บทที่ 1 บทนำ
หยาดฝนโปรยปรายเป็นสายบางเบาเหนือชายหาดส่วนตัวของโรงแรมหรู เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งแว่วดังสม่ำเสมอท่ามกลางความมืดมิด ทว่าไกลออกไปกลับสว่างไศวด้วยแสงไฟระยิบระยับจากงานเลี้ยงสังสรรค์ของเหล่าไฮโซและนักธุรกิจระดับประเทศ เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮา เสียงแก้วไวน์คริสตัลกระทบกัน คลอเคล้าไปกับดนตรีแจ๊สท่วงทำนองนุ่มนวล ทุกอย่างดูลงตัวและควรจะทำให้ค่ำคืนนี้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
ถ้าไม่ติดว่า...
“แกต้องแต่ง! ยังไงแกก็ต้องแต่งงานกับหนูรินทร์!”
น้ำเสียงเฉียบขาดทรงอำนาจของหญิงสูงวัยดังก้องเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ม.ร.ว. นพัทธ์ วรากร ถอนหายใจยาวเหยียด ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปปลดกระดุมเสื้อสูทเนื้อดีออกหนึ่งเม็ดเพื่อระบายความอึดอัด ก่อนจะยกแก้ววิสกี้ในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่มักจะนิ่งสนิทราวกับรูปสลัก บัดนี้กลับฉายแววบึ้งตึงอย่างปิดไม่มิด
เขาเกลียดงานสังคมจอมปลอมแบบนี้... เกลียดสายตาของผู้คนที่จับจ้องมองมาเหมือนเขาเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่รอการตีราคา และที่เกลียดที่สุดคือการที่แม่ใหญ่พยายามยัดเยียดลูกสาวนักการเมืองชื่อดังให้เขาหลายครั้ง
“ท่านชายคะ ไม่กลับเข้าไปข้างในเหรอคะ”
เสียงหวานยั่วเย้าของหญิงสาวในชุดเดรสสีแดงเพลิงเอ่ยทักทายพลางขยับกายเข้ามาใกล้ นพัทธ์ปรายตามองเพียงแวบเดียวก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท
“ไม่ครับ... ผมอยากอยู่คนเดียว”
แม้คำพูดจะดูสุภาพ ทว่าเสียงที่เย็นชาจัดกลับทำให้ฝ่ายตรงข้ามถึงกับหน้าเสีย หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากเบาๆ อย่างขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจแววตาตัดพ้อนั้นเลยแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาสามสิบสองปีที่ผ่านมา นพัทธ์ไม่เคยปล่อยให้ผู้หญิงคนไหนเข้ามามีอิทธิพลต่อหัวใจ ชีวิตของเขามีเพียงแค่โรงพยาบาล คนไข้ และหน้าที่อันหนักอึ้งที่ตระกูลขีดเส้นไว้ให้ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลเก่าแก่ หลานชายเชื้อเจ้าที่ทุกคนต่างคาดหวัง... งดงาม สมบูรณ์แบบ ทว่าไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ชายหนุ่มเค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ สมเพชในโชคชะตาของตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินปลีกแยกออกจากงาน เลาะเรื่อยไปตามแนวหาดทราย ทิ้งเสียงดนตรีและผู้คนจอมปลอมไว้เบื้องหลัง เขาต้องการเพียงแค่อากาศบริสุทธิ์ ความเงียบสงัด... และบางทีลึกๆ ในใจ อาจต้องการหลบหนีไปจากกรอบชีวิตที่น่าอึดอัดนี้สักคืน
จนกระทั่งขายาวๆ พาเขามาถึงบาร์ใต้โรงแรมที่เขาจองที่พักเอาไว้ เป็นบาร์แบบเปิดโล่งริมทะเลมราแทบจะไร้ผู้คน เพราะเวลานี้ก็เป็นเวลาค่อนข้างจะดึกแล้ว
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเดินเลยผ่านไป สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ปลายสุดของเคาน์เตอร์ เธอสวมเสื้อยืดสีขาวตัวบางกับกระโปรงยาวเรียบง่าย ดูไม่เข้ากับสถานที่หรูหราห้าดาวแห่งนี้เลยสักนิด แต่สิ่งที่ทำให้ศัลยแพทย์หนุ่มต้องชะงักฝีเท้ากลับไม่ใช่รูปร่างหน้าตา... หากแต่เป็นนัยน์ตาคู่สวยของเธอ
มันเป็นสายตาของคนที่กำลังพังทลาย... และแตกสลายอยู่ภายในอย่างเงียบๆ
หญิงสาวกำลังยกแก้วค็อกเทลแก้วที่สามขึ้นดื่ม ทั้งที่นวลแก้มใสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ดื่มแบบนั้น เดี๋ยวก็เมาหนักหรอกครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หันใบหน้าหวานมามอง และวินาทีนั้นเอง... เป็นครั้งแรกที่หัวใจของหมอหนุ่มกระตุกไหวอย่างประหลาด
เธอสวย... ทว่าไม่ใช่ความสวยจัดจ้านนัยตาจิกอย่างผู้หญิงในสังคมชั้นสูงที่เขาพบเจอจนคุ้นตา แต่เธอตรงหน้าเขากลับดูอ่อนโยน นุ่มนวล ทว่าก็เปราะบางราวกับแก้วเนื้อดีที่พร้อมจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ทุกเมื่อ
“แล้วคุณล่ะคะ” เสียงหวานใสเอ่ยถามกลับ แววตาฉ่ำปรือคู่นั้นกวาดมองแก้วเหล้าในมือเขา “ดูเหมือนคุณจะเมาพอๆ กับฉันเลยนะ”
นพัทธ์หลุดยิ้มบางเบาตรงมุมปาก เป็นรอยยิ้มแรกของวันที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกจริง ๆ “ปกติผมไม่ดื่มครับ”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ” หญิงสาวหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ก่อนจะยกแก้วขึ้นมาแกว่งไปมา “แต่บางวัน... คนเราก็แค่ยากลืมอะไรบางอย่าง”
คำพูดเรียบง่ายทว่าหยั่งลึกเข้าไปในใจทำให้นพัทธ์นิ่งงันไปชั่วครู่ เพราะมันช่างตรงกับความรู้สึกที่เขากำลังเผชิญอยู่เหลือเกิน
ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมคนทั้งสองอยู่นานนับนาที ไม่มีใครเอ่ยปากถามชื่อ ไม่มีการสืบสาวถึงสถานะทางสังคม ราวกับต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าในค่ำคืนนี้ พวกเขาแค่ต้องการใครสักคนที่เข้าใจความเหนื่อยล้าในหัวใจ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ให้มากความ
“คุณกำลังหนีอะไรอยู่เหรอคะ” หญิงสาวทำลายความเงียบขึ้นมาลอยๆ สายตาทอดมองไปขอบฟ้าไกล
นพัทธ์แค่นยิ้ม “การแต่งงานครับ”
เธอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “บังเอิญจัง... ฉันก็กำลังหนีเหมือนกันค่ะ”
