บทที่ 5 ฝันของธูป

น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา ทว่าหนักแน่นดุจหินผา                    

“แต่คุณจำเอาไว้ด้วยนะคะ... ว่าฉันจะยอมอยู่ที่นี่ ก็เพื่อขุดคุ้ยหาความจริง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วย”

แววตาของเทียนแข็งกร้าวขึ้น                                                 

“อย่าบังอาจคิดเล่นตุกติกกับฉัน”                                           

“ชีวิตของฉันทั้งชีวิต มันไม่ใช่กระดานเกมให้คุณมาเล่นสนุกหรอกนะคะ... คุณเทียน”

นี่เป็นครั้งแรก... ที่เธอเอ่ยเรียกชื่อของเขาตรง ๆ

ชื่อ... ที่เธอเพิ่งสังเกตเห็นและปะติดปะต่อเรื่องราวได้ จากหน้าปกนิตยสารธุรกิจเล่มหนา ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเคียงคู่กับกรอบรูปของธูป

ภาพของผู้ชายที่กำลังยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเธอ ขึ้นปกหราในฐานะซีอีโอหนุ่มผู้ทรงอิทธิพล เจ้าของอาณาจักรโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ และในวินาทีนี้... เขาก็คือพัศดีไร้หัวใจ ผู้คุมคุกที่แสนจะงดงามหลังนี้

เทียน เวชรังสี มัจจุราชในวิมานทัณฑ์

“ฉันจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นให้ได้ ว่าฉันไม่ได้เป็นคนทำ”         

เธอกล่าวประกาศกร้าว                                                          

“และเมื่อความจริงเปิดเผย... คนที่ต้องก้มหัวรับผิด อาจจะกลายเป็นคุณ!”

เทียนมองเธอนิ่งงัน ภายในดวงตากลมโตของผู้หญิงตรงหน้า ไม่หลงเหลือร่องรอยของความอ่อนแอหรือการอ้อนวอนขอความเมตตาอีกต่อไปแล้ว มันมีเพียงความเจ็บปวด ความเคียดแค้น และศักดิ์ศรีที่แม้จะถูกย่ำยีจนจมธรณี แต่ก็ยังดื้อดึงไม่ยอมแหลกสลาย

ตะกอนความรู้สึกบางอย่างในอกซ้ายของเขาไหววูบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เขาเกลียดชังความรู้สึกควบคุมไม่ได้นี้ จึงจัดการกดทับมันทิ้งไปด้วยความเย็นชา                                         

“อีกหนึ่งชั่วโมง จะมีแม่บ้านพาเธอไปเข้าพบคุณย่า”                     

เขาออกคำสั่งทิ้งท้าย                                                             

  “เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมซะ”

“ค่ะ”                                                                                       

“และจำใส่กะโหลกเอาไว้ด้วย... ถ้าเธอทำพลาดล่มไม่เป็นท่า... ฉันไม่มีวันปรานีเธอแน่”

ตามฝันแค่นยิ้มบาง ๆ ออกมา ทั้งที่หยาดน้ำตายังคงเปรอะเปื้อนอยู่เต็มสองแก้ม                                                                            

“คนอย่างคุณ... ก็ไม่เคยมีความปรานี ให้กับฉันอยู่แล้วนี่คะ”

คำตอกกลับที่แทงใจดำนั้น ทำเอาชายหนุ่มถึงกับชะงักงันไปเพียงเสี้ยววินาที แต่เทียนก็เลือกที่จะไม่ปริปากพูดอะไรต่อ เขาหมุนตัวหันหลัง ก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว

ประตูไม้โอ๊กบานหนาถูกปิดลง พร้อมกับเสียงล็อกกลอนประตูดังแว่วมาให้ได้ยิน แกร๊ก...

เสียงนั้นไม่ได้ดังอึกทึกครึกโครม ทว่าสำหรับคนที่ถูกขังอยู่ด้านในอย่างตามฝัน... มันเปรียบเสมือนเสียงปิดตายบานประตูคุก ที่กระแทกปิดลงต่อหน้าต่อตา

หญิงสาวยืนเคว้งคว้างอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางห้องนอนกว้างขวางอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี จะถูกสูบกลืนหายไปจนหมดสิ้น เธอทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้นพรม ยกสองแขนขึ้นกอดรัดตัวเองเอาไว้แน่น ปล่อยให้หยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ รินไหลทะลักออกมาอย่างเงียบงัน

เธอร้องไห้คร่ำครวญ... ให้กับชีวิตอิสระอันแสนเรียบง่าย ที่ถูกพรากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ร้องไห้... ให้กับชะตากรรมของแม่ ที่ต้องตกกลายมาเป็นจุดอ่อนให้คนชั่วจับเป็นตัวประกัน     ร้องไห้ให้กับผู้ชายที่ชื่อธูป ผู้ชายที่ต้องมาจบชีวิตลงพร้อมกับปริศนาดำมืด และร้องไห้... ให้กับโชคชะตาอันแสนอาภัพของตัวเอง ที่จำต้องก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หลังนี้ ในฐานะ นักโทษทาสของมัจจุราชที่เกลียดชังเธอเข้าไส้

แสงแดดอ่อน ๆ ยามสาย ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาทอดตัวลงบนพื้นไม้เป็นริ้วบาง ๆ มันช่างดูงดงามราวกับภาพวาดในฝัน... คฤหาสน์เวชรังสี อาจจะดูเป็น ‘วิมานสวรรค์’ ในสายตาของคนนอกที่มองเข้ามา ทว่าสำหรับตามฝันแล้ว... นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป มันคือ ‘วิมานทัณฑ์’

สถานที่... ที่เธอถูกลากคอเข้ามา เพื่อบีบบังคับให้ชดใช้กรรม ในบาปหนาที่คนอื่นเป็นคนก่อ และมันคือ... สนามรบ ที่เธอจะต้องกัดฟันดิ้นรนเอาชีวิตรอด เพื่อทวงคืนอิสรภาพและความบริสุทธิ์ของตัวเองกลับคืนมาให้จงได้...

ไม่ว่ามัจจุราชอย่าง เทียน เวชรังสี... จะใช้วิธีการโหดร้ายป่าเถื่อน บดขยี้หัวใจเธอมากเพียงใดก็ตาม

หนึ่งชั่วโมง... ไม่เคยยาวนานและทรมานเท่านี้มาก่อน

ตามฝันนั่งนิ่งอยู่ปลายเตียงในห้องกว้างที่เงียบงัน เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจสั่นพร่าของตัวเอง            

เธอไม่รู้เลยว่าพ้นบานประตูไม้โอ๊กนั้นออกไปจะมีใครยืนคุมเชิงอยู่หรือไม่ ไม่รู้ว่าห้องนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนของคฤหาสน์ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหากตัดสินใจวิ่งหนีออกไป ปลายทางจะเป็นทางรอดหรือขุมนรกที่ลึกกว่าเดิม

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ชัด... นับจากวินาทีที่ปลายปากกาตวัดลายเซ็นลงบนสัญญาบ้าบอฉบับนั้น ชีวิต ลมหายใจ และอิสรภาพของเธอก็ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป

หญิงสาวก้มมองฝ่ามือบนตัก ปลายนิ้วยังคงเย็นเฉียบ รอยจ้ำแดงจาง ๆ บนข้อมือคอยย้ำเตือนถึงแรงกระชากก่อนที่สติจะดับวูบ ย้ำเตือนถึงนัยน์ตาดุดันของผู้ชายที่ชื่อ เทียน เวชรังสี และคำสั่งเด็ดขาดที่เขาทิ้งไว้ราวกับประกาศิต

‘อีกหนึ่งชั่วโมง จะมีคนพาคุณไปพบคุณย่า... เตรียมตัวให้พร้อม’

เตรียมตัว...

ตามฝันแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา คนเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เมื่อถูกบังคับให้สวมบทบาทเป็นคนรักของผู้ชายที่ตายไปแล้ว จะต้องปั้นหน้ายิ้มอย่างไร เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงชราที่ป่วยด้วยโรคเดียวกับแม่ของเธอ แล้วป้อนคำโกหกหลอกลวงว่าหลานชายสุดที่รักของท่านยังมีชีวิตอยู่

ร่างบอบบางค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นจากปลายเตียง ฝีเท้าเปลือยเปล่าก้าวเดินสำรวจไปรอบห้องที่ถูกปิดเงียบ ข้าวของเครื่องใช้ทุกชิ้นยังถูกดูแลรักษาและจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบราวกับรอคอยเจ้าของกลับมาใช้งาน ทั้งกีตาร์โปร่งมุมห้อง ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยนวนิยายแปลและแผ่นเสียง บ่งบอกถึงรสนิยมและอารมณ์ศิลปินของผู้เป็นเจ้าของ ชัดเจนว่าที่นี่คือ ห้องของธูป

นัยน์ตากลมโตทอดมองไปหยุดยังโต๊ะข้างเตียง มีกรอบรูปสีทองตั้งอยู่ เธอค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ ช้อนสายตามองภาพถ่ายของผู้ชายในนั้น

ชายในภาพกำลังระบายยิ้มกว้างอย่างสดใส นัยน์ตาพราวระยับดูใจดีและอ่อนโยน ราวกับไม่รับรู้เลยว่าชื่อของเขากำลังกลายเป็นโซ่ตรวนเส้นหนาที่ล่ามชีวิตคนบริสุทธิ์ไว้กับบ้านหลังนี้

ตามฝันไม่เคยรู้จักเขา ไม่เคยได้ยินเสียง ไม่เคยแม้แต่จะเดินสวนกันในโลกแห่งความเป็นจริง แต่รอยยิ้มที่สว่างไสวของเขากลับทำให้เธอรู้สึกปวดร้าวลึก ๆ ในอก

ปลายนิ้วที่ยังคงสั่นเทาเอื้อมไปแตะลงบนกระจกกรอบรูปแผ่วเบา ทว่ายังไม่ทันได้ชักมือกลับ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะเขียนหนังสือข้างหน้าต่าง

รูปถ่ายหลายใบวางซ้อนกันอยู่ตรงนั้น หัวใจของตามฝันกระตุกวูบ ในรูปเหล่านั้น... เป็นเธอ

ไม่สิ เป็นใบหน้าของเธอ

ภาพหญิงสาวในชุดนักศึกษา ภาพที่กำลังยิ้มให้กล้อง ภาพที่นั่งอยู่ในร้านกาแฟ ภาพที่เหมือนถูกแอบถ่ายจากมุมไกล และภาพบางใบที่ดูเหมือนถูกตัดต่อจากไฟล์เก่า ๆ ที่เธอเคยส่งให้เชอรี่ใช้ทำงานโปรเจกต์

ตามฝันหยิบรูปใบหนึ่งขึ้นมาด้วยปลายนิ้วเย็นเฉียบ

ผู้หญิงในภาพยิ้มหวาน ดวงตาอ่อนโยน ราวกับกำลังมองคนถ่ายด้วยความรัก ทั้งที่ตามฝันรู้ดีว่าเธอไม่เคยยิ้มแบบนั้นให้ธูป ไม่เคยรู้จักเขา ไม่เคยมีช่วงเวลาใด ๆ ร่วมกับผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

แต่สำหรับธูป...

ภาพพวกนี้คงไม่ใช่ของปลอม

มันคือหลักฐานของความรักที่เขาเชื่อว่ามีอยู่จริง

สายตาของหญิงสาวเลื่อนไปยังผนังเหนือโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วลมหายใจของเธอก็สะดุดอีกครั้ง

ตรงนั้นมีภาพวาดสีน้ำติดอยู่หลายแผ่น ทุกภาพเป็นผู้หญิงคนเดียวกัน ผู้หญิงที่มีใบหน้าเหมือนเธอ รอยยิ้มเหมือนเธอ ดวงตาเหมือนเธอ บางภาพเป็นเธอนั่งอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ บางภาพเป็นเธอยืนอยู่กลางสายฝน บางภาพเป็นเธอกำลังหันมายิ้มราวกับโลกทั้งใบของคนวาดหยุดอยู่ที่รอยยิ้มนั้น

มุมล่างของภาพหนึ่งมีลายมือเรียบร้อยเขียนไว้ว่า

“ฝันของธูป”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป