บทที่ 2 บทนำ
บทนำ
แสงไฟสีเหลืองสลัวจากหลอดไฟเก่าที่กะพริบเป็นพัก ๆ ทำให้ห้องเช่าโทรม ๆ ในสลัมยิ่งดูอึมครึม
บนเก้าอี้ไม้ที่โยกเอียงราวกับพร้อมจะหักได้ทุกเมื่อ มีร่างเล็กของชายหนุ่มนั่งอยู่ ดวงตาแดงก่ำบอกชัดถึงความเหนื่อยล้า ใบหน้าซูบซีดแต่ยังหลงเหลือเค้าความงดงามที่ครั้งหนึ่งเคยสะดุดตา เสื้อผ้าที่สวมใส่ซีดเก่า ราวกับถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายปี
ใบหน้างดงามเงยขึ้น ดวงตาคู่เศร้าสบเข้ากับสายตาคมกริบของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม ผู้ชายที่แตกต่างกับเขาราวฟ้ากับดิน
ฝ่ายนั้นสวมสูทราคาแพง รองเท้าหนังมันเงา ทุกอากัปกิริยาบ่งบอกฐานะที่ไม่อาจแตะต้อง ดวงตาคมกริบที่จ้องมองมา ยากเกินคาดเดาว่าเขากำลังคิดอะไร
และแล้วเสียงของเจ้าของบ้านก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“คุณหาผมเจอได้ยังไง”
ชายหนุ่มตรงข้ามเอนกายเล็กน้อย ขณะเอ่ยเสียงเรียบที่แฝงด้วยอำนาจ
“มันไม่ยากหรอกถ้าฉันจะหา เธอก็รู้จักอำนาจของตระกูล อธิศานต์ ดีนี่ อชิ”
เจ้าของชื่อที่เขาเอ่ยเมื่อครู่หัวเราะเย้ยในลำคอ แววตาแสนปวดร้าวแต่ยังคงความแข็งกร้าวจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง
“งั้นตลอดเกือบหกปีที่ผ่านมา ถ้าคุณคิดจะหาผม มันก็ง่ายนิดเดียว แต่คุณเลือกจะไม่หาสินะ คุณวายุภัค”
ชายในชุดสูทชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ราวกับคำพูดนั้นแทงลึกเข้าไปในอก ก่อนจะกลับมาปั้นสีหน้าขรึมดังเดิม
“ก่อนหน้านั้น ฉันไม่มีธุระอะไรกับเธอ”
ใบหน้าสวยสะบัดหนี ซ่อนดวงตาที่เริ่มสั่นไหวร้อนวูบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วถามเสียงเย็นชาออกมาทันควัน
“แล้วตอนนี้ มีธุระอะไรกับผมงั้นหรือครับ”
“หายจากฉันไปตั้งห้าปีกว่า แต่ดูจากสภาพความเป็นอยู่ของเธอ มันไม่ดีเอาเสียเลย”
วายุภัคเอ่ยเสียงเรียบพลางกวาดตามองไปรอบห้องเช่าสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความซอมซ่อ ถึงจะถูกจัดไว้เป็นระเบียบสะอาดสะอ้าน แต่ความเก่าคร่ำคร่าก็ปกปิดไม่มิด ข้าวของเครื่องใช้แต่ละชิ้นอยู่ในสภาพก้ำกึ่งระหว่างพังกับยังพอใช้ได้ ขอบผนังแตกร้าว เฟอร์นิเจอร์ซีดหมอง ไร้แววความสมบูรณ์
สายตาคมหันกลับมาจับจ้องร่างเล็กตรงหน้า คนที่บัดนี้ดูอิดโรย ผิวซีดเซียวเหมือนคนโหมงานจนไม่ได้พักผ่อน ขอบตาคล้ำจัดยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า ห้าปีที่ผ่านมา ชีวิตของเขาไม่ได้ง่ายเลยแม้แต่น้อย
“สรุปว่าคุณมีธุระอะไรกับผมแน่”
วายุภัคเลิกคิ้วเล็กน้อย คล้ายกำลังเพลิดเพลินกับท่าทีดื้อดึงตรงหน้า ก่อนจะตัดสินใจพูดเข้าประเด็น
“ฉันมีข้อเสนอมาให้ ข้อเสนอที่จะทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย ไม่ต้องอด ๆ อยาก ๆ อดมื้อกินมื้อแบบนี้”
คำพูดนั้นเสียดแทงเข้าอกทันที อชิกัดริมฝีปากแน่น กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความจริงที่ได้ยินไม่ต่างจากการตอกย้ำแผลเก่าให้ลึกกว่าเดิม
ทุกวันเขาทำงานงก ๆ แทบไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน รายได้เพียงพอจ่ายค่าเช่าและซื้อข้าวสารประทังชีวิตเท่านั้น ห้องสี่เหลี่ยมเก่า ๆ นี้ยังพออาศัยนอนหลับได้ก็จริง แต่แค่คิดว่าปีหน้าลูกชายวัยห้าขวบต้องเข้าโรงเรียน เขาจะหาเงินที่ไหนมาส่งเสีย
ดวงตาคู่กลมเลื่อนมองไปยังถังข้าวสารมุมห้องที่เหลือกรอกหม้ออีกไม่กี่ครั้ง ความจริงที่เห็นชัดเจนยิ่งบีบหัวใจให้เจ็บจนจุกในอก
อชิเม้มปากแน่น ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงรอฟังเขาพูดต่อด้วยหัวใจเต้นแรง วายุภัคเอนกายเล็กน้อย ดวงตาคมกริบยังไม่ละไปจากร่างเล็กตรงหน้าแม้เสี้ยววินาทีเดียว
“ฉันจะจ้างให้เธอมาอุ้มท้องลูกของฉัน ถ้าเธอตกลง เธอก็จะสบายไปตลอดชีวิต เธออยากจะได้อะไรฉันจะหาให้ ไม่ว่าจะบ้าน รถ หรือเงินก้อน หลังจากคลอดเด็กแล้วเธอจะได้ทุกอย่างที่เธอต้องการ”
คำพูดทุกประโยคกรีดลึกเหมือนคมมีด อชิชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะเย้ย แววตาฉงนปนสมเพชผุดขึ้นมาทันที
ชั่วชีวิต เขาไม่เคยพบใครที่หน้าด้านหน้าทนเท่าผู้ชายตรงหน้าคนนี้มาก่อน
ห้าปีก่อน เขาเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายคนนี้จนตั้งท้อง แต่สิ่งที่ได้รับคือคำสั่งไล่ให้ไปทำแท้ง ทำเหมือนลูกของเขาไม่มีค่า ไม่ต่างจากลูกหมาลูกแมวที่ไม่มีใครต้องการ แต่พอวันนี้อยากมีลูกขึ้นมา กลับย้อนมาสั่งเขาเหมือนเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ตามใจ
อชิหยิบแก้วน้ำที่เหลืออยู่ครึ่งแก้วขึ้นมา ก่อนจะสาดใส่เต็มหน้าคนตรงหน้าโดยไม่ลังเล น้ำเย็นกระเซ็นเปรอะเปื้อนสูทหรูราคาแพง แต่คนถูกสาดกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง
“เลว…คุณมันเลวที่สุด!” เสียงตะเบ็งดังขึ้นสะท้อนก้องในห้องเล็ก
“ตอนไม่อยากได้ก็บังคับให้ผมเอาลูกออก ทำเหมือนเขาไม่ใช่คน! ตอนนี้อยากได้ก็มาทำวางอำนาจเอาเงินฟาดหัว คิดว่าผมจะยอมเหรอ!”
"..."
“คุณมันเลวเสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ!”
บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องรีบทำท่าจะเข้ามาเมื่อเห็นเจ้านายถูกสาดน้ำ แต่เพียงแค่วายุภัคยกมือขึ้นปราม พวกเขาก็ชะงักแล้วหยุดอยู่ที่เดิม ไม่กล้าขยับแม้ก้าวเดียว
ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดขึ้นมาเช็ดหยดน้ำที่เปื้อนบนใบหน้าและสูทแพงด้วยท่าทีสุขุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงข้ามกับอชิที่น้ำตาเอ่อคลอจนไหลพรูออกมาไม่หยุด
“รู้ไหมว่าคนที่เธอสาดน้ำใส่เมื่อกี้…คือใคร” เสียงทุ้มเอ่ยต่ำ แฝงแรงกดดันจนบอดี้การ์ดที่ยืนข้างนอกยังขนลุกซู่
“ฉันคือวายุภัค ลูกชายคนเดียวของตระกูลอธิศานต์ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เกินกว่าหกสิบเปอร์เซ็นต์ในเมืองนี้ เผลอ ๆ ห้องรูหนูที่เธอซุกหัวนอนอยู่นี่ ก็เป็นสมบัติของฉันด้วยซ้ำ”
อชิลุกขึ้นยืนทันที ร่างเล็กชี้หน้านั้นกลับไปด้วยความเดือดดาล น้ำตายังค้างอยู่ที่ขอบตาแต่แววตากลับดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
“แล้วไงวะ! เก่งกล้าสามารถนักเหรอ มีเงินมีอำนาจมากนัก แต่ไม่มีปัญญามีลูกเอง ถึงต้องถ่อมาวิ่งตามให้ลูกคนใช้อุ้มท้องให้!”
เสียงเขาแผดขึ้นเหมือนจะฉีกบรรยากาศแคบ ๆ ของห้องให้กระจาย
“หรือว่ากรรมมันกำลังตามสนองคุณอยู่ฮะ วายุภัค!”
คำพูดนั้นแทงตรงลงไปยังรอยแผลที่เจ้าตัวพยายามกลบฝัง วายุภัคควันแทบออกหู ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงกรรมที่ตัวเองก่อเมื่อห้าปีก่อน วันที่บังคับให้คนตรงหน้าทำแท้ง เขาคิดถึงมันไม่รู้กี่ครั้ง แต่การได้ยินจากปากอชิในยามนี้ ทำให้ความโกรธปะทุขึ้นจนแทบระเบิด
ร่างสูงใหญ่ลุกพรวดขึ้น ก้าวเข้าหาอีกฝ่ายรวดเร็วจนเงาของเขาบดบังแสงไฟสลัวทั้งห้อง ราวกับเสือโคร่งกำลังข่มเหยื่อให้จนมุม
แต่แทนที่จะถอยหนี อชิกลับเชิดหน้าสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ดวงตาคู่กลมพราวไปด้วยน้ำตา แต่ท่าทีแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้สักนิด ลมหายใจของทั้งสองปะทะกันใกล้จนแทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียว
“ทำไมครับ…” อชิพูดทั้งที่เสียงสั่นพร่า “จะตบ จะตี หรือจะทำอะไรผมงั้นเหรอ”
เขามองเห็นชัดว่ามือใหญ่ของวายุภัคกำลังกำหมัดแน่น แต่ในนาทีนี้ อชิไม่เหลืออะไรให้กลัวอีกแล้ว
“แม่งเอ๊ย!”
วายุภัคสบถเสียงดังลั่นด้วยแรงโทสะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ยอมลงมือกับคนตรงหน้า เขาหันกายไปคว้าแจกันเซรามิกที่มีดอกไม้ปักอยู่หลายดอกบนโต๊ะข้างฝาผนัง ก่อนเหวี่ยงมันลงพื้นเต็มแรงเพื่อระบายอารมณ์
เสียงกระแทกแตกกระจายดังสนั่น เศษเซรามิกกระเด็นกระดอนกระจายเต็มพื้นห้อง และในวินาทีนั้นเอง เสียงเล็ก ๆ ของเด็กชายวัยกำลังหัดพูดก็แทรกขึ้นมาอย่างร้อนรน
“แจกันของหนู ดอกไม้ของหนู การบ้านของหนู…”
เสียงใสสั่นเครือก่อนจะแตกฮือกลายเป็นเสียงร้องไห้โฮสะเทือนหัวใจ อชิหันขวับไปหาเด็กชายในทันที ขณะที่วายุภัคยืนนิ่ง ตัวแข็งราวกับถูกหยุดด้วยเสียงร้องนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว
“น้องปราณลูก กลับมาแล้วเหรอครับ”
อชิรีบวิ่งไปกอดลูกชาย ก่อนอุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอก เด็กชายวัยห้าขวบที่เขาฝากไว้กับเนิสรีใกล้ ๆ บ้านกลับมาถึงพอดี และสิ่งแรกที่เห็น คือแจกันดอกไม้ที่ครูเพิ่งมอบหมายให้ปลูกเป็นการบ้าน ถูกปาลงแตกกระจายเต็มพื้นห้อง
เสียงร้องไห้โฮของเด็กน้อยกลบทุกความเดือดดาลในห้องจนสิ้น วายุภัคเองก็ถึงกับชะงัก เขาไม่คาดคิดเลยว่าคนตรงหน้านี้ จะมีลูกชายโตขนาดนี้แล้ว
หัวใจของวายุภัคกระตุกวูบอย่างประหลาด เขาเพ่งมองใบหน้าเล็กที่เปียกชุ่มด้วยน้ำตา แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกสะท้านเหมือนถูกบางสิ่งบีบรัดเอาไว้
ทว่ายังไม่ทันจะได้คิดอะไรไปไกลกว่านั้น เสียงเล็ก ๆ ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“คนไม่ดี! คนนิสัยไม่ดี! คนนิสัยไม่ดีชอบทำลายข้าวของ!”
นิ้วเล็ก ๆ ชี้ตรงมายังใบหน้าของวายุภัคด้วยท่าทีไม่เกรงกลัว แววตานั้นดื้อรั้นไม่ต่างจากแม่ของเขาเลยสักนิด แต่ประหลาดนัก คำพูดของเด็กชายตรงหน้าไม่เพียงไม่ทำให้วายุภัคโกรธ แต่กลับทำให้เขารู้สึกเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เธอ…มีลูกชายงั้นเหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น สายตาคมเพ่งมองร่างเล็กที่กำลังอุ้มเด็กชายไว้แน่น
ดวงตาอชิสะท้อนแววสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะฝืนเอ่ยเสียงเย็นชา
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
แต่คำตอบนั้นไม่อาจหยุดความคิดที่แล่นวูบขึ้นมาในใจวายุภัคได้ ยอมรับว่าเสี้ยวหนึ่ง เขาเผลอคิดไปว่าเด็กคนนี้…อาจเป็นลูกของเขา ปากจึงหลุดถามออกไปโดยไม่ทันยั้ง
“เด็กคนนี้ เป็นลูกของ...”
“เป็นลูกของผมกับผัวใหม่ครับ!” อชิตวัดเสียงเขียวทันที
“น้องปราณอายุสี่ขวบ ส่วนลูกของคุณ ผมทำแท้งไปนานแล้ว อย่าละเมอเพ้อเจ้อเลย อย่าอยากมีลูกจนคิดเพ้อฝันไปเอง”
คำพูดนั้นดับความหวังเล็ก ๆ ในใจวายุภัคจนสิ้น ดวงตาคมแข็งกระด้างลงทันใด แต่เสียงร้องไห้ของเด็กชายยังดังสะท้อนอยู่ในห้องไม่หยุด
วายุภัคเอื้อมมือไปหมายจะแตะไหล่เล็ก ๆ ของเด็กน้อย หวังช่วยปลอบให้หยุดร้อง แต่ทันใดนั้น อชิก็เบี่ยงตัวหันหลังให้เขาทันที
“เชิญคุณกลับไปได้แล้วครับ” เสียงของอชิแข็งกร้าว “คนหาเช้ากินค่ำอย่างผม ไม่มีเวลามานั่งคุยกับพวกว่างงานอย่างคุณหรอก”
