บทที่ 8 ต้องอยู่
ตอนที่8 ต้องอยู่
เอวา
“โอ้ย! ซี๊ด!” ฉันร้องขึ้นด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปหมด แค่ขยับตัวนิดหน่อยก็เจ็บจนแทบขยับไม่ได้แล้ว
ฉันนอนนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เห็นว่าตอนนี้เข้าสู่วันใหม่แล้ว
ตอนนี้ยังลุกไม่ไหวเลยสักนิด ฉันเลยนอนคิดกับสิ่งที่ฉันทำไปเมื่อวาน
ใครจะว่าฉันใจง่ายคิดอะไรสั้นๆ ก็ช่างเถอะ แต่ตอนนั้นฉันทำอะไรไม่ได้ ฉันรู้ว่าฉันสู้เขาไม่ไหวอยู่แล้ว ยังไงฉันก็ต้องเสร็จให้ผู้ชายคนนั้น แล้วฉันจะฝืนไปทำไมล่ะฉันไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์ขมขื่นต่อความรู้สึกที่ถูกบีบบังคับฝ่ายเดียวอย่างไม่เต็มใจ
อีกอย่างตอนนี้ฉันก็ได้รู้แล้วว่าเซ็กซ์มันก็สนุกของมันแบบนี้เองสินะ คนส่วนใหญ่ถึงได้ต้องการมันจนถึงขั้นยอมเลิกกับแฟนตัวเองเพื่อไปคบกับคนที่เขามีเซ็กซ์กับตัวเองได้ เพราะเมื่อก่อนฉันสนใจแค่งานและอบอุ่นกับแค่สัมผันเล็กๆ น้อยๆ มันเลยทำให้ฉันไม่เคยมีความต้องการอะไรพวกนี้เลยจนมองข้ามไป
แต่พอได้สัมผัสมันด้วยตัวเองตอนเกิดขึ้นก็เหมือนจะเข้าใจได้แล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ ลุกไหวไหม” หลังจากฉันนอนคิดอะไรเพลินๆ ก็มีเสียงเข้มของผู้ชายที่ฉันนอนกับเขาเมื่อคืนดังขึ้นถามอยู่ที่หน้าประตูห้องนอน
“อืม” ฉันตอบออกไปก่อนจะพยายามลุกขึ้นนั่งเพื่อลงจากเตียงอย่างไม่มีอะไรจะพูดกับเขา
แต่ทำไมมันยากแบบนี้นะ ฉันได้แต่เม้มริมฝีปากตัวเองเก็บไว้ไม่ให้เสียงมันเล็ดลอดออกมา
“หึ! ลุกไม่ไหวก็บอก ไม่เห็นต้องอาย” ธันวาพูดขึ้นพร้อมกับเดินมาหยุดตรงหน้าฉันก่อนจะก้มช้อนร่างฉันขึ้นอุ้ม
“ฉันเดินเองได้!” ฉันว่าให้เขาอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยและมีรอยยิ้มร้ายกาจราวกับเหนือกว่าและชนะฉัน
“ก่อนจะเดินเอง ลุกขึ้นเองให้ได้ก่อนเถอะ” ธันวาว่าจบก็วางฉันลงในอ่างทันทีที่เข้ามาในห้องน้ำ
“ออกไปได้แล้ว” ฉันไม่อยากเถียงกับคนไม่รู้จักแต่ดูออกเลยว่าปากเสียจึงเลือกไล่เขาออกไปแทน จะมายืนมองอยู่ได้ ถึงจะมีอะไรกันแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะมาแก้ผ้าให้เขามองได้ไม่อายนะ
“เสร็จแล้วก็เรียก” ธันว่าพูดจบก็เดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับปิดประตู ฉันเลยเปิดน้ำอุ่นจะได้ไล่ความเมื่อยล้าออกไปด้วย ก่อนจะนอนแช่มันอยู่ในอ่างอาบน้ำสักพักจนรู้สึกสบายตัว
ฉันลุกไปล้างตัวก่อนจะไปหยิบชุดคลุมสวมแล้วไปล้างหน้าล้างตา แต่ก็ต้องตกใจกับรอยที่คอ ฉันเลยปลดชุดคลุมอาบน้ำออกเปิดมันดูร่างกายตัวเองให้ชัดอีกที
“ให้ตายเถอะ!” ฉันพูดออกมาอย่างหัวเสียกับสภาพที่เห็นจนรับไม่ได้
ก็รอยมันเต็มตัวฉันไปหมดเลยทั้งในร่มผ้าและนอกร่มผ้า ฉันรีบใส่มันกลับคืนและจัดการตัวเองจนเสร็จก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำด้วยความเจ็บที่บรรเทาลงไปบ้างแล้ว
“ทำไมไม่เรียก” พอออกมาถึงธันวาก็หันมาถามฉันทันทีราวกับเป็นเรื่องใหญ่
ทีแบบนี้ทำเป็นสุภาพบุรุษคอยช่วยเหลือ แต่สุภาพบุรุษบ้าอะไรบังคับผู้หญิงล่ะ
“ฉันเดินเองได้จะเรียกทำไม” ฉันตอบอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าตัวเอง แล้วถอนหายใจออกมา
“ฉันขอเสื้อนายใส่กลับห้องหน่อยสิ” ฉันบอกธันวาออกไปอย่างจำเป็นกับสถานการณ์ ก็เสื้อฉันเขาฉีกมันเมื่อคืนแล้วไง จะให้ใส่อะไรกลับล่ะ ให้ใส่ชุดคลุมลงไปก็ยังไงๆ อยู่เหมือนกัน
“รอก่อน ฉันให้แม่บ้านไปเอากระเป๋าเธอมาแล้ว” แต่แทนที่เขาจะให้เสื้อฉันง่ายๆ ธันวากลับตอบในสิ่งที่มันตรงข้ามกันสุดขั้วกลับมาแทน
แต่เดี๋ยวนะ!
“เอากระเป๋าฉัน? เอามาทำไม” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ถามออกไปอย่างไม่เข้าใจทันที
“ก็เอามาให้เธอใช้ไง” ธันวาตอบกลับมาหน้านิ่งอย่างไม่รู้สึกผิดหรือเสียมารยาท
“นายรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ห้องไหน... หรือว่านายเป็นเจ้าของที่นี่” ฉันถามออกไปอย่างไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับที่นี่ยังไง
“ใช่” แล้วเขาก็ตอบกลับในสิ่งที่ฉันไม่ได้คาดคิดจริงจังเท่าไหร่ในคำถามแรกเลยสักนิด
“นายแม่ง! เป็นคนที่เสียมายาทที่สุดเลย!” พอได้ยินแบบนั้นฉันก็ว่าออกไปอย่างไม่สบอารมณ์สักนิด มีอย่างที่ไหนบอกให้คนอื่นไปเอาของในห้องลูกค้ามาโดยพลกาล
“ของเมียไม่เห็นต้องมีมารยาท” แล้วเขาก็แย้งออกมาอย่างคิดไปเอง ยังมีหน้ามาตอบหน้าตายอีก
“เอากันครั้งเดียวเขาไม่เรียกผัวหรอก แล้วอีกอย่างทำไมต้องเอามาทั้งกระเป๋าด้วย ทำไมไม่เอามาแค่เสื้อ” ฉันแย้งกลับไปอย่างไม่คิดจะนับอะไรกับความสัมพันธ์ครั้งนี้ พร้อมกับถามกลับไปอีกครั้ง ทำไมต้องแบกไปแบกมาด้วย
“ก็เธอต้องอยู่กับฉันที่นี่ จะให้ใช้แม่บ้านทุกครั้งที่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเลยหรือไง” แล้วเขาก็ตอบไขข้อสงสัยให้ฉันออกมาด้วยสีหน้าท่าทางเรียบเฉยเหมือนกับฉันไปตกลงกับเขาแล้ว
“อยู่กับนายที่นี่!? ไม่มีทางอ่ะ ทำไมฉันจะต้องอยู่กับนาย” ฉันแย้งกลับไปเหมือนเดิมอย่างไม่ยอมและไม่คิดจะสานต่ออะไรกับเขาอีกด้วยเหมือนกัน
“เธอต้องอยู่กับฉันจนกว่าคนของพ่อฉันจะกลับ” แต่เขากลับเอาแต่ได้ทุกอย่าง ทั้งเรื่องเซ็กซ์กับเขาแล้วก็เอาตัวรอดจากคนของบ้านเขา
“ฉันต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของนายเหรอ ตั้งแต่เมื่อวานที่อยู่ๆ นายก็ลากฉันมา...”
“จนวันนี้นายก็ได้ทุกอย่างที่ต้องการจากฉันไปแล้ว ยังจะมาบังคับฉันอีกเหรอ!” ฉันว่าออกไปให้เขาคิดตามหน่อย เพราะมันจะมากเกินไปแล้วนะ เรื่องของตัวเองทำไมต้องดึงคนไม่รู้เรื่องเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นไม้กันหมาให้ตัวเองด้วยล่ะ
“ฉันได้เธอแล้ว เธอก็ได้ฉันเหมือนกัน งั้นเธอก็ช่วยฉันให้เสร็จสิ อีกวันสองวันเดี๋ยวคนของพ่อฉันก็กลับแล้ว” ธันวายังคงพูดเห็นแก่ได้ออกมาเหมือนกันเหมือนกับฉันไปเอาเปรียบเขาแล้วต้องรับผิดชอบ
ฉันได้เขาแล้ว? เฮอะ! ใครให้เขาลากฉันมายุ่งกับเรื่องนี้กันล่ะ
“ไม่มีทาง ฉันไม่อยู่กับนายเด็ดขาด” ฉันยังคงยืนยันคำเดิมออกมาอย่างไม่คิดสนใจเรื่องของเขาสักนิด พูดก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของเขาเพื่อหนีกลับห้องตัวเอง ตอนนี้ไม่อายแล้ว ใส่ชุดคลุมอาบน้ำลงลิฟต์ไปก็ได้ คนอื่นคงคิดว่าฉันกำลังจะไปว่ายน้ำแค่นั้นแหละ
“เธอออกไปจากที่นี่ไม่ได้หรอก” แล้วธันวาก็เดินตามฉันออกมาข้างนอกก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มร้าย
ไม่ใช่อะไรหรอก ก็ประตูห้องเขามันไม่ได้ทำเหมือนประตูห้องพักลูกค้าทั่วไปไง แต่มันเป็นประตูตั้งรหัส ฉันเปิดมันออกไปไม่ได้เพราะไม่มีรหัส
“เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้” ฉันหันไปบอกเขาออกไปเสียงแข็ง สายตาดุดันอย่างไม่พอใจกับคนที่ทำตัวเอาแต่ใจไม่หยุด
“ตอนนี้คงไม่ได้ แต่เธอไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าคนของพ่อฉันกลับไปฉันปล่อยเธอไปแน่” ธันว่าพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ ไม่สนใจความต้องการของฉัน พูดจบก็เดินไปนั่งที่โซฟาเปิดทีวีดูด้วยความสบายใจ
“ฉันไม่ใช่ลูกน้องของนายนะ ที่นายคิดจะทำอะไรกับฉันก็ได้ แค่สิ่งที่นายได้ไปเมื่อคืนมันก็มากพอแล้วนะ ไปเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!” ฉันเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับตะคอกบอกเขาอย่างไม่พอใจกับการกระทำเอาแต่ใจไม่หยุด
“.....” ธันวาไม่ตอบอะไรกลับมานอกจากเงยหน้ามามองหน้าฉันนิ่งๆ ก่อนจะเบนสายตาไปดูทีวีต่อ
“ไปเปิดประตูให้ฉัน นายธันวา” ฉันบอกเขาออกมาเสียงแข็ง ก่อนจะก้มไปจับมือเขาดึงให้ลุกขึ้นทันที
แต่ไม่รู้ว่าแรงคนหรือแรงควายกันแน่ ฉันไม่สามารถทำให้เขาขยับได้เลยสักนิด ได้เล่นแบบนี้ใช่ไหม
กึก!!!
“โอ้ยยยย!!! เป็นหมาเหรอวะกัดมาได้!” ธันวาร้องออกมาด้วยความเจ็บทันทีที่โดนฉันกัดเข้าไปที่แขนของเขาอย่างแรง
ก็คนมันหมั่นไส้อ่ะ อยากทำเมินฉันเองโดนไปแบบนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ
“จะไปเปิดประตูให้ฉันได้หรือยัง” ฉันเชิดหน้าถามออกไปอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัวกับการกระทำของตัวเอง เพราะเขาอย่างหน้าด้านใส่ฉันก่อนทำไม
พรึ่บ!
“นี่! ปล่อยฉันนะ” ฉันร้องท้วงออกมาเมื่อธันวาดึงฉันไปนั่งบนตักเขาพร้อมกับกอดฉันไว้แน่นจนอึดอัดไปหมด
“ก็บอกแล้วว่าไม่เปิด” ธันวาพูดออกมาข้างหูฉันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทำให้ขนฉันลุกด้วยความจั๊กจี้
“นายทำแบบนี้ฉันแจ้งความได้นะ” ฉันขู่เขาออกไปอย่างไม่พอใจกับการกระทำนี้ แบบนี้มันกักขังหน่วงเหนี่ยวกันชัดๆ
“ออกไปจากห้องนี้ให้ได้ก่อนไหม” ฟอด! ธันวาพูดออกมาด้วยความหยอกล้ออย่างเหนือกว่ากับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์พร้อมกับหอมแก้มฉันอย่างถือวิสาสะ
“ไอ้บ้า! นายมันเห็นแก่ตัวที่สุด!” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ด่าเขาออกไปอีกครั้งอย่างหัวเสียและหงุดหงิดที่สุด
“ฉันเห็นแก่ตัวตรงไหน ถึงเธอออกไปตอนนี้เธอก็ไม่มีห้องให้อยู่หรอก เพราะฉันคืนห้องเธอไปแล้ว” เขาพูดออกมาอย่างไม่รู้สึผิดกับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างถือวิสาสะเลยสักนิด
“อะไรนะ!” ฉันได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับตกใจไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างเขาจะหน้าด้านได้ขนาดนี้
“ฟังไม่ผิดหรอก แต่ไม่ต้องห่วงนะ เพราะเงินค่าห้องทั้งอาทิตย์ที่เธอจ่ายไปฉันจะให้คนโอนเข้าบัญชีเธอคืนหมด” เขาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม แต่ยังทำตัวเป็นเจ้าของกิจการที่ซื่อสัตย์คืนเงินให้ลูกค้าคืน
“เฮอะ!” ฉันถึงกับพูดไม่ออกกับคนที่ทำอะไรอย่างไม่ฟังความคิดเห็นใครทั้งที่ไม่มีสิทธิ์ด้วยซ้ำ
ฉันไม่ได้อยากได้เงินขนาดนั้น ฉันอยากมาพักผ่อนอย่างอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ใครจะไปคิดว่าการมาพักผ่อนครั้งนี้ของฉันมันจะก่อให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นตั้งมากมาย ใครจะไปรู้ว่าการมาพักผ่อนครั้งนี้มันทำให้ฉันรู้สึกแย่กว่าอยู่คอนโดตัวเองอีก รู้แบบนี้ไปพักผ่อนโดยการปฏิบัติธรรมกับแม่ดีกว่า
“รอหน่อยนะ เดี๋ยวเสื้อผ้ากับอาหารก็มาแล้ว” ธันวาพูดขึ้นอีกครั้งต่อเหมือนกับว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลยจริงๆ
“.....” ฉันไม่ได้ตอบอะไรด้วยความหัวเสีย เลยเลือกเดินหนีเข้าห้องนอนมาคืน ไม่อยากนั่งอยู่กับเขาแล้ว แต่พอเข้ามาได้ไม่นานเขาก็เข้าตามมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางของฉัน ก่อนจะบอกให้ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปกินข้าวเพราะอาหารที่เขาสั่งมาเสิร์ฟแล้ว
ซึ่งด้วยความหิวและเสียพลังงานไปเยอะ ฉันก็ไม่ได้เรื่องมากอะไร ใส่เสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกไปนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับคนที่ตอนนี้กลายเป็นคนที่ฉันเบื่อขี้หน้าที่สุดทั้งที่พึ่งเคยเจอกันยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วยซ้ำ และนี่ยังต้องอยู่กับเขาอีกวันสองวันเพราะเขาไม่ปล่อยฉันไป คงปวดหัวน่าดู
“กินเยอะๆ เมื่อคืนใช้แรงไปเยอะ” ธันวาพูดพร้อมกับตักกับข้าวให้ฉัน ทำตัวราวกับคนมีน้ำใจทั้งที่สันดานเสียสุดๆ
“.....” ฉันหันไปจิกตาใส่เขาทีหนึ่งแต่ไม่ได้ตอบอะไรไป แล้วตักกับข้าวที่เขาตักให้ไปไว้ขอบจานเพราะไม่อยากกิน
‘ไอ้บ้า! ฉันเกลียดนายที่สุดเลย!’ ฉันด่านายธันวาออกมาในใจด้วยความเจ็บแค้น ฉันรู้ว่าต่อให้ฉันด่าเขาออกมาเขาก็ไม่รู้สึกอะไร หรืออาจจะเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ก็ได้
