บทที่ 5 ปะทะ

“ไม่มีทางครับแม่ ผมไม่เชื่อคำโบราณอะไรนั่นหรอก” ศารทูลยังคงยืนยันความคิดและคำพูดที่เขาพูดมาแล้วกับใครหลายคนที่บอกว่าคำโบราณเขาว่าไว้ก่อนจะลงมือทานอาหารต่อแต่ประโยคต่อไปของมารดาก็ทำให้เขาถึงกับติดคอ

“แต่แม่ฟันธงได้เลยเรากับหนูอลินนะหนีกันไม่พ้นได้กันชัวร์ หมอกานต์คอนเฟิร์ม หมอกานต์ฟันธง” แพทย์หญิงกานต์รวีเอ่ยพลางทำท่าคล้ายๆ หมอดูชื่อดังที่เห็นตามหน้าจอทีวี

“แค่ก ๆ”

“สำลักไปเถอะ แม่มั่นใจ”

“แม่คอยดูผมจะทำให้เห็นว่าแม่แค่หมอเดา มั่วมากไม่มีทางเป็นจริง ผมไม่มีทางเอายัยเอเลี่ยนนั้นเป็นเมียต่อให้โลกนี้เหลือผู้หญิงคนเดียวบนโลกเป็นยัยนั้นผมยอมบวชเป็นพระหรือเป็นเกย์ดีกว่า อิ่มแล้ว...ฉันไปรอที่รถนะไอ้สิงห์รีบๆ” ศารทูลเอ่ยบอกด้วยความโมโหก่อนจะเดินออกไปทิ้งให้ทั้งสามส่ายหน้าอย่างเอือมระอา อะไรกันนักหนานะอริสากับศารทูลเนี่ย ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เบื่อบ้างรึไงกัน

ท่าอากาศยานดอนเมือง

“อลินทางนี้”

เสียงเรียกท่ามกลางฝูงคนที่พลุกพล่านทำให้อริสาที่เดินหากลุ่มเพื่อนอยู่ยกมือขึ้นโบกทักทายก่อนที่จะเดินเข้าไปหาต้นเสียงทันทีด้วยใบหน้าดีใจ

“คิดถึงพวกแกจัง มาให้กอดหน่อย” อริสาเอ่ยบอกก่อนจะเข้าไปสวมกอดแพทย์หญิงสัตวแพทย์ปริมาหรือหมอปริมสัตวแพทย์คนสวยที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดทริปในทุก ๆ ครั้งตามด้วยอารตีหรือครูอุ้มครูสอนนาฏศิลป์สาวสุดเรียบร้อยและอาริตาหรือครูแอ้มครูพละสุดห้าวแฝดผู้พี่ของอารตีจากนั้นจึงโผลเข้าหานลินญาหรือคะนิ้งมัณฑนากรสาวแว่นที่ดูเซ่อซ่าที่สุดของกลุ่มและตบท้ายด้วยการกอดแพนธีรา

“พวกแกสบายดีกันมั้ยโจ เต้ย ป็อบ แบงค์” หลังจากสวมกอดเพื่อนสาวจนพอใจแล้วอริสาก็หันมาถามเพื่อนชายที่ยืนยิ้มอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วยบรมรัตน์หรือแบงค์วิศวกรหนุ่มตี๋ลูกชายเจ้าของห้างทอง เตชินทร์หรือเต้ยเจ้าของโรงแรมหรูที่เป็นที่พักในครั้งนี้ของทริปนี้ ปุริมปรัชญ์หรือป๊อบอัยการหนุ่มที่ป๊อบปูล่าไม่ด้อยไปกว่าใครในกลุ่ม และเรืออากาศเอกเจตรินหรือโจทหารอากาศหนุ่มนักบินมาดนิ่งแต่ความจริงไม่นิ่งเวลาอยู่กับเพื่อน

“ก็ดีนะถ้าคุณนายไม่หาเมียให้” บรมรัตน์เป็นคนแรกที่ตอบอริสา แต่ก็เป็นการตอบที่แฝงความเหนื่อยใจเกี่ยวกับเรื่องของตนตามด้วยเตชินทร์ที่ตอบอย่างมั่นใจ

“ฉันก็ดี..แค่ต้องคอยสับรางให้สาวๆ”

“สับราง...เชอะคอยดูจะโดนสับ...นะไอ้เต้ยเจ้าชูนักน่ะ” ปุริมปรัชญ์แทรกขึ้นพร้อมกับใช้สายตามองไปที่เป้ากางเกงของเพื่อนแทนคำบางคำที่เขาเว้นไว้ก่อนที่เจตรินจะเสริมอย่างเห็นด้วย

“นั่นดิวะฉันห่วงหนอนน้อยแกว่ะ ไอ้เต้ย”

“หนอนน้อยเหรองั้นแกก็ลูกหนอนเพิ่งเกิดแหละไอ้โจ” เตชินทร์เอ่ยสวนกลับอย่างโมโห แต่คนที่อายจนหน้าแดงระเรื่อกลับเป็นสาว ๆ ที่ยืนฟังอยู่

คุณครูนาฏศิลป์สาวกระแอมทั้งที่หน้าแดงระเรื่อก่อนจะว่าเข้าให้ “นี่พวกแกพวกเรายืนอยู่นี่ตั้ง6คนเกรงใจกันบ้างหนอนนงหนอนน้อยอะไร”

“เออ โทษ ๆ ลืม ๆ ไปเหอะนะสาว ๆ” เตชินทร์บอกก่อนที่จะค้อนสายตาของอาริตาที่แอบมองมาอย่างพิจารณา ยัยคนนี้ห้าวจนจะเหมือนผู้ชายแต่ยังไงก็ยังเป็นผู้หญิง จะมามองเป้าเขาแบบนี้ได้ยังไงกัน

“แฮ้ม...ว่าแต่สองแฝดนรกคงไม่เบี้ยวนะ” อาริตาที่โดนค้อนกระแอบก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่ายังมากันไม่ครบทีมแต่แล้วปริมาก็ร้องกรี๊ดขึ้นให้พอได้ยินกันทำให้ทุกคนต้องหันมองไปมอง

“กรี๊ด!”

“ใครเหยียบหางแกวะปริม” อาริตาถาม ปริมาไม่ตอบแต่ชี้ไม้ชี้มือไปที่ชายหนุ่มสองคนที่เหมือนจะธรรมดาแต่ออร่าไม่ธรรมดา ทุกสายตามองตามปลายนิ้วของปริมาแม้แต่อริสาก็ต้องหันไปมอง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าอาจละลายใจสาวเกือบครึ่งสนามบินที่มองกันเหลียวหลังแต่อริสากลับไม่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นแน่นอน

“เหอะ...ทำเป็นเท่ น่าหมั่นไส้ ไอ้แมวบ้าเอ้ย”

“มันหนักหัวเธอนักรึไงวะยัยเอเลี่ยนถูกทิ้ง” ศารทูลที่ได้ยินถึงกับต้องตอกกลับ หึ แค่นี้ก็ยืนยันได้แล้วว่ามารดาเขามั่วสิ้นดีการเจอกันครั้งแรกในรอบหลายปียัยคนนี้ยังด่าเขาอยู่เลย สิบชาติก็ดูจะไม่เปลี่ยน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป