บทที่ 8 เด็กดื้อของย่า

บรรยากาศในห้องอาหารเงียบกริบลงฉับพลัน

ป้าสายก้มหน้าหลบสายตา เทียนกำมือที่วางอยู่บนโต๊ะจนเส้นเลือดปูดโปน ตามฝันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากทุกทิศทางที่พุ่งตรงมาที่เธอ

วินาทีนั้น เธออยากจะตะโกนความจริงออกไป อยากบอกว่าหลานชายสุดที่รักของคุณย่าไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว อยากจะกระชากตัวเองออกไปจากบทบาทจอมปลอมที่ไม่ได้เลือก

แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ฝ้าฟางของคุณย่ารำไพ ดวงตาที่กำลังรอคอยคำตอบอย่างเลื่อนลอยและสับสน เหมือนเด็กหลงทางที่หวังพึ่งพาคนแปลกหน้าเพียงคนเดียวในชีวิต...

ตามฝันสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด

เธอขยับมือ บีบกระชับฝ่ามือของหญิงชราเบา ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ... แบบเดียวกับที่เธอใช้ดึงสติแม่ยามที่ท่านเริ่มสับสนหวาดกลัว

หนึ่ง... สอง... สาม...

“คุณธูปติดงานด่วนนิดหน่อยค่ะคุณย่า”                 

น้ำเสียงของเธอราบเรียบ นุ่มนวล และปราศจากการตะกุกตะกัก                                                                              

“เขาฝากฝันมากราบคุณย่าล่วงหน้าก่อน เขาบอกว่าขอโทษที่มาทานข้าวด้วยไม่ได้ตามสัญญา แต่ถ้าเคลียร์งานเสร็จเร็วเมื่อไหร่ จะรีบวิดีโอคอลหาคุณย่าทันทีเลยนะคะ”

คุณย่ารำไพชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด

“ติดงานอีกแล้วหรือลูก...”

น้ำเสียงนั้นเจือความน้อยอกน้อยใจคล้ายเด็กถูกขัดใจตามฝันคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้ ทั้งที่หัวใจกำลังร้องไห้      

“ค่ะ... แต่เขาฝากฝันมากระซิบบอกคุณย่าด้วยนะคะ ว่าคิดถึงคุณย่ามากที่สุด แล้วก็... รักคุณย่าที่สุดในโลกเลยค่ะ”

ประโยคสุดท้ายราวกับมนต์วิเศษที่ปัดเป่าความหม่นหมองไปจนสิ้น หญิงชราคลี่ยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสว เปราะบาง และงดงามเสียจนตามฝันต้องก้มหน้าหลบสายตา เพราะเกรงว่าน้ำตาที่กักเก็บไว้จะพังทลายลงมาทรยศบทบาทที่กำลังสวมอยู่

“ตาธูปนี่น้า...”

คุณย่ารำไพบ่นอุบอิบอย่างไม่จริงจังนัก                  

“ปากหวานไม่เคยเปลี่ยนเลยจริง ๆ”

เทียนนั่งทอดสายตามองฉากละครตรงหน้าเงียบ ๆ เขาควรจะรู้สึกสะใจ ควรจะสมเพชและพอใจที่เห็นผู้หญิงร้อยเล่ห์คนนี้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเล่นตามบทบาทที่เขาเป็นคนเขียนบท

แต่ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมาในอก กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง

เขามองสองมือเล็กที่กอบกุมมือคุณย่าเอาไว้ มองจังหวะการบีบคลึงอย่างทะนุถนอม มองสายตาที่เธอใช้ทอดมองหญิงชรา มันปราศจากความรำคาญใจ ปราศจากความแข็งกระด้างเสแสร้ง ปราศจากแม้กระทั่งร่องรอยของการฝืนทำตามคำสั่ง

มันมีเพียงความอ่อนโยน... อ่อนโยนเสียจนทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน

หงุดหงิด... เพราะมันดูสมจริงเกินไป สมจริงจนเขาเกือบจะเผลอใจเชื่อ!

“ทานข้าวนะคะคุณย่า”                                                 

ตามฝันหยัดกายลุกขึ้น ประคองหญิงชราให้นั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม                                                                          

“เดี๋ยวฝันนั่งทานเป็นเพื่อนคุณย่าเองค่ะ”

“หนูป้อนย่าหน่อยได้ไหมลูก”                                         

คุณย่ารำไพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ชูมือที่กำลังสั่นเทาให้ดู      

“มือย่ามันสั่นอีกแล้ว ตักข้าวไม่ค่อยถนัดเลย”

ตามฝันระบายยิ้ม คราวนี้เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากความรู้สึกจริง ๆ โดยไม่รู้ตัว

“ได้สิคะ”

เธอเลื่อนชามข้าวต้มปลาส่งกลิ่นหอมกรุ่นเข้ามาใกล้ ใช้ช้อนกระเบื้องตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนอย่างเบามือ ก่อนจะบรรจงป้อนให้หญิงชราทีละคำ                                

จังหวะการป้อนของเธอไม่เร่งรีบ ไม่ชักช้า เธอรอให้คุณย่าเคี้ยวและกลืนจนหมดคำก่อนจึงค่อยตักคำใหม่ ระหว่างนั้นก็ชวนคุยสัพเพเหระ เรื่องดอกกุหลาบในแจกัน เรื่องบรรยากาศยามเช้า... เรื่องราวเบาสมองที่ไม่บีบคั้นให้สมองต้องเค้นหาความทรงจำ

เป็นบทสนทนาธรรมดาที่แสนจะเรียบง่าย แต่มันคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์

เทียนนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ กาแฟดำในถ้วยเซรามิกเย็นชืดลงไปนานแล้วโดยที่เขาไม่ได้ยกขึ้นจิบอีกเลย

ที่ผ่านมา เขาเคยทุ่มเงินจ้างพยาบาลและผู้ดูแลมืออาชีพมากหน้าหลายตามาคอยดูแลคุณย่า บางคนเก่งกาจชำนาญ บางคนใจเย็นดุจน้ำ แต่ไม่เคยมีใครหน้าไหน... ที่สามารถตะล่อมให้คุณย่ายอมทานข้าวเช้าได้ง่ายดายและมีรอยยิ้มกว้างขวางเท่ากับผู้หญิงที่เขาเพิ่งตราหน้าว่าเป็นฆาตกร

ความจริงที่ประจักษ์แก่สายตา ทำให้กรามแกร่งบดเข้าหากันแน่นด้วยความขัดใจ

ขัดใจ... ตัวเอง

“ตาธูปนี่ตาถึงจริง ๆ เลือกคนไม่ผิดเลย”

คำชมเปาะของคุณย่ารำไพ ทำให้มือที่กำลังถือช้อนของตามฝันชะงักไปนิด

“หนูฝันเป็นคนใจเย็น มือเบา เหมาะจะมาคอยปราบกำราบคนดื้อรั้นอย่างตาธูปที่สุดเลยลูกเอ๊ย”

ตามฝันฝืนยิ้มรับคำชม                                                 

“คุณธูป... เป็นคนดื้อหรือคะ”

“ดื้อเงียบเชียวล่ะ”                                                       

คุณย่าหัวเราะร่วน                                                            

“แต่ลึก ๆ แล้วเป็นเด็กใจอ่อนขี้สงสาร เห็นใครตกทุกข์ได้ยากเป็นไม่ได้หรอก สมัยเด็ก ๆ แอบเก็บลูกแมวโดนรถชนข้างถนนมารักษาที่บ้านตั้งหลายหน จนโดนตาเทียนเอ็ดเอาบ่อย ๆ”

ชื่อของเขาที่หลุดออกมา ทำให้ตามฝันเผลอเหลือบสายตาไปมองคนหน้าตึงที่หัวโต๊ะโดยไม่ตั้งใจ

ชายหนุ่มนั่งหลังตรงสง่า ใบหน้ายังคงหล่อเหลาไร้อารมณ์ดังเดิม ทว่านัยน์ตาสีนิลคู่คมกลับหลุบต่ำลงเล็กน้อย คล้ายกับความทรงจำในวันวานเพิ่งวิ่งผ่านเข้ามาสะกิดใจ

เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น...ก่อนที่เขาจะช้อนสายตาขึ้นมา แล้วกลับกลายเป็น เทียน เวชรังสี มัจจุราชผู้เลือดเย็นคนเดิม เย็นชา แข็งกร้าว และกดข่มคนอื่นให้จมดิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป