บทที่ 7 ซบไหล่กันซะงั้น

เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาอริสาเฝ้าคิดถึงแต่เรื่องของนภิตราและตฤณกันต์ทำให้หญิงสาวนอนไม่หลับเมื่อขึ้นเครื่องได้ไม่นานก็เผลอหลับไปเช่นเดียวกับศารทูลที่นำทีมลูกน้องบุกจับแก็งค้ายาเสพติดจนถึงรุ่งสางกว่าจะจับหัวหน้าแก็งได้พอกลับมาถึงก็ได้นอนแค่งีบเดียวสีหราชก็มาเคาะประตูห้องทำให้ชายหนุ่มหลับไปเพราะความเพลียก่อนหน้าหญิงสาวไม่นาน  ภาพที่ปรากฏในสายตาของคนรอบข้างตอนนี้ดูคล้ายกับฉากในละครที่นางเอกเผลอหลับซบไหล่พระเอกส่วนพระเอกก็เผลอหลับใช้หัวนางเอกแทนหมอนแม้แต่แอร์โฮสเตรสสาวที่เดินผ่านมายังยิ้มและคิดว่าทั้งคู่เป็นคู่รักด้วยซ้ำ

“ดูมันดิ มีที่ไหนเกลียดกันแทบตายสุดท้ายมานอนซบไหล่กันซะงั้น” เตชินทร์ที่นั่งฝั่งขวาของทั้งสองถึงกับส่ายหน้าเอ่ยบอกสีหราชและนลินญาที่นั่งข้างๆ ส่วนเจตริน บรมรัตน์และปุริมปรัชญ์ที่นั่งข้างหน้าของศารทูลและอริสาก็หันกลับมามอง เช่นเดียวกับแพนธีรา อารตีและอาริตาที่นั่งด้านหน้าของพวกเจตริน

“อย่างกับในละครเลยคุณแม่” ปริมาที่นั่งใกล้อริสาและศารทูลที่สุดเอ่ยพร้อมยิ้มกว้าง เวลาสองคนนี้ไม่ทะเลาะกันเคมีความเหมาะสมกันมันพุ่งพล่านจนเธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าสองคนนี้รักกันมันจะดีแค่ไหนและดูเป็นคู่ที่น่าอิจฉาแค่ไหน เลือดมโนของปริมามั่นพุ่งปรี๊ดเสียทุกครั้งเวลาที่สองคนนี้อยู่กันอย่างสงบ...ถึงมันจะน้อยก็เถอะนะ

แต่ได้คิดแล้วเธอก็ฟินเฟร่อเชียวละ ขอแอบมโนสักหน่อยนะ

“เวลาสองคนนี้ไม่ทะเลาะกันมันน่ารักนะ จับคู่ให้ดีมั้ยเนี่ย” แพนธีราเอ่ยบอกในใจคิดอะไรบางอย่างแล้วยิ้มอย่างมีนัยยะ “นั่นก็โสด นี่ก็โสด โสดกับโสดแหละ...จับเลยดีมั้ย”

“คุณแม่แพนขา ปล่อยให้เป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส และพรหมลิขิตไปเถอะ ถ้าสองคนนี้เป็นเนื้อคู่กันแล้วคงไม่แคล้วกันหรอก” อารตีเอ่ยขึ้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนในกลุ่มคิดแบบนี้ หลายคนในกลุ่มเคยรำคาญทั้งคู่จนเชียร์ให้รักกันจะได้เลิกวิวาทซะทีมาแล้วหลายครั้งแต่แผนการของพวกเขาไม่เคยสำเร็จเลยจนนึกท้อใจปล่อยไปตามบุญวาสนาของทั้งคู่...แม้แต่ตอนนี้ก็คงจะเหมือนเดิม

“นั่นดิวะ อย่าเพิ่งคิดจับคู่เล้ยให้มันพูดกันดี ๆ เกินห้านาทีก่อนเถอะ” บรมรัตน์เสริม อย่าคิดจับคู่สองคนนี้เลยแค่มาเจอกันก็ทำให้ทริปภูเก็ตเกือบล่มไม่เป็นท่าตั้งแต่เครื่องยังไม่ขึ้นแล้ว 

แพนธีราพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะถอนใจและตัดใจ “ก็จริงเนอะ เอาเถอะ ลูก ๆ ขาขุ่นแม่ง่วงนอนดีกว่า” 

“คร๊าบคุณแม่/คร๊าคุณแม่” เพื่อนๆตอบกลับอย่างพร้อมเพียงแต่ไม่ได้ดังจนรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น ๆก่อนจะเลิกสนใจอริสาและศารทูลที่ยังคงนอนซบกันอยู่อย่างสบายใจและฝันหวาน

เวลาต่อมา

“เสือ อลิน ตื่น ถึงแล้ว” 

เสียงปลุกของนลินญาดังขึ้นหลังจากที่เครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเป็นที่เรียบร้อยด้านคนถูกปลุกทั้งสองก็งัวเงียลืมตาขึ้นมาก่อนจะสะดุ้งตัวออกห่างกันราวกับโดนของร้อน     

“ยัยเอเลี่ยนใครอนุญาตให้เธอมาซบไหล่ฉันห๊า” 

“ใครซบ แกมากกว่าที่บังอาจมาพิงหัวฉัน” อริสาสวนกลับทั้งที่ตนอาจผิดแต่เรื่องอะไรจะยอมรับ...ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย

“ใครกันแน่ยัยบ้าไม่รู้ทำน้ำลายไหลใส่เสื้อฉันรึเปล่า” ศารทูลเอ่ยพร้อมใช้มือปัดไปมาที่ไหลข้างที่อริสาซบราวกับว่ารังเกียจ 

“นี่ไอ้แมวโอหัง ฉันไม่ใช่พวกนอนน้ำลายยืดซะหน่อย” อริสาแหวใส่อย่างมีอารมณ์ ชิชะ เธอไม่ได้เป็นคนที่นอนน้ำไหลยืดซะหน่อย ทำงี้ได้ไงกัน

“พอแล้ว ๆ รีบลงไปกันเถอะคนอื่นลงไปหมดแล้ว” สีหราชที่ถูกสั่งให้ช่วยนลินญาปลุกพี่ชายฝาแฝดกับเพื่อนสาวเอ่ยขึ้นก่อนจะลากคอคนมีศักดิ์เป็นพี่ชายฝาแฝดเดินนำออกไปอย่างเซ็ง ๆ 

‘ให้ตายเหอะตอนหลับนอนซบอย่างกับในละครตื่นมาจะฆ่ากันอีกแล้ว’ 

“ไปกันเถอะอลิน” สาวแว่นมองตามคุณหมอหนุ่มที่มีอาการเหวี่ยง ๆ เซ็ง ๆ พาพี่ชายเดินนำหน้าไปก่อนจะหันกลับมาชักชวนอริสา

สองสาวจับจูงกันเดินตามออกมาอย่างสนิทสนมจนแทบจะคล้ายคู่พี่น้อง แม้ดูเหมือนแพนธีราจะอยู่ใกล้อริสาที่สุดแต่เพื่อนสนิทที่สุดที่สามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องก็คือนลินญาส่วนแพนธีรานั้นเป็นเพื่อนสนิทและคุณแม่ของทุกคนในกลุ่มมากกว่าเพราะแพนธีราจะใส่ใจทุกคนส่วนยัยแว่นคนนี้มักจะเป็นคนเห็นความผิดปกติของเธอก่อนใคร

“หายไปไหนตั้งสามสี่เดือน โทรไปก็ปิดเครื่อง ไลน์ก็ไม่ตอบน้อยใจนะ” อริสาเอ่ยถามพร้อมทำท่างอน ๆในบรรดาเพื่อนนอกจากแพนธีราที่เจอหน้าเกือบทุกวันแล้วคนอื่นก็ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหรเพราะเวลาต่างไม่ตรงกันจะคุยกันทีก็ที่ไลน์กลุ่มที่เดือนละครั้งสองครั้งถึงจะได้พูดคุยกันแต่กับนลินญาทั้งสองมักจะติดต่อกันเสมอแม้ไม่ได้เจอกัน แต่มาช่วยหลายเดือนนี้ละที่นลินญาหายไปราวกับไร้ตัวตน ในวันที่เธอเจ็บที่สุดจนอยากโทรไปร้องไห้กับนลินญาอีกฝ่ายก็ไม่ตตอบกลับใด ๆ 

“พอดีที่บ้านมีเรื่องอะแก รู้มั้ยว่าพ่อที่แม่บอกว่าตายไปแล้วจริง ๆเขายังอยู่...แต่แค่มีอีกครอบครัวและยังเป็นครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกต่างหาก” นลินญาบอกเล่าให้เพื่อนสาวที่ขาดการติดต่อไปได้ฟังโดยไม่รู้เลยว่าสูตินารีแพทย์หนุ่มที่เดินนำหน้าแกล้งเดินช้าเพื่อฟังเรื่องราวของเธอ เขาอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเธอที่ผ่านมาตลอดหนึ่งปีที่ไม่ค่อยได้เจอ แค่เพียงแอบฟังก็ยังดี ศารทูลที่รู้ใจน้องชายเหมือนสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องพูดได้แต่เดินไปช้า ๆ และแกล้งงัวเงีย

“อย่าคิดมากดิแกแล้ววันนั้นที่ว่าอกหักมันยังไงห๊ะ แกมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร” อริสาเอ่ยถาม ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าสีหราชคิดอย่างไรกับเพื่อนสาวเพราะตลอดเวลาที่เรียนด้วยกันเธอมักจะสนิทกับเขาพอ ๆ กับนลินญาและเหตุผลหลักที่สนิทด้วยก็คือการล้วงความลับจากฝาแฝดของคู่ปรับตามที่โบราณว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง นอกจากจะได้ความลับของศารทูลแล้วยังได้รับรู้ความรู้สึกของสีหราชที่มีต่อสาวแว่นด้วยเมื่อเห็นว่าสีหราชแกล้งเดินช้าเธอจึงไม่พลาดที่จะสอบถามเรื่องราวจากเพื่อนสาวให้สีหราชได้ยิน    

“ก็ไม่เรียกแฟนหรอกเขาเป็นลูกเลี้ยงของพ่อนะเรามีน้องร่วมกันสองคนตอนเจอครั้งแรกก็ชอบเลยแต่เขาไม่ค่อยชอบหน้าฉัน คงคิดว่าฉันมาแย่งความรักน้อง ๆ ของเขามั้งแถมยังมองว่าฉันเป็นผู้หญิงง่ายๆแต่ฉันก็ยังปลื้มเขาอยู่ดีจนสองอาทิตย์ก่อนเขาประกาศหมั้นกับเพื่อนที่ทำงานฉัน ยัยวิน่ะ...แกก็รู้ว่าฉันกับวิไม่ค่อยถูกกันฉันเลยยิ่งดูแย่และเลวในสายตาเขาอ่ะ” นลินญาพูดระบายให้เพื่อนฟังอย่างอัดอั้นด้านคนฟังอย่างอริสาได้แต่ลูบหลัง หึ...คนนึงอกหักอีกคนถูกหักหลังอะไรจะขนาดนั้น 

ส่วนคนแอบฟังถึงกับโมโหหึงที่เธอในดวงใจพูดว่าชอบชายคนอื่นจนรีบกระชากคอเสื้อพี่ชายเดินออกไปอย่างรวดเร็วจนศารทูลต้องแย้งขึ้น

“ไอ้นี่เบา ๆ ก็ได้คอจะขาด” 

“ขอโทษมันโมโห” สีหราชเอ่ยบอกก่อนจะเดินไปร่วมกับกลุ่มเพื่อนที่รออยู่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป