำให้คุณย่ามีอาการทรุดลง...แม่ของเธอ จะต้องเป็นคนรับผลกรรม จากความผิดพลาดนั้นแทนเธอ”
ตามฝันหลับตาลงอย่างจำนน... ในที่สุดเธอก็ได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่า คฤหาสน์ที่ตกแต่งอย่างงดงามตระการตาหลังนี้ มันไม่ใช่สถานที่พักพิงอันแสนสุข ทว่ามันคือกรงขัง กรง... ที่ถูกหล่อหลอมสร้างขึ้นมาจากความแค้น เงินตรา อำนาจมืด และความสูญเสียของผู้ชายใจบอดคนหนึ่ง
เธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประสานสายตากับเขา
“ตกลงค่ะ”
เทียนหรี่ตาลงจ้องจับผิด คล้ายไม่คาดคิดว่าเธอจะยอมศิโรราบง่ายดายปานนี้ แต่เขาคิดผิด... ตามฝันไม่ได้ยอมแพ้ เธอสบตาเขานิ่ง แววตาเด็ดเดี่ยว
“ฉันจะยอมเล่นละคร ทำตามความต้องการของคุณ... ต่อหน้าคุณย่า ฉันจะสวมบทบาทเป็นผู้หญิงแสนดี ที่คุณธูปเคยสัญญากับท่านเอาไว้”
