บทที่ 5 บทที่ 3 เข้าทางลูก

บทที่ 3

เข้าทางลูก

สี่โมงเย็น 

แดดยามบ่ายสาดแสงร้อนแรงไปทั่วตรอกเล็ก ๆ อชิเดินออกจากห้องเช่าด้วยเสื้อยืดซีด ๆ และรองเท้าผ้าใบเก่า ๆ ก้าวขาไปตามฟุตปาธแม้จะไม่มีมอเตอร์ไซค์ใช้แล้ว แต่เขาก็ไม่มีทางผิดสัญญากับน้องปราณ ตั้งใจว่าจะเดินไปเรื่อย ๆ ประหยัดเงินไว้นั่งวินขากลับตอนอุ้มลูกชายกลับบ้าน

แต่จู่ ๆ เสียงเครื่องยนต์หรูก็ดังใกล้เข้ามา รถสีดำคันใหญ่ค่อย ๆ แล่นขนาบข้างอย่างจงใจ ขณะกระจกเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มที่นั่งอยู่ด้านใน

“นี่…จะเดินไปจนถึงโรงเรียนลูกเลยรึไง” เสียงทุ้มถามออกมา คล้ายยียวน

อชิเม้มปากแน่น สะบัดหน้าหนีไม่คิดจะสนใจ แต่เสียงนั้นกลับดังตามมาอีก

“แดดแรงขนาดนี้ เดี๋ยวเป็นลมเข้าไปจะยุ่ง ขึ้นมาสิ ฉันจะพาเธอไปรับลูกเอง”

“ฝันไปเถอะ!” อชิหันขวับ ใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งร้อน “ใครจะไปนั่งรถคุณให้ติดเสนียดกัน!”

ริมฝีปากหยักของวายุภัคคลี่ยิ้มกว้างขึ้นทันที เหมือนยิ่งได้กลิ่นคนดื้อรั้นก็ยิ่งชอบใจ

“ไม่เอาน่า…” เขาเอนตัวพิงพนักอย่างสบาย ๆ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเจตนากวนประสาท “ทีเมื่อก่อน เธอก็นั่ง…ทั้งนั่ง ทั้งขย่มฉันบนรถ ไม่เห็นบ่นว่าเสนียดเลยสักคำ”

“ไอ้!” อชิถึงกับควันออกหู แก้มแดงลามไปถึงใบหู ถลนตาใส่เขาด้วยความอับอาย

ยิ่งเห็นใบหน้าผู้ติดตามอย่างศรัญญูกับคนขับที่พยายามกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ หัวใจอชิก็ยิ่งเต้นแรงด้วยความโกรธ

ผู้ชายคนนี้…ทำไมถึงหน้าด้านพูดเรื่องพรรค์นั้นออกมาหน้าตาเฉยได้กันนะ!

จนแล้วจนรอด อชิก็ไม่ยอมขึ้นรถ เขาเดินเหงื่อท่วมตัวกลางแดดเปรี้ยง รถหรูคันนั้นก็ยังแล่นตามขนาบไม่ห่าง พร้อมกับเสียงกวนประสาทที่ดังลอดกระจกมาเป็นระยะ

กระทั่งมาถึงหน้าบ้านไม้ของป้าอุไร เสียงเด็ก ๆ เจื้อยแจ้วลอดออกมาจากข้างใน อชิที่เหนื่อยแทบหมดแรงก็ยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นลูกชายวิ่งตั้วแต้เข้ามาหา

“หม่ามี้!” น้องปราณโผเข้ากอดเอวแน่น ใบหน้าเล็กสดใสราวกับลมเย็นดับร้อน

อชิย่อตัวรับกอดทันที ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายวับไปในชั่วพริบตา

ด้านหลัง รถสีดำจอดเทียบข้างบ้านตามคำสั่งของวายุภัค ศรัญญูรีบลงมาเปิดประตู ร่างสูงในชุดสูทก้าวออกมา สายตาคมยังคงจับจ้องไม่วางตา เขาเดินตามสองแม่ลูกไปอย่างคนอยากรู้อยากเห็น

ทันทีที่น้องปราณเงยหน้าเห็นเขา เด็กน้อยก็ขมวดคิ้วแล้วชี้นิ้วใส่ก่อนพูดเสียงดังลั่น

“คนนิสัยไม่ดี! คนชอบทำลายข้าวของ!”

อชิชะงักไปเล็กน้อย ส่วนวายุภัคก็ยิ้มเจื่อน ๆ รอยยิ้มไม่คุ้นเคยนักสำหรับคนที่เคยถือทิฐิไว้สูงลิ่ว

เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละนิด แม้ร่างเล็กในอ้อมแขนแม่จะพยายามหันหนี แต่วายุภัคกลับโน้มตัวลงเล็กน้อย ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนผิดวิสัยว่า

“ลุงขอโทษครับ วันนั้นลุงไม่ได้ตั้งใจจะทำการบ้านหนูพัง”

ดวงตากลมโตของเด็กน้อยยังฉายแววไม่ไว้ใจ วายุภัคจึงยิ้มบางก่อนยกมือขึ้นลูบเส้นผม

“วันนี้ลุงมาชดใช้ด้วยการพาหนูไปซื้อการบ้านอันใหม่ดีไหมครับ”

อชิรีบอุ้มลูกชายขึ้นแนบอกแน่นราวกับกำลังปกป้อง พลางขมวดคิ้วใส่ชายร่างสูงหมายจะด่าออกไปให้สาสม แต่ยังไม่ทันได้เอ่ย วายุภัคก็แค่นเสียงต่ำลอดไรฟัน

“ถ้าด่าฉันต่อหน้าลูก เธอก็จะกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีอีกคนนะ”

คำพูดบาดลึกบังคับให้อชิต้องฮึบเอาไว้ทันที ทั้งที่โทสะกำลังเดือดพล่าน แต่ก็ไม่วายเหลือกตาใส่อย่างหงุดหงิดจัด

น้องปราณที่ซุกอยู่ในอ้อมแขนเงยหน้าขึ้นถามเสียงใส 

“หม่ามี้ครับ เราจะไปซื้อดอกไม้กับคุณลุงเหรอครับ?”

หัวใจอชิแทบสลายเมื่อเห็นแววตาใสซื่อเชื่อคำพูดทุกอย่างที่ได้ยิน เขารีบตอบทันที “ไม่ครับลูก เราจะไปซื้อกันสองคน”

แต่ยังไม่ทันที่ความโล่งใจจะเกิดขึ้น เสียงทุ้มก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง

“ค่ากระถางต้นไม้กับดอกไม้ก็หลายร้อยอยู่นะ” วายุภัคยกคิ้วมองตรง “แถมรถเธอก็ยังพัง ค่าซ่อมจะมีจ่ายไหมยังไม่รู้ จะหยิ่งในศักดิ์ศรีจนทำให้ลูกอดอยากไปด้วยรึไง”

อชิถึงกับควันออกหู ดวงตาวาวโรจน์ ปากกำลังจะอ้าด่า “ไอ้!”

แต่พอหันไปสบตากลมโตที่มองมาอย่างไร้เดียงสาของน้องปราณ คำด่านั้นก็ต้องจุกอยู่ในลำคอ เขาหุบปากลงอย่างขัดใจ แก้มแดงก่ำด้วยทั้งโกรธและอาย

สุดท้ายอชิก็ต้องจำใจพาลูกขึ้นรถหรูคันนั้นไปกับเจ้าปีศาจวายุภัคด้วยใบหน้าเคร่งเครียดเต็มไปด้วยความขัดใจ ส่วนวายุภัคกลับเอนตัวสบาย ๆ คลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะ

รถแล่นตรงไปยังห้างหรูใจกลางเมือง ต่างจากถนนชุมชนแออัดราวฟ้ากับเหว พอถึงโซนขายไม้ดอก บรรยากาศสดชื่นก็ทำให้น้องปราณเบิกตากว้างทันที

“หม่ามี้! ดอกไม้สวยจังเลยครับ!”

ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ เด็กน้อยวิ่งตรงไปยังแถวกระถางเล็ก ๆ ที่เรียงรายอยู่ เสียงหัวเราะใสกังวานสะท้อนในหูอชิจนหัวใจอ่อนยวบ

ป้าอุไรเป็นคนรักต้นไม้ น้องปราณเองก็คลุกคลีกับดินกับกระถางมาตั้งแต่เล็ก ไม่แปลกที่เด็กตัวเล็ก ๆ จะรู้จักดอกไม้หลายชนิดเกินกว่าที่ใครคาดคิด

อชิก้าวตามไปช้า ๆ ก่อนจะหยุดลงหน้าโซนไม้ดอกสีสด เขาคิดถึงการบ้านของลูก สิ่งที่ครูให้มาคือ ปลูกดอกไม้และดูแลให้เติบโต

เขาก้มลงมองกระถางเล็กที่มีดอกไม้สีเหลืองสดใสอยู่เต็มต้น มันคือ ดอกทานตะวันแคระ ขนาดกำลังพอดี ไม่สูงเกินไป ดูแลไม่ยาก เพียงรดน้ำให้สม่ำเสมอก็สามารถเติบโตแข็งแรงได้

“เอาอันนี้ไหมครับน้องปราณ” อชิย่อตัวลงชี้ไปที่กระถางเล็ก ๆ นั้น “ปลูกง่าย โตเร็ว แถมออกดอกสวยด้วย”

เด็กน้อยยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย “ทานตะวัน! หนูชอบครับหม่ามี้!”

วายุภัคยืนมองสองแม่ลูกอยู่ห่าง ๆ ใบหน้าคมคายที่พักนี้ไม่ค่อยได้ยิ้ม กลับเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ทุกอิริยาบถของเด็กน้อยและคนที่โอบอุ้มอยู่เคียงข้างล้วนตกอยู่ในสายตาคู่คม จนเขาอดคิดไม่ได้ว่า

ถ้าห้าปีก่อนเขาไม่ได้สั่งให้อชิทำเรื่องบ้า ๆ แบบนั้น วันนี้คนที่ได้พาลูกมาเลือกซื้อการบ้านเองกับมือก็คงเป็นเขา ความคิดนั้นบีบรัดจนอกแน่น รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงความจุกเจียนขาดใจ

เมื่อทุกอย่างถูกชำระเงินเรียบร้อย เขาก็ก้มตัวลงไปกระซิบข้างหูน้องปราณ เสียงทุ้มอ่อนโยนผิดจากเคยเป็น

“หิวไหมครับ ลุงจะพาไปกินของอร่อย”

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นตาวาว หัวเราะคิกคัก แต่เสียงนั้นไม่ได้ลอดไปถึงอชิ เขาเพียงเห็นแค่ท่าทางกระซิบกระซาบที่ทำให้รู้สึกไม่ไว้วางใจ จึงรีบก้าวเข้ามาใกล้ทันที

“หม่ามี้ครับ คุณลุงจะพาไปกินของอร่อย” น้องปราณบอกเสียงใส

“ไม่ได้นะ!” อชิรีบตอบสวนเสียงดังจนเด็กน้อยสะดุ้ง หน้าเจื่อนลงในทันที

หัวใจแม่กระตุกวูบ เขารีบกอดลูกชายแนบอก พยายามปลอบเสียงอ่อนลง 

“เดี๋ยวหม่ามี้พาไปกินเอง…” แต่คำพูดก็ชะงักเมื่อสมองนึกถึงเงินในกระเป๋าที่เหลือแค่สองร้อยบาท เงาสีหน้าที่อับจนหลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ

สายตาใสซื่อของน้องปราณมองขึ้นมาเต็มไปด้วยความคาดหวังที่ไร้เดียงสา ทำเอาอชิสะอึก กลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคอแทบไม่ลง

“ครับ…หม่ามี้ให้กินอะไร หนูก็จะกินอันนั้น” เสียงเล็กเอ่ยอย่างว่าง่าย

ประโยคนั้นกลับยิ่งกรีดลึกในหัวใจอชิ เขารู้ดีว่าตลอดมาไม่ค่อยได้พาลูกมากินของดี ๆ เหมือนเด็กทั่วไป ความจริงนั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดกับลูกตัวเอง

ก่อนที่บรรยากาศจะหนักอึ้งไปกว่านี้ ร่างสูงก็เดินเข้ามาพร้อมเอ่ยเสียงทุ้ม 

“งั้นไปโซนเด็กกันก่อนไหมครับ หนูจะได้เลือกเองว่าจะกินอะไรดี”

สุดท้ายอชิก็ต้องจำใจพาลูกชายมาโซนเด็กของห้างใหญ่ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นหลากสีและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ น้องปราณกระโดดโลดเต้นไปเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ จนแทบลืมไปว่า จุดประสงค์แรกคือมากินข้าว

อชินั่งอยู่ม้านั่งไม่ไกล มองลูกชายวิ่งหัวเราะจนแก้มแดงด้วยความสุข ริมฝีปากเขาก็เผลอคลี่ยิ้มบางโดยไม่รู้ตัว ความเหนื่อยและความกังวลที่เกาะกินหัวใจมาตลอดทั้งวัน เหมือนได้ถูกพักวางไว้ชั่วครู่

วายุภัคเองก็ไม่ได้เข้ามาแทรก เขายืนนิ่งอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้สองแม่ลูกมีเวลาอยู่ด้วยกันเงียบ ๆ สายตาคมเพียงเฝ้ามองทุกอิริยาบถราวกับเก็บสะสมเอาไว้แทนความทรงจำที่เขาไม่เคยมีสิทธิ์ได้สัมผัส

กว่าจะเสร็จสิ้นทั้งมื้ออาหารและการเล่นก็ล่วงเลยเกือบสองทุ่ม รถหรูแล่นกลับมาจอดยังชุมชนเดิม อชิรีบสะพายกระเป๋า หอบลูกน้อยที่อุ้มกระถางดอกไม้ใบเล็กไว้แนบอก แล้วก้าวลงรถอย่างไม่คิดหันกลับมามอง

เขาสะบัดสะโพกใส่เจ้าปีศาจราวกับอยากตัดรำคาญ จูงมือลูกตรงดิ่งไปยังห้องเช่า ทว่าร่างสูงใหญ่กลับก้าวลงตามมาอย่างหน้ามึนจนคนที่เดินนำต้องหันมาถลนตาใส่

“มาทำไม! กลับไปได้แล้ว!”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เถียงต่อ คนขับรถกับศรัญญูเลขาคนสนิทก็เปิดท้ายรถ หยิบถุงพะรุงพะรังนับสิบลงมาแทบล้นมือตัวเอง

น้องปราณชะงักเท้า ดวงตากลมใสเบิกกว้างอย่างตื่นเต้นทันที “ของเล่น!” เสียงเล็กดังลั่นดวงตาเต็มไปด้วยประกายระยิบระยับ

อชิแทบจะสำลักอากาศตาเหลือก

“เอามาทำไม! เอาไปนะ! เอากลับไปเลย!”

แต่วายุภัคกลับไม่ตอบ เขาทำเพียงยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากตัวเองเป็นสัญญาณ จุ๊ ก่อนจะปรายตามองไปยังเด็กน้อยที่ยืนหน้าสลด เพราะได้ยินเสียงห้ามรับของจากปากหม่ามี้

สุดท้ายอชิก็ต้องยอมแบกรับความพ่ายแพ้ เขาก้มลงรับถุงของเล่นจากมือคนขับรถ ทั้งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความขัดใจ แต่ทนสายตากลมใสที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของลูกชายไม่ไหว

“ขอบคุณครับ!” น้องปราณกอดถุงแน่น รอยยิ้มสดใสจนแก้มป่อง อชิได้แต่ถอนหายใจแรง ๆ ในลำคอ แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มนั้น เขาก็โกรธไม่ลงจริง ๆ

วายุภัคมองภาพตรงหน้า ดวงตาคมวาววับอย่างพอใจ ร่างสูงหมุนตัวกลับขึ้นรถหรูโดยไม่เอ่ยอะไรเพิ่ม ทันทีที่ประตูปิดลง เสียงผิวปากแผ่ว ๆ ก็ดังขึ้นในห้องโดยสาร

เขาเอนกายพิงเบาะหนังแท้ หลับตาพริ้ม ปล่อยเสียงผิวปากไพเราะออกมาเหมือนคนอารมณ์ดีสุดขีด 

ศรัญญูที่นั่งข้างคนขับหันมามองเจ้านายผ่านกระจกหลัง สีหน้าทั้งงงทั้งสงสัย ส่วนคนขับรถก็แอบเหลือบมอง  

นี่มันเรื่องบ้าอะไร? ทั้งที่ตลอดทั้งวันถูกอีกฝ่ายด่า ไล่ ตบหน้า จิกกัดสารพัด แต่เจ้านายกลับอารมณ์ดียิ่งกว่าตอนเจรจาตกลงธุรกิจพันล้านได้เสียอีก


บทก่อนหน้า
บทถัดไป