บทที่ 13 สั่นไหว

บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ความตึงเครียดจากเหตุการณ์ปะทะจางหายไป เหลือเพียงความใกล้ชิดที่อวลไปด้วยกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มร้อนผ่าว พิมพ์พิศารู้สึกว่าตัวเองกำลังติดบ่วงสายตาของผู้ชายคนนี้ และที่น่ากลัวที่สุดคือเธอเริ่มจะเต็มใจให้ตัวเองติดอยู่ในบ่วงนั้น

“คุณควรทำแผลก่อนนะคะ เดี๋ยวจะอักเสบเอา” เธอรีบพูดเบี่ยงประเด็นเพื่อหาทางออกไปจากสถานการณ์ที่เริ่มจะคุมไม่อยู่

นพัทธ์ยอมเดินไปนั่งลงบนโซฟาข้างเตียงอย่างว่าง่าย พิมพ์พิศาหยิบกล่องปฐมพยาบาลเดินตามไปนั่งข้างเขา มือบางสั่นเล็กน้อยขณะคว้ามือใหญ่ของเขามาวางบนตักเพื่อทำความสะอาดแผล

ทันทีที่ผิวสัมผัสกัน กระแสไฟบางอย่างแล่นพล่านไปทั่วร่าง มือของนพัทธ์ใหญ่และอุ่นจัด ต่างจากมือของเธอที่เย็นเฉียบเพราะความเครียดที่ยังตกค้าง

“มือเย็นจัง” เขาพูดขึ้นเบาๆ

พิมพ์พิศาชะงัก พยายามจะดึงมือออกด้วยความประหม่า แต่นพัทธ์กลับพลิกฝ่ามือมาเกี่ยวกุมมือเธอไว้แทน “ยังกลัวอยู่เหรอ?”

หญิงสาวนิ่งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ายอมรับความจริง “ฉันกลัวคุณจะเป็นอะไรไปเพราะฉัน... คนพวกนั้นอันตรายกว่าที่คุณคิด พวกเขาไม่มีกฎเกณฑ์ และพร้อมจะกำจัดทุกคนที่ขวางทาง”

นพัทธ์นิ่งฟัง สายตาของเขาอ่อนแสงลงจนดูนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขาขยับเข้าไปใกล้จนไหล่ชนกัน ก่อนจะยกมือข้างที่ว่างขึ้นลูบแก้มเธอช้าๆ “พิมพ์... ฟังผมนะ ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดที่ใครจะมาทำอะไรได้ง่ายๆ”

“แต่พวกเขามีปืนนะคะ แล้วโรงพยาบาลนี้ก็เป็นของคุณ ถ้าพวกเขาทำเรื่องรุนแรงกว่านี้...”

“แล้วไง?” นพัทธ์ยกยิ้มบางๆ มันเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและแฝงความดุดันไว้ในที “ต่อให้ทั้งโลกจะเล็งปืนมาที่ผม ผมก็ไม่มีวันปล่อยคุณไปอยู่ดี”

คำประกาศกร้าวของเขาทำให้พิมพ์พิศานิ่งงันไป เธอรับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างที่สื่อออกมาจากดวงตาคู่คมนั้น มันไม่ใช่แค่คำพูดเพื่อให้เธอสบายใจ แต่มันคือคำสัญญาที่แลกมาด้วยเกียรติยศและชีวิตของเขา

“ทำไมคะ...” เธอถามออกไปแผ่วเบา “ทำไมคุณถึงยอมทำขนาดนี้เพื่อผู้หญิงที่คุณรู้จักแค่คืนเดียว”

นพัทธ์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับพยายามจะค้นหาคำตอบนั้นไปพร้อมๆ กัน “เพราะหลังจากคืนนั้น... ผมไม่เคยมองเห็นใครอยู่ในสายตาอีกเลย ความรู้สึกเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวผมคือความเสียดายที่ปล่อยให้คุณหายไป และตอนนี้เมื่อผมได้คุณคืนมา ผมจะไม่มีวันทำพลาดเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด”

คำสารภาพที่หนักแน่นยิ่งกว่าขุนเขาทำให้กำแพงสุดท้ายในใจของพิมพ์พิศาพังทลายลง เธอไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับพายุใหญ่แค่ไหน แต่ในนาทีนี้ เมื่อมองสบตากับผู้ชายคนนี้ เธอกลับเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าเขาจะเป็นปราการที่แข็งแกร่งที่สุดที่คอยโอบอุ้มเธอไว้ไม่ให้พังทลาย

นพัทธ์โน้มใบหน้าลงมาหาช้าๆ จนจมูกโด่งแตะชิดกับจมูกของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน พิมพ์พิศาหลับตาลงน้อมรับสัมผัสที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน สัมผัสที่บอกให้รู้ว่านับจากนี้ไป... เธอจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายเพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว

หัวใจของพิมพ์พิศาสั่นไหวอย่างรุนแรงกับประโยคที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากของเขา ‘ต่อให้ทั้งโลกจะเล็งปืนมาที่ผม... ผมก็ไม่ปล่อยคุณไปอยู่ดี’

ผู้ชายคนนี้มีวิธีพูดที่แปลกประหลาด เขาชอบใช้ถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของเธอพังทลายลงอย่างง่ายดาย ทั้งที่ในสถานการณ์แบบนี้ คำพูดของเขาควรจะฟังดูน่ากลัวและกดดันจนเธออยากจะถอยห่าง แต่มันกลับให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะทุกคำพูดที่เขากลั่นออกมามันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่รุนแรงและจริงจัง จนทำให้เธออยากจะเอนกายเข้าไปซบไหล่แกร่งนั้นมากขึ้นทุกที

“คุณพูดเหมือนพระเอกละครเลยนะคะ” เธอพยายามแค่นเสียงพูดประชดเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวที่ทะลักล้นออกมาทางสายตา

นพัทธ์ไม่ตอบในทันที เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นจังหวะที่ชวนให้คนฟังรู้สึกหน้าร้อนวูบ “แล้วคุณชอบไหมล่ะ... พระเอกละครแบบผม”

พิมพ์พิศาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าก้มตาจัดการพันผ้าพันแผลให้เขาต่อทันทีเพื่อเลี่ยงการสบตา “ฉันกำลังทำแผลอยู่ อย่าเพิ่งกวนสิคะ เดี๋ยวก็พันเบี้ยวหรอก”

นพัทธ์มองยอดศีรษะของคนตรงหน้าที่กำลังขะมักเขม้นดูแลเขา แววตาของเขาอ่อนแสงลงอย่างที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน เขาค้นพบความลับอย่างหนึ่งว่าเขาชอบเวลาที่พิมพ์พิศาเขิน โดยเฉพาะเวลาที่เธอพยายามทำตัวนิ่งเฉยเพื่อซ่อนอาการสั่นไหวของตัวเอง แต่มือบางที่แตะลงบนหลังมือเขานั้นกลับสั่นระริกจนปิดไม่มิด มันน่ารักเสียจนเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลในการควบคุมสัญชาตญาณดิบของตัวเอง

“มือสั่นหมดแล้วนะ” เขาแกล้งทักขึ้นเบาๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป