บทที่ 7 รอยยิ้มของคนที่รอคอย

เมื่อก้าวลงบันไดเวียนมาถึงโถงชั้นล่าง ตามฝันสะดุดตาเข้ากับภาพถ่ายครอบครัวบานใหญ่ที่ประดับอยู่บนผนัง หญิงชรานั่งยิ้มแย้มอยู่ตรงกลาง ด้านหลังมีเด็กชายสองคนยืนขนาบข้าง คนหนึ่งหน้าตาคร้ามคม นัยน์ตาดุดันเอาจริงเอาจังตั้งแต่เด็ก ส่วนอีกคนส่งยิ้มกว้างขวางจนตาหยีดูสดใส

เทียนและธูปในวัยเยาว์

ตามฝันหยุดมองภาพนั้นราวกับถูกมนต์สะกด ธูปในภาพดูเป็นเด็กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะ แตกต่างจากพี่ชายที่ยืนหน้าตึงราวกับถูกฝึกให้เก็บซ่อนอารมณ์มาตั้งแต่จำความได้ เธอมองรอยยิ้มสว่างไสวนั้น แล้วความรู้สึกในอกก็ปวดหนึบขึ้นมาอย่างประหลาด

เขาคงเคยเป็นที่รักยิ่งของทุกคนในบ้าน และเพราะถูกพรากตัวไปอย่างกะทันหัน... คนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงเจ็บปวดทุรนทุราย จนตาบอดมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความเคียดแค้น

“เชิญค่ะ”

เสียงเรียกของป้าสายกระชากเธอกลับสู่โลกความเป็นจริง ตามฝันสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องอาหาร

ห้องอาหารกว้างขวางสว่างไสว โต๊ะไม้สักตัวยาวตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง คลุมทับด้วยผ้าปูสีขาวสะอาดตา แจกันกุหลาบสีอ่อนถูกจัดแต่งวางไว้กึ่งกลาง ชุดเครื่องกระเบื้องเนื้อดีถูกจัดเรียงไว้อย่างประณีตบรรจง

ที่หัวโต๊ะ... เทียนนั่งอยู่ตรงนั้น

ชายหนุ่มเปลี่ยนจากชุดสูทสีดำสนิทมาเป็นเสื้อเชิ้ตสีเข้ม แขนเสื้อถูกพับลวก ๆ ขึ้นมาถึงศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม                             

ใบหน้าคร้ามคมยังคงเรียบตึงไม่บ่งบอกอารมณ์ ทว่านัยน์ตาสีนิลที่ตวัดมองมาทันทีที่เธอก้าวพ้นขอบประตูนั้น กลับตอกย้ำเงื่อนไขทุกข้อได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องปริปาก

ทำตามที่สั่ง... ห้ามพลาดเด็ดขาด

ข้างกายมัจจุราชหนุ่ม คือหญิงชราร่างเล็กในชุดผ้าไหมสีครีมดูสบายตา เรือนผมสีดอกเลาถูกเกล้าเก็บอย่างประณีต ใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลายังคงทิ้งเค้าโครงความงดงามและสง่าผ่าเผยตามแบบฉบับผู้ดีเก่า ทว่าดวงตาของท่านกลับเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย มือที่เหี่ยวย่นวางทาบอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วขยับเคาะเบา ๆ คล้ายกำลังนับจังหวะอะไรบางอย่างที่มีเพียงท่านเท่านั้นที่รับรู้

ตามฝันหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าประตู หัวใจถูกบีบรัดจนเจ็บร้าว

เพราะแววตาว่างเปล่าคู่นั้น... มันช่างเหมือนกับแววตาของแม่ ในยามที่จดจำทางกลับบ้านไม่ได้ไม่มีผิดเพี้ยน

“คุณย่าครับ”

น้ำเสียงของเทียนอ่อนโยนลงเล็กน้อย แม้จะเพียงแค่นิดเดียว แต่คนฟังก็สัมผัสได้ชัดเจน

“คนที่คุณย่ารอ... มาแล้วครับ”

หญิงชราค่อย ๆ หันใบหน้ากลับมา ดวงตาที่เคยว้าวุ่นเลื่อนลอยกะพริบช้า ๆ ก่อนที่สายตาจะมาหยุดชะงักอยู่ที่ร่างบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อน

เสี้ยววินาทีต่อมา ประกายในดวงตาฝ้าฟางก็สว่างวาบขึ้น สว่างไสว... เสียจนตามฝันรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมทิ่มแทงทะลุกลางใจ

“หนู...”

คุณย่ารำไพผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดัง ป้าสายรีบถลาเข้ามาประคอง ทว่าหญิงชรากลับยื่นมือสองข้างออกไปข้างหน้า นัยน์ตาสั่นระริกยึดเหนี่ยวอยู่ที่ตามฝันเพียงคนเดียว

“หนูฝัน... ใช่ไหมลูก”

คำถามนั้นแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่กลับหนักหน่วงจนทับถมให้ตามฝันแทบจะขาดใจ

เธอหันขวับไปมองเทียนโดยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มจ้องมองเธอกลับ นัยน์ตาดุดัน เย็นเยียบ และกดดันให้ยอมจำนน

ไม่มีทางเลือก... เธอรู้ดี

หญิงสาวค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาหญิงชรา ทุกย่างก้าวให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินย่ำลงบนเศษแก้วแตก เธอเห็นความหวังอันเรืองรองในดวงตาคู่นั้น เห็นความปีติยินดี เห็นความรักเปี่ยมล้นที่หญิงชรามีเผื่อแผ่มาถึงเธอผ่านหลานชายที่ไม่มีวันหวนกลับ

และเธอสมเพชตัวเองเหลือเกิน ที่ต้องหยิบยื่นคำโกหกหลอกลวงให้คนป่วย

แต่ในฐานะของคนที่ดูแลผู้ป่วยโรคนี้มาตลอด... เธอรู้ดีว่า บางครั้ง ‘ความจริง’ ก็เป็นอาวุธที่อันตรายเกินกว่าจะโยนใส่หัวใจที่เปราะบาง

ตามฝันทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเก้าอี้ของคุณย่ารำไพ ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้างไปกอบกุมฝ่ามือที่กำลังสั่นเทานั้นเอาไว้อย่างทะนุถนอม

มือของคุณย่าเย็นเฉียบและบอบบาง... เหมือนมือของแม่ไม่มีผิด

“ใช่ค่ะคุณย่า”                               

เธอช้อนสายตาขึ้นมอง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุด แม้จะกำลังรู้สึกสั่นไหวอย่างรุนแรง                       

“ฝันเองค่ะ”

สิ้นคำยืนยัน หยาดน้ำตาก็รื้นขึ้นคลอเบ้าตาของหญิงชรา

“โธ่ลูกเอ๊ย... มาแล้วจริง ๆ ด้วย”                           

คุณย่ารำไพยิ้มกว้าง ยกมือขึ้นลูบหลังมือหญิงสาวเบา        

“ตาธูปบอกย่าว่าจะพาหนูมาหา เขาอวดนักอวดหนาว่าหนูเป็นเด็กดี น่ารัก เรียบร้อย แล้วก็ขยันทำงานมากด้วย”

ตามฝันต้องลอบกัดกระพุ้งแก้มเพื่อกลั้นก้อนสะอื้นจนเจ็บคอ

ธูปเคยเอ่ยชมเธอมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ... หรือแท้จริงแล้ว คำหวานเหล่านั้นถูกใช้เพื่อพรรณนาถึงผู้หญิงอีกคนที่สวมรอยใช้ชื่อของเธอต่างหาก

ความจริงข้อนั้นเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงอยู่ในอก

“คุณธูป... พูดถึงฝันแบบนั้นหรือคะ”

“พูดสิลูก พูดให้ย่าฟังบ่อยเชียวแหละ”                   

หญิงชราระบายยิ้มทั้งน้ำตา                                

“เขาบอกว่าย่าเห็นแล้วจะต้องถูกชะตาหนูแน่ ๆ เขาบอกว่าหนูมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนแสงแดดยามเช้าเลยนะ”

พูดจบ หญิงชราก็ค่อย ๆ ผินหน้าไปมองยังมุมสงบมุมหนึ่งของห้อง บนโต๊ะตัวเตี้ยตรงนั้น... มีกรอบรูปถ่ายของตามฝันตั้งเคียงคู่กับรูปของธูป ราวกับเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างทะนุถนอม สายตาฝ้าฟางทอดมองภาพทั้งสองด้วยความรักใคร่สุดหัวใจ ก่อนจะหันกลับมาบีบมือหญิงสาวเบา ๆ

ตามฝันมองตามสายตาของท่านไป หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ ภาพถ่ายใบนั้นคือภาพที่เชอรี่เคยแอบถ่ายเธอเอาไว้ตอนที่กำลังเผลอยิ้ม... เพื่อนทรยศส่งมันมาให้ธูปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง และตอนนี้มันกลับถูกนำมาตั้งไว้เคียงข้างเขา ตอกย้ำสถานะ คนรักจอมปลอม ที่เธอถูกยัดเยียดให้สวมรอยอย่างเจ็บปวด

ตามฝันเม้มริมฝีปากแน่นพยายามระงับอารมณ์ เธอไม่ควรเจ็บปวดกับคำหวานเหล่านั้น เพราะมันไม่ได้มีไว้เพื่อเธอตั้งแต่แรก แต่หัวใจมนุษย์ช่างแปลกประหลาด บางครั้งเราก็ร้องไห้ให้กับเรื่องราวที่ไม่ใช่ของตัวเองได้อย่างน่าสมเพช

“แล้วตาธูปล่ะลูก”                                             

จู่ ๆ คุณย่ารำไพก็ชะเง้อมองข้ามไหล่ของเธอไปด้านหลัง คล้ายกำลังมองหาใครบางคน                             

“ตาธูปไม่ได้มาพร้อมหนูหรือลูก ไหนเขาบอกว่าจะมานั่งทานข้าวเช้ากับย่าไง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป