บทที่ 3 บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (A)
1
จุดเริ่มต้น
ในวันที่อากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อุณหภูมิต่ำกว่ายี่สิบองศาทั้งที่อยู่ในช่วงกลางเดือนเมษายนของกรุงเทพมหานคร เหตุเพราะระยะนี้มีผลมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของประเทศไทย
ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน สภาพจิตใจของใครบางคนก็ปรวนแปรไม่แพ้กัน ศิรศักดิ์พาหัวใจอันห่อเหี่ยวสิ้นหวังมาพักใจที่ห้องพักส่วนตัวของวิลาสินี ผู้ซึ่งเป็นเพื่อนต่างเพศที่เขาสนิทที่สุดนับตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจนกระทั่งวันนี้ จากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากเขารู้สึกตัวตื่น ก็ต้องพบกับความอึดอัดใจอีกครั้ง เมื่อพบว่าเพื่อนสาวนั่งคอยปรนนิบัติพยาบาลเขา ในฐานะคนเมามายมาตลอดทั้งคืน ภาพที่เห็นนั้นวิลาสินีหน้าซีดเผือด ใต้ดวงตามีรอบดำคล้ำ ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นเหตุมาจากไม่ได้หลับ ไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน
ศิรศักดิ์มาหาเพื่อนสาวบ่อยๆ ในเวลาที่เขารู้สึกไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องความรัก แต่สำหรับเรื่องหลังแล้ว มักจะบ่อยกว่าสาเหตุอื่นๆ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหากับคนรัก ศิรศักดิ์มักจะหาที่พักใจ เพื่อหลบเลียแผล นั่นก็คือห้องพักของวิลาสินีนั่นเอง เป็นความเคยชินเมื่อสุขภาพความรักมีปัญหาเขาก็จะเห็นแต่หน้าวิลาสินีลอยมาแล้วก็พาตัวเองมาถึงที่นี่อย่างสติเลื่อนลอยอยู่เสมอ เพื่อระบายความในใจ ปรับทุกข์ที่ถาโถม เพราะวิลาสินีคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดเคียงข้างเขา ไม่เคยทอดทิ้งแม้ในวันที่เขารุ่งเรืองที่สุด หรือตกต่ำที่สุด
...คืนวันที่ผันผ่าน ชีวิตเขาผ่านเรื่องราวมากมาย แต่เมื่อหันไปข้างกาย จะมีเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่เคยจากไปไหน...
คนนั้นคือ... วิลาสินี
ความคิดสำนึกบุญคุณที่สุดซาบซึ้งใจที่มีต่อเพื่อนสาวหลังจากศิรศักดิ์ลืมตาตื่นนอนขึ้นมาอย่างทรมาน เพราะมันยังรู้สึกมึนหัวอยู่จนอยากเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด หากทันทีที่มองเห็นร่างเล็กของเพื่อนสาว ก็กลายเป็นความเจริญตาจนเพลิดเพลินไปเสียอย่างนั้น สายตาทอดมองอย่างนึกเอ็นดูเจือความเกรงใจ วิลาสินีฟุบหลับข้างเตียงเขา มือแกร่งเอื้อมไปสะกิด จนหญิงสาวรู้สึกตัวตื่น
“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงหวานเอ่ยขึ้นถาม หลังจากตัวเองรู้สึกตัวตื่น เสียงงัวเงีย เส้นผมเล็กละเอียดดุจแพรไหมดูยุ่งเหยิงเพราะแรงกดทับจากการหลับนอน หน้าสดก็จริง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ดูขี้ริ้วขี้เหร่เลยแม้จนนิดเดียว แปลกที่ภาพเพื่อนสาวตื่นนอนใหม่ๆ ในวันนี้กลายเป็นภาพชวนมอง สวยใสน่าค้นหาอย่างที่ศิรศักดิ์ไม่เคยได้สะดุดตามาก่อน...
“อืม...” ตอบพร้อมยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก อาการปวดหัวหนึบๆ สุดแสนทรมานหลังอาการเมาหัวราน้ำยังคงโจมตีไม่จางหาย เขาค่อยๆ หลับตาแน่น เพื่อทบทวนและตั้งสติ ก่อนพูดขึ้นว่า
“ผมรู้สึกอับอายนีทุกครั้ง... ที่อ่อนแอแบบนี้แล้วยังมากวนใจนีถึงที่นี่อีก” เขาระบายความในใจอย่างสำนึกผิด ดวงหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงไปกว่าเวลาปกติ เขาดูหมดอาลัยตายอยาก เหมือนร่างไร้วิญญาณ เป็นซอมบี้ที่เดินได้
“ช่างเถอะ... นีชินแล้วน่ะ” ว่าพลางทำหน้างอใส่เพื่อน “ก็ทุกทีรู้สึกตัว ก็สัญญาตลอดว่าคราวหน้าจะไม่ทำอีก... แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น” ‘พอเจออะไรกระทบใจเข้าหน่อย ก็เมาแอ๋เหมือนเดิม’ วิลาสินีตัดพ้อพานก็อดตำหนิในใจไม่ได้กับคำมั่นสัญญาที่เพื่อนเคยให้ แต่สุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิมทุกที
“ก็จริง... ขอโทษนะ ที่ไม่เคยทำตามสัญญา” เพื่อนหนุ่มเอ่ยถ้อยคำสารภาพ เขาเห็นภาพชินตาที่วิลาสินีต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่ออยู่ดูแลเขาเวลาที่เมาหมดสภาพแบบนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เขารู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้หันหน้าไปพึ่งน้ำเมาไม่ได้ทุกครั้งที่เสียใจ โดยเฉพาะเรื่องความรักที่เขาหวังจะเจอผู้หญิงดีๆ ที่รักเขาอย่างจริงใจสักที แต่นี่ก็ไม่รู้กี่ครั้งเข้าไปแล้วที่เหลวไม่เป็นท่า โดยเฉพาะกับรักครั้งนี้ สุนิตา หรือนิต้า เป็นผู้หญิงที่เขารักหมดใจ แต่ดูเหมือนว่าวิมานบนอากาศที่เขาสร้างไว้จะพังครืนลงมาในชั่วพริบตาเมื่อเจ้าหล่อนตีจากและหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“อืม...” หญิงสาวเอ่ยพึมพำรับรู้
“มีความรักมันทรมานขนาดนี้ นีน่ะโชคดีมากนะรู้มั้ย ที่ไม่มีแฟนน่ะ อยู่บนคานทองนิเวศน์อย่างนี้ล่ะ อย่าไปรักใครเข้านะ ตอนรักอะไรๆ ก็ดีอยู่หรอก แต่พอหมดรัก พิษของมัน ยากเกินรับไหว...” ศิรศักดิ์พูดอย่างอดอาลัยตายอยาก แววตาเขาว่างเปล่า ไม่มีจุดหมาย ไม่มีสีสันความสดใสขี้เล่นอย่างทีเคยๆ ให้เห็น
