บทที่ 8 บทที่ 6 ไอ้คนสารเลว!
บทที่ 6
ไอ้คนสารเลว!
ตอนเย็น
อชิเดินกลับเข้ามายังห้องเช่าเล็ก ๆ ด้วยหัวใจที่โล่งขึ้นเล็กน้อย วันนี้เตี่ยกับม้าของณัฐรับเขาเข้าทำงานโดยไม่ลังเล แถมยังอนุญาตให้เบิกเงินรายวัน เพราะรู้ดีถึงความจำเป็นของเขา นั่นทำให้อชิยิ้มออกมาได้บ้างหลังจากหลายวันที่หนักหน่วง
แต่เพียงแค่หมุนกุญแจเปิดประตู รอยยิ้มนั้นก็พลันหายวับไปจากใบหน้า
ภายในห้องเช่า ร่างสูงใหญ่ที่ไม่ได้รับเชิญกำลังนั่งไขว่ห้างรออยู่บนเก้าอี้เก่า ๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองมายังอชินิ่ง
อชิตาเหลือก ใจหายวาบก่อนเอ่ยเสียงห้วน
“เข้ามาได้ไงวะ?”
วายุภัคยกยิ้มเย็น ปากเอื้อนเอ่ยอย่างถือสิทธิ์
“ฉันเป็นเจ้าของที่นี่ จะเข้าจะออกก็ไม่เห็นแปลก อีกอย่าง…เธอยังค้างค่าเช่าฉันอยู่ เพราะงั้นฉันมีสิทธิ์เข้านอกออกในได้…ในฐานะเจ้าของ”
เสียงนั้นกดต่ำจนแทบจะเป็นคำขู่ อชิขบกรามแน่น ดวงตาวาวโรจน์ เขาแทบจะด่าออกมาแล้ว แต่เลือกกลืนคำหยาบลงไปก่อนจะสวนเสียงเขียว
“สมองคิดแต่หาวิธีสกปรกสินะ แต่ละวิธีที่เลือกใช้ คนดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอก คนอย่างคุณ…มันไม่เคยเปลี่ยน”
คำพูดนั้นแทงลึกลงกลางใจ ร่างสูงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เขารู้ดีว่าคนตรงหน้ากำลังเหน็บแนมเรื่องอดีต ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่คือบาปเมื่อห้าปีก่อน
ทำยังไงได้ล่ะ…
เขาก็อยากจะเข้าหาเด็กคนนี้แบบละมุนละม่อมเหมือนกัน แต่เพียงแค่ภาพที่เห็นในตอนเช้า ภาพที่อชิยิ้มให้กับผู้ชายหน้าจืดคนนั้นอย่างสนิทสนม ความตั้งใจแรกทั้งหมดก็ถูกโยนทิ้งไปในพริบตา เหลือเพียงความหวงแหนและความดื้อรั้น ที่ผลักดันให้เขาเลือกใช้วิธีแข็งกร้าวเหมือนเช่นเคย
“ไอ้หน้าจืดนั่นเป็นใคร?”
เสียงทุ้มต่ำถามขึ้นแทรกความเงียบในห้อง อชิหันขวับ ทำหน้างงเล็กน้อยก่อนถามกลับกลับ
“หน้าจืดไหน?”
“ก็ไอ้หน้าตี๋ที่มารับเธอกับลูกตอนเช้านั่นไง ฉันเดาว่าคงไม่ใช่พ่อของลูกเธอใช่ไหม เพราะถ้าใช่ ทำไมถึงปล่อยให้ลูกเมียลำบาก อด ๆ อยาก ๆ แบบนี้”
หัวใจอชิแทบระเบิด เขาอยากกรี๊ดใส่หูปีศาจตรงหน้า อยากจะตะโกนให้ก้องห้องว่า ก็มึงนั่นแหละ พ่อของลูกที่ทิ้งกูให้ลำบาก!
แต่เขาได้เพียงกลืนคำเหล่านั้นลงคอ กดมันไว้จนสุดใจ ก่อนจะปั้นสีหน้าเรียบเฉยตอบกลับไปเสียงห้วน
“มันเป็นธุระกงการอะไรของคุณมิทราบ?”
“เลิกกับฉันไปนี่…เธอมีผัวอีกกี่คนกันแน่? ไม่นับรวมพ่อของลูกเธอ ที่ไม่เห็นแม้แต่เงา มั่วไม่เลือก!” วายุภัคเริ่มเก็บสีหน้าไม่อยู่ ดวงตาคมกริบวาววับด้วยโทสะ
อชิหันหน้าหนี ริมฝีปากยกยิ้มเยาะทั้งที่ในอกสั่นสะท้าน ก่อนสวนเสียงกวนประสาท
“แล้วทำไมครับ? ผมจะมั่ว จะมีผัวเก่า จะมีแฟนใหม่ มันก็สิทธิ์ของผมทั้งนั้น”
เขาหันกลับมา มองอีกตาอีกฝ่ายด้วยแววตายากเกินจะเดาความรู้สึก
“นี่อย่าบอกนะครับ ว่าคุณมานั่งรอทั้งวันนี่ ก็เพื่อแค่อยากรู้ว่านอกจากคุณแล้ว ผมมีผัวกี่คน?”
วายุภัคเม้มปากแน่น เส้นเลือดที่ขมับปูดเต้นตุบ ๆ ชัดเจน แต่อชิไม่สนใจ เขายักไหล่แล้วพูดต่อ
“งั้นช่วยรอสักแป๊บได้ไหม…ผมขอเวลานับก่อน”
เขายกนิ้วมือขึ้นประหนึ่งประชด “นิ้วมือคงไม่พอ คงต้องนับนิ้วเท้าเพิ่ม แถมต้องยืมนิ้วของคุณกับบอดี้การ์ดคุณมาช่วยนับด้วยแล้วล่ะ”
เพล้ง!
เสียงแก้วน้ำเปล่าถูกปาลงผนังดังสะท้อนกึกก้อง เศษแก้วกระจายเกลื่อนทั่วพื้น ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนหอบหายใจถี่ มืออีกข้างที่ยังคงกำหมัดแน่นสั่นระริก
เขาหวังเพียงให้อีกฝ่ายหยุดพูด…เพราะยิ่งอชิเอ่ยแต่ละคำ ก็เหมือนมีมีดปลายแหลมกรีดกลางอก กดลึกลงไปเรื่อย ๆ จนแทบหายใจไม่ออก
เสียงแก้วแตกยังสะท้อนก้องในห้องเช่า อชิสะดุ้งโหยงไปทั้งตัว ดวงตากลมเบิกกว้าง เขาไม่เคยเห็นวายุภัคในสภาพนี้มาก่อน
แน่นอน เขารู้ดีว่าวายุภัคเป็นคนเอาแต่ใจ เพราะเติบโตมาในฐานะลูกชายคนเดียวของตระกูลใหญ่ แต่ที่ผ่านมา…อีกฝ่ายไม่เคยใช้กำลังกับเขาเลยสักครั้ง หรืออาจเป็นเพราะตัวอชิเอง ที่ไม่เคยพยายามยั่วโมโหจนถึงที่สุด จนกระทั่งวันนี้
แววตาคมกร้าววาวโรจน์จนทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ อชิขยับถอยหลังสั่น ๆ แต่ไม่ทัน ร่างสูงตรงเข้ามาคว้าแขนเขาแล้วกระชากออกไปนอกห้องเช่าอย่างไม่ปรานี
“ปล่อยนะ! ไอ้บ้า ปล่อยกู!” อชิร้องลั่น พยายามดิ้นรนสุดแรง
แต่วายุภัคไม่สน เขาเอ่ยเสียงเข้มสั่งบอดี้การ์ดทันที
“ขนของทั้งหมดออกมา!”
“ครับ!” ลูกน้องขยับทำตามโดยไม่ลังเล รีบตรงเข้าไปในห้อง จัดการลากข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดออกมาเป็นกระบุงโกย
“ทำบ้าอะไรของมึงวะ! หยุดนะ! ของกูทั้งนั้น! ห้ามแตะ!” อชิโวยวายสุดเสียง ดวงตาเริ่มพร่าด้วยน้ำตา เขาสะบัดข้อมือยื้อยุด แต่ยิ่งดิ้นแรงเท่าไร ข้อมือเล็กก็แดงเถือกขึ้นเรื่อย ๆ
“หยุดดิ้นสักที!” เสียงทุ้มคำรามใส่ ร่างสูงโน้มหน้าลงประชิด เอ่ยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “พยศมากใช่ไหม ได้เลยอชิ…ฉันทำดีด้วยแล้วไม่ชอบ”
เขายกยิ้มเย็นชากรีดใจ ก่อนเอ่ยคำที่เหมือนค้อนทุบซ้ำลงตรงกลางอก
“วันนี้เธอจะได้รู้ ว่าฉันสามารถทำลายชีวิตเธอได้ เพียงแค่ดีดนิ้ว”
“ไอ้เลว! ไอ้สารเลว! มึงมันคนสารเลวที่สุด!” อชิร้องทั้งน้ำตา เสียงแหบพร่า สะบัดข้อมือจนบวมแดง แต่ก็ไม่หลุดพ้นจากพันธนาการของมือใหญ่
เสียงเอะอะดังลั่นจนเพื่อนข้างห้องเริ่มทยอยเปิดประตูออกมามองทีละคน แววตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยทั้งความสงสาร ทั้งอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยห้ามเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในสูทหรูที่ยืนกดข่มอยู่ตรงนั้น
หัวใจอชิแทบแตกสลายเมื่อมองเห็นข้าวของทั้งหมด ทั้งเสื้อผ้า ทั้งของเล่นเก่า ๆ ของน้องปราณ ถูกขนออกมากองรวมกันเหมือนเศษขยะตรงทางเดิน
เสียงร้องไห้โฮสะเทือนห้องเช่า อชิสลัดข้อมือแรงครั้งสุดท้ายจนหลุดจากการเกาะกุม ก่อนจะโผเข้าหากองข้าวของที่ถูกรื้อกระจาย กอดกองเสื้อผ้าเก่า หม้อหุงข้าวที่ขึ้นสนิม ของเล่นพลาสติกที่แตกหักครึ่งหนึ่งไว้แนบอก ราวกับกำลังปกป้องเศษซากที่เหลือเพียงน้อยนิด
ทุกสิ่งอย่างที่เขาฟูมฟักมาตลอด…ถูกทำลายไม่เหลือชิ้นดี
อชิหันขวับขึ้นมองวายุภัค ดวงตากลมคลอน้ำตา ภาพนั้นทำให้ร่างสูงสะอึกไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเสียงพร่าจากอีกฝ่ายจะแทรกขึ้นมา
“มึงมันเลว ไอ้สารเลว ไม่ว่ามึงจะต้องการอะไรจากกู คนอย่างมึง ต่อให้กูต้องตาย กูก็จะไม่ให้มึงสมใจ!”
วายุภัคยกยิ้มเย็น ดวงตากร้าวราวกับนักล่า เขาก้าวเข้ามานั่งยอง ๆ มือหนาคว้าคางเล็กบีบแน่น บังคับให้เงยหน้าขึ้นสบตา
“ก็เอาสิ มาคอยดูกันว่า เธอกับฉัน...ใครมันจะได้ทุกอย่างสมใจ”
ถุย!
เสียงถ่มน้ำลายดังขึ้น น้ำใสเปื้อนเต็มใบหน้าคม ลูกน้องที่ยืนข้าง ๆ ถึงกับขยับตัวจะพุ่งเข้ามาเอาเรื่อง แต่ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นปรามเสียก่อน
วายุภัคไม่เช็ดออก เขากลับกระตุกยิ้มชั่วร้าย ยกนิ้วปาดคราบนั้นแล้วส่งเข้าปากอย่างจงใจ ก่อนโน้มหน้าลงกระซิบชิดข้างหูอีกฝ่าย
“รสชาติดี…”
คำพูดนั้นทำให้ร่างเล็กสั่นสะท้าน น้ำตาไหลพรั่งพรู
วายุภัคลุกขึ้นเต็มความสูง มือหนาล้วงกระเป๋าหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา ก่อนคว้านามบัตรสีทองเงาวับแล้วโยนใส่หน้าของอชิเต็มแรง
“ฉันจะรอ…จนกว่าเธอจะจนตรอก แล้วเป็นฝ่ายคลานมาหาฉันเอง”
แผ่นกระดาษบางเฉียบปลิวตกอยู่ตรงหน้า ในขณะที่ร่างสูงก้าวขาออกมาอย่างไม่ไยดี
เสียงทุ้มเข้มทิ้งท้ายไว้เย็นยะเยือก “บอกคนดูแล ว่าห้องเช่านี้ว่างแล้ว…ให้คนอื่นย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย”
และทันทีที่แผ่นหลังกว้างหายลับไปจากตา ความเงียบและความพังพินาศก็โอบล้อมห้องเช่าทั้งห้อง เหลือเพียงเสียงสะอื้นสะอึกของอชิที่กอดกองเศษซากชีวิตไว้ในอ้อมแขนอย่างน่าเวทนา
