บทที่ 4 บทที่ 2 น้องปราณ

บทที่ 2

น้องปราณ

เช้าวันต่อมา

ในห้องเช่าย่านชุมชนเล็ก ๆ กลิ่นน้ำมันทอดปลาทูลอยคลุ้งไปทั่วครัว อชิในชุดไรเดอร์สีสดกำลังยืนหน้ากระทะ ขณะที่เด็กชายตัวเล็กนั่งแกว่งขารออยู่ที่โต๊ะกินข้าว ใบหน้าใสซื่อยังคงเปื้อนรอยยิ้ม แม้จะมีแววเศร้าแทรกอยู่บ้าง

“หม่ามี้ครับ แล้วการบ้านของหนู…” เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอย่างกังวล ก่อนจะก้มหน้าลงเมื่อนึกถึงแจกันดอกไม้ที่แตกไป

อชิตักปลาทูขึ้นจากกระทะ เสียงน้ำมันดังฉ่า ก่อนจะยกมาวางบนจานเปล่า ข้างกันมีจานข้าวสวยร้อน ๆ สองจาน เขาคลี่ยิ้มบางให้ลูกชายอย่างอ่อนโยน

“เดี๋ยวหม่ามี้ซื้อให้ใหม่นะครับ เย็นนี้หม่ามี้จะไปรับน้องปราณเอง วันนี้ไม่ต้องนั่งมากับคุณครูนะครับ”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมใสเป็นประกาย 

“จริงเหรอครับ หม่ามี้จะมารับหนูเอง?”

“จริงสิครับ” อชิยื่นช้อนไปเขี่ยเนื้อปลาทูให้ลูกก่อนยกนิ้วก้อยขึ้นชู “หม่ามี้สัญญา”

น้องปราณหัวเราะร่า รอยยิ้มเล็ก ๆ ของเขาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูสดใสขึ้น แม้จะมีเพียงปลาทูหนึ่งตัวที่ต้องแบ่งกันกินถึงสองท้อง แต่ก็เต็มไปด้วยความอบอุ่น

“หม่ามี้ กินแต่หัวปลาอีกแล้ว หนูก็อยากลองกินบ้าง” เด็กชายเงยหน้าขึ้นถามเสียงใส ดวงตากลมเต็มไปด้วยความใคร่รู้

อชิหัวเราะเบา ๆ พลางแยกก้างออกจากเนื้อปลาให้ลูก 

“ไม่ได้ครับ ส่วนหัวเป็นส่วนที่หม่ามี้ชอบมาก เพราะงั้นน้องปราณกินเนื้อนะครับ กินเข้าไปเยอะ ๆ เลย จะได้โตไว ๆ”

น้องปราณพยักหน้ารับ แม้ยังไม่เข้าใจนักว่าหัวปลาทูมันจะอร่อยกว่าตรงไหน แต่ทุกครั้งที่แม่ทอดปลา เขาก็เห็นแม่กินแต่หัวเสมอ และเก็บเนื้อไว้ให้เขา

สำหรับเด็กน้อย สิ่งนั้นหมายถึงความชอบของแม่ สิ่งที่แม่โปรดปรานมากกว่าส่วนไหน ๆ ของปลา โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้ว คนเป็นแม่เลือกที่จะกินเพียงส่วนหัว เพื่อให้ลูกได้กินเนื้อปลาอันน้อยนิดอย่างเต็มอิ่ม

7.30 น.

อชิขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่ามาจอดหน้าบ้านไม้สองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงความสะอาดเรียบร้อย รอบบ้านมีต้นไม้เขียว ๆ อย่างมะละกอ ดอกชบา และกระถางเล็ก ๆ เรียงรายพอให้สดชื่น บ้านหลังนี้เป็นทั้งที่อยู่และที่ทำงานของ ป้าอุไร อดีตครูอนุบาลที่เกษียณแล้วหันมาเปิดบ้านรับเลี้ยงเด็กในชุมชน

ถึงจะไม่ใหญ่โตเหมือนเนิสเซอรีที่เป็นกิจการ แต่ภายในกลับอบอุ่นและเป็นระเบียบ ห้องโถงกว้าง ๆ ถูกปรับเป็นมุมเด็กเล่น มีพรมสีสันสด ตุ๊กตาผ้าเก่าแต่สะอาด กับชั้นวางหนังสือนิทานเรียงรายตามฝาผนัง กลิ่นสบู่และแป้งเด็กอวลอยู่ในอากาศ

“สวัสดีครับป้าอุไร” อชิยกมือไหว้พลางหันไปบอกลูก “น้องปราณครับ สวัสดีคุณครูสิครับ”

“สวัสดีครับคุณครู” เด็กน้อยยกมือไหว้ตาแป๋ว ๆ ก่อนจะวิ่งไปสมทบกับเด็ก ๆ อีกสี่คนที่อยู่ในบ้าน เด็ก ๆ ส่วนมากก็เป็นลูกหลานคนหาเช้ากินค่ำเหมือนกัน พ่อแม่ออกไปทำงานตั้งแต่เช้า และนำลูกหลานมาฝากป้าอุไรดูแลแทน

ป้าอุไรรับไหว้ด้วยรอยยิ้มใจดี ใบหน้ามีร่องรอยของวัยแต่แววตายังอบอุ่นเสมอ 

“มาแล้วหรืออชิ วันนี้จะไปวิ่งงานเลยใช่ไหม?”

“ครับ เดี๋ยวผมออกวิ่งงานเลย ฝากน้องปราณด้วยนะครับ”

“ห่วงอะไร ป้าก็เลี้ยงเหมือนหลานแท้ ๆ อยู่แล้ว” หญิงสูงวัยหัวเราะเบา ๆ พลางกวาดตามองไปยังน้องปราณที่หัวเราะคิกคักกับเพื่อน “อีกปีเดียวก็เข้าโรงเรียนแล้วนะ ป้าใจหายเหมือนกัน เด็ก ๆ โตไวจริง ๆ”

อชิยิ้มบาง ๆ ความรู้สึกอบอุ่นแล่นเข้ามาในอก เขาก้มศีรษะเป็นเชิงขอบคุณ ก่อนจะขยับหมวกกันน็อกในมือ 

“งั้นผมฝากด้วยนะครับป้า เดี๋ยวเย็นผมแวะมารับเอง”

ป้าอุไรพยักหน้า สายตายังเต็มไปด้วยความเอ็นดู ทั้งต่อตัวอชิที่ขยันขันแข็ง และต่อน้องปราณที่เรียบร้อยน่าเอ็นดูไม่แพ้กัน

หลังจากส่งลูกได้เพียงอึดใจ

“อ้าว ๆ ๆ ๆ เฮ้ย คุณปู่! อย่ามางอแงตอนนี้นะ”

เสียงบ่นปนหงุดหงิดดังขึ้นกลางถนนแคบ ๆ ในชุมชน เมื่ออชิพึ่งขับมอเตอร์ไซค์คันเก่าออกมาจากบ้านป้าอุไรไม่ถึงสามร้อยเมตร เจ้าคู่หูสองล้อที่เขาเรียกติดปากว่า คุณปู่ ก็ดันสำลักไอเครื่อง แทร่ก ๆ ๆ ก่อนจะดับสนิทเอาดื้อ ๆ

อชิถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหงื่อไหลซึมเพราะแดดยามสายยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายไปอีก รถคันนี้เขาซื้อมือสองเมื่อห้าปีก่อน ขี่ส่งอาหารทุกวันจนมันแทบจะกลายเป็นแขนขาที่หากขาดไปก็ไม่รู้จะหาเงินเลี้ยงลูกยังไง

เขาลองบิดกุญแจอีกครั้งก็ แทร่ก ๆ ๆ … กึก! เงียบสนิท ไม่มีทีท่าว่าจะติด

“โธ่เอ๊ยย คุณปู่ เลี้ยงกันมาตั้งนาน ทำไมเลือกมาดับวันนี้เนี่ย”

อชิหยิบมือถือเครื่องเก่าที่จอมีรอยร้าวขึ้นมาดู เสียงแจ้งเตือนออเดอร์ดัง ติ๊ง ๆ ๆ รัวไม่หยุด งานวิ่งเต็มไปหมด แต่เขาก็กดรับไม่ได้ เพราะรถเครื่องคู่ใจดันนอนนิ่งเป็นซากอยู่ตรงหน้า

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะรถ ยกมือกุมหน้าผากอย่างเหนื่อยใจ เสียวันไหนไม่เสีย เสียดันมาเสียวันนี้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปซ่อมอีกล่ะ

อชิควักกระเป๋าสตางค์เก่า ๆ ออกมาดู มีแบงก์ยับยู่ยี่แค่สองใบ รวมกันสองร้อยบาทเท่านั้น เขาถอนหายใจ ก่อนหยิบมือถือจอร้าวขึ้นมา เปิดแอปธนาคารที่แทบจะค้างทุกครั้งเวลาล็อกอินเข้าไปดู ยอดเงินคงเหลือที่โชว์อยู่คือ เศษสิบห้าบาทที่น้อยเกินกว่าจะทำอะไรได้

แล้วจะเอายังไงต่อดี…

เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองฟุ้งซ่านนาน มือจับแฮนด์แล้วเริ่มเข็นเจ้าคุณปู่ไปตามถนนร้อนระอุ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ไหลซึมเต็มแผ่นหลัง ข้างทางผู้คนในชุมชนต่างก็เร่งรีบทำมาหากินกันตามปกติ ขณะที่เขากลับรู้สึกเหมือนโลกกำลังรังแกตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในที่สุดอชิก็เข็นรถมาถึงร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์เล็ก ๆ ที่คุ้นเคย ร้านเก่าหลังคาสังกะสีสีซีด กลิ่นน้ำมันเครื่องคลุ้งเต็มอากาศ

เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนที่อชิพอรู้จักกันอยู่บ้าง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาแวะเข้ามาซ่อมอยู่บ่อยครั้ง และทุกครั้งที่มาซ่อม อชิก็จะขอยืมรถเครื่องคันเก่าของเจ้าของไปใช้ชั่วคราวได้อยู่เสมอ

“วันนี้รถผมไม่ยอมติดเลยครับ ฝากพี่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหม”

เจ้าของร้านเหลือบตามอง ก่อนพยักหน้าหนัก ๆ 

“ได้ ๆ แต่วันนี้คงต้องทิ้งไว้นะ รถสำรองที่เคยให้ยืมไม่ว่างแล้ว ลูกค้ายืมไปหมดเลย”

เสียงตอบแห้ง ๆ นั่นทำเอาอชิหน้าแห้งตามไปทันที ความหวังเล็ก ๆ ดับวูบลง เขาอ้าปากเหมือนจะขอร้องต่อ แต่เมื่อคิดถึงเงินในกระเป๋าแล้วก็ทำได้เพียงยิ้มเจื่อน ๆ

“งั้น…ฝากไว้ก่อนก็ได้ครับ”

เขาก้มหัวขอบคุณ แล้วเดินออกมาจากร้านโดยทิ้งเจ้าคุณปู่เอาไว้ให้ช่างดูแลแทน

ไม่กี่อึดใจต่อมา อชิก็นั่งซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์กลับมายังห้องเช่า กับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ราวกับวันนี้ฟ้าจะกลั่นแกล้งให้เขาตกอยู่ในสภาพที่จนตรอกยิ่งกว่าเดิม

“ให้เข้าไปตอนนี้เลยไหมครับ?” เสียงของ ศรัญญู เลขาคนสนิทดังขึ้นจากเบาะข้างคนขับ

รถหรูสีดำคันใหญ่จอดนิ่งอยู่ริมถนนหน้าห้องเช่าของอชิ

ที่เบาะหลังของรถ มีวายุภัคนั่งไขว่ห้างอยู่ ร่างสูงใหญ่เอนหลังพิงเบาะหนังแท้ สายตาคมเย็นเฉียบทอดมองไปยังร่างที่พึ่งเดินเข้าห้องเช่าไปเมื่อครู่

พวกเขาตามอชิมาตั้งแต่เช้า จากห้องเช่า ไปส่งลูกชายที่โรงเรียน จนกระทั่งเห็นภาพอชิเดินเข็นรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า ภาพนั้นยังติดอยู่ในหัวเขาอย่างชัดเจน

ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มร้ายกาจ รอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าเสมอ

“อืม ฉันจะเข้าไป”

คำตอบสั้น ๆ กลายเป็นสัญญาณ ศรัญญูพยักหน้ารับทันที ก่อนจะเปิดประตูรถด้านหลังให้เจ้านายลง

ร่างสูงในชุดสูทเข้มก้าวออกมา ความหรูหราและอำนาจของเขาขับตัดกับบรรยากาศแออัดของชุมชนเล็ก ๆ อย่างสิ้นเชิง ราวกับราชสีห์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ถ้ำกระต่าย หากแต่เขาหารู้ไม่ว่ากระต่ายตัวนี้มันสู้คนสุด ๆ

“ออกไปนะเว้ย!”

ทันทีที่ประตูห้องเช่าเล็ก ๆ ถูกเปิดออก เสียงโวยวายก็ดังสะท้อนพร้อมกับข้าวของที่ถูกขว้างกระหน่ำใส่ร่างสูง แก้วน้ำพลาสติกเก่า ๆ หนังสือพับยับ ยันหมอนผ้าใบ อชิหยิบฉวยอะไรก็โยนใส่อย่างเดือดดาล

ศรัญญูกับคนสนิทรีบพุ่งเข้ามากันแทบไม่ทัน ของข้าวของหล่นกระจายเกลื่อนพื้น หากเป็นคนอื่นที่กล้าทำกับวายุภัคแบบนี้ ป่านนี้คงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วงแล้ว แต่กับเด็กคนนี้…ไม่มีใครรู้ว่าทำไมเจ้านายถึงยอม

อชิหอบหายใจแรง หน้าแดงก่ำด้วยโทสะ ทั้งจากความเหนื่อยล้าของชีวิตและจากการปรากฏตัวไม่พึงประสงค์ของคนตรงหน้า ความหงุดหงิดที่สะสมมาทั้งวันพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ

มือเล็กคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะหมายจะปาใส่ให้แตกกระจาย แต่ก่อนจะทันได้ขว้าง เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้น

“นี่เธอกล้าไล่เจ้าของที่ ออกจากที่ของตัวเองเลยรึ”

อชิชะงัก เบิกตากว้างทันที “เมื่อกี้ว่าอะไรนะ?”

วายุภัคยกยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้นปัดสูทตัวเองสองสามครั้ง พลางกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบห้อง 

“ใช่ เธอได้ยินไม่ผิดหรอก ที่เธอซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี่ เป็นสมบัติของตระกูลอธิศานต์ บ้านฉันปล่อยเช่าและจ้างคนดูแลมานานหลายปี ได้ข่าวว่าเธอยังค้างค่าเช่าเดือนที่แล้วอยู่นี่นา”

เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนยกยิ้มเหี้ยมเกรียมตัดกับแสงแดดที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่าง 

“มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าฉันเฉดหัวเธอออกจากห้องรูหนูนี่ เธอกับลูกชาย...”

เพียะ!

ฝ่ามือเล็กฟาดเต็มแรงลงบนใบหน้าคมอย่างไม่ทันตั้งตัว เสียงตบสะท้อนก้องจนศรัญญูตาโต รีบพุ่งเข้ามาหา 

“นี่เธอ มันจะเกินไปแล้วนะ!”

แต่ก่อนที่ใครจะได้แตะต้อง อุ้งมือใหญ่ก็ยกขึ้นปราม เป็นสัญญาณชัดเจนว่าไม่ต้องยุ่ง

ดวงตากลมโตของอชิทอประกายแข็งกร้าว “อย่าเอ่ยถึงลูกชายผม คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดถึงเขา!”

เสียงนั้นเต็มไปด้วยโทสะที่ปะทุขึ้นถึงขีดสุด น้ำเสียงและแววตานั่น เป็นสิ่งที่วายุภัคไม่เคยเห็นมาก่อน

ปากน้อย ๆ ที่เผยอ้าพร้อมหอบหายใจแรง ทำเอาวายุภัคจ้องอยู่วูบหนึ่ง แล้วความพิเรนทร์ก็แล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ร่างกายก้าวไวกว่าเหตุผล มือใหญ่คว้าข้อมือเล็กตรึงแน่น ก่อนโน้มใบหน้าลงบดจูบลงไปอย่างดุดัน

“อื้อ!” อชิดิ้นขลุกขลัก พยายามผลักอกแกร่ง แต่แรงทั้งหมดกลับถูกบดขยี้ด้วยรสจูบเร่าร้อน ริมฝีปากร้อนจัดรุกล้ำเข้ามาอย่างไร้ปรานี ขณะที่ลมหายใจแผ่วสั่นของเขาสะดุดวูบไปครู่หนึ่ง

วินาทีนั้น…หัวใจอชิเต้นโครมคราม ร่างกายกลับวูบเคลิ้มไปกับความคุ้นชินที่ไม่อยากยอมรับ ลิ้นร้อนลุกไล่เข้ามาเรื่อย ๆ พยายามกวาดต้อนเอาลิ้นของเขาเข้าอาณาเขต

แต่สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มกัดเข้าที่ริมฝีปากของวายุภัคเต็มแรง เลือดสีแดงซิบ ๆ ไหลออกมาตรงมุมปากทันที วายุภัคผละออกเล็กน้อย ไม่เพียงไม่โกรธ หากยังยกยิ้มชอบใจ 

“หึ ร่างกายของเธอมันคุ้นเคยกับรสจูบของฉันขนาดนี้เลยเหรอ อชิ”

"ไอ้ ไอ้คนสารเลว"

และสุดท้าย…เสียงประตูบานเก่าก็ถูกปิดใส่หน้าดัง ปัง! 

ภายในห้อง อชิยืนพิงประตูอยู่เพียงครู่ ก่อนร่างเล็กจะทรุดฮวบลงนั่งกับพื้น หัวใจยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ใบหน้าร้อนผ่าวแดงก่ำไปจนถึงหู มือบางยกขึ้นปิดหน้าราวกับอยากซ่อนความสั่นไหวที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ขณะที่ด้านนอก ชายหนุ่มในชุดสูทเข้มยังคงยืนอยู่พร้อมรอยยิ้ม เขาใช้หลังมือเช็ดคราบเลือดที่มุมปากแล้วเพ่งมองคราบแดงบนปลายนิ้วโป้ง ราวกับกำลังเชยชมสิ่งของล้ำค่าที่ไม่อยากให้สูญหาย

สายตาคมนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างแปลกประหลาด ใต้สีหน้างุนงงของศรัญญูและคนสนิทที่ไม่เข้าใจว่า ทำไมเจ้านายถึงยอมให้เด็กคนนั้นเหวี่ยงอารมณ์ใส่ แถมยังดูเหมือนจะหลงใหลมันเสียด้วยซ้ำ


บทก่อนหน้า
บทถัดไป