บทที่ 12 คุณยังมีผมอยู๋

พิมพ์พิศานิ่งค้างอยู่ในอ้อมแขนของเขาเนิ่นนาน ร่างกายที่เคยสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนกค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย ทว่าหัวใจกลับยังคงเต้นระรัว ไม่ใช่จากความหวาดกลัวต่อลูกน้องของทรงพลที่เพิ่งถูกไล่ตะเพิดไป แต่เป็นเพราะอ้อมกอดของผู้ชายที่กำลังโอบรัดเธออยู่ตรงนี้

มันเป็นอ้อมกอดที่แน่นหนาและอบอุ่นอย่างประหลาด แรงบีบที่หัวไหล่และแผ่นหลังบ่งบอกถึงความหวงแหนที่เขามีต่อเธออย่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ พิมพ์พิศาแนบแก้มลงกับแผงอกกว้าง สัมผัสได้ถึงเสียงหัวใจของนพัทธ์ที่เต้นหนักแน่นและรวดเร็วไม่ต่างจากเธอเลยแม้แต่น้อย

นพัทธ์เองก็ดูเหมือนยังไม่สงบลงง่ายๆ ลมหายใจของเขาที่เป่ารดกลุ่มผมของเธอยังคงหนักหน่วง มือใหญ่ลูบศีรษะเธอช้าๆ ราวกับกำลังปลอบขวัญเด็กตัวเล็กๆ ที่เพิ่งผ่านฝันร้ายมา

“มันไปแล้ว...” เสียงทุ้มต่ำกระซิบพร่าอยู่เหนือศีรษะ “ไม่ต้องกลัวแล้วนะพิมพ์ ผมอยู่นี่แล้ว”

คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำกลับทำให้พิมพ์พิศารู้สึกจุกในอกอย่างประหลาด นับตั้งแต่แม่จากไป ชีวิตของเธอก็เหมือนต้องยืนอยู่บนหน้าผาเพียงลำพังมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครบอกเธอว่าไม่ต้องกลัว ไม่เคยมีใครยืนกรานว่าจะปกป้องเธอ และไม่เคยมีใครยืนหยัดอยู่เคียงข้างเธอจริงๆ สักครั้งเดียว ต่อให้เธอจะใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หรูหราของพ่อเลี้ยง แต่มันกลับเป็นสถานที่ที่ทำให้เธอดิ่งลึกอยู่ในความโดดเดี่ยวมากที่สุด

จนกระทั่งผู้ชายคนนี้ก้าวเข้ามา... ผู้ชายที่เธอคิดมาตลอดว่าเป็นบุคคลอันตรายที่เธอควรจะหนีไปให้ไกลที่สุด ทว่าในวินาทีที่ความเป็นตายเท่ากัน เขากลับกลายเป็นคนเดียวบนโลกใบนี้ที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย

“คุณเจ็บหรือเปล่า...” พิมพ์พิศารีบผละออกเล็กน้อยด้วยความกังวล เมื่อนึกได้ว่าเขาเพิ่งผ่านการปะทะที่รุนแรงมา

สายตาของเธอไล่สำรวจตามร่างกายของเขา ก่อนจะชะงักลงที่มือขวาซึ่งมีรอยถลอกแดงและคราบเลือดซึมออกมาตรงข้อนิ้ว พิมพ์พิศาหน้าเสียทันทีด้วยความรู้สึกผิด

“เลือดออกนี่คะ...” เธอพึมพำเสียงสั่น

นพัทธ์ก้มมองแผลตัวเองแวบหนึ่ง ราวกับมันเป็นเพียงเรื่องขี้ผงที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร “แค่นิดเดียวเอง ไม่ได้ลึกอะไร”

“นิดเดียวอะไรกันล่ะคะ! รอยแตกขนาดนี้ แถมยังบวมอีก” เธอเผลอขึ้นเสียงใส่เขาโดยไม่รู้ตัว ความเป็นห่วงที่ล้นทะลักทำให้เธอลืมตัวไปชั่วขณะ

นพัทธ์เลิกคิ้วมองท่าทีดื้อรั้นนั้น นัยน์ตาคู่คมมีประกายบางอย่างวาบผ่าน ก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มขึ้นช้าๆ อย่างคนเจ้าเล่ห์ “เป็นห่วงผมเหรอ?”

คำถามสั้นๆ ทำเอาหัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ เธอรีบหลบสายตาที่ดูเหมือนจะอ่านใจเธอออกไปเสียทุกอย่าง “ฉันก็แค่... คุณเป็นหมอนะคะ ควรจะดูแลตัวเองให้ดีกว่าคนไข้สิ”

นพัทธ์มองอาการประหม่าของเธอเงียบๆ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนเงาของเขาอาบไล้ร่างของเธอไว้ทั้งหมด “พิมพ์...”

เขาเรียกชื่อเธอเบาๆ ก่อนจะเชยคางเธอให้กลับมาสบตากันอีกครั้ง “ตอนคุณร้องเรียกชื่อผมเมื่อกี้... รู้ไหมว่าผมดีใจมากแค่ไหน”

พิมพ์พิศาหายใจสะดุด ความจริงใจที่สื่อออกมาจากแววตาของเขาทำเอาเธอพูดไม่ออก

“รู้ไหมว่าตอนที่คุณทำเป็นคนแปลกหน้า ทำเหมือนคืนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น... ผมโคตรเจ็บเลย”

คำสารภาพอย่างตรงไปตรงมานั้นทำให้พิมพ์พิศาเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก “ฉันขอโทษค่ะ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายความรู้สึกคุณ แต่ฉัน...”

“อย่าขอโทษเลย” นพัทธ์แทรกขึ้นพร้อมส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าผมเป็นคุณที่ต้องเจอเรื่องบ้าๆ แบบนั้น ผมก็คงหนีเหมือนกัน”

หญิงสาวเงยหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ “คุณไม่โกรธฉันจริงๆ เหรอคะ ทั้งที่ฉันทิ้งคุณมา แล้วยังมาหลอกคุณอีก”

“โกรธสิ โกรธมากด้วย” เขาตอบตามตรงจนเธอหน้าเสีย “แต่พอเห็นคุณนอนจมกองเลือดอยู่ข้างถนนคืนนั้น แววตาที่ดูสิ้นหวังของคุณมันทำให้ความโกรธของผมหายไปหมดเลย เหลือแค่ความกลัว... กลัวว่าผมจะช่วยคุณไว้ไม่ทัน”

คำพูดนั้นทำให้น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปคลอหน่วยขึ้นมาอีกครั้ง นพัทธ์ถอนหายใจออกมาแผ่วเบาพลางยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาที่แก้มเธอ “คุณนี่ร้องไห้เก่งกว่าที่ผมจำได้อีกนะ”

แม้จะเป็นประโยคเย้าแหย่ แต่น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูกลับทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ “ก็คุณชอบพูดอะไรแบบนี้...”

“ผมแค่พูดความจริง” เขาตอบเรียบๆ ทว่าสายตายังคงตรึงอยู่ที่ใบหน้าของเธอไม่ยอมห่าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป