บทที่ 14 อยู่กับผม
พิมพ์พิศารีบเงยหน้ามองเขาค้อนวงใหญ่ทันที “ก็เพราะใครล่ะคะ ถ้าคุณไม่พูดเรื่องน่ากลัวแบบนั้น ฉันก็คงไม่ตื่นเต้นขนาดนี้”
นพัทธ์เลิกคิ้วสูงอย่างยียวน “โทษผมอีกแล้ว”
“ก็คุณชอบพูดอะไรแปลกๆ นี่คะ”
“ผมพูดความจริงทั้งนั้นพิมพ์... ทุกคำ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อโดนสวนกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ยิ่งอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ เธอยิ่งรับมือยากขึ้นทุกที โดยเฉพาะนัยน์ตาคมปลาบคู่นั้นที่มองเธอเหมือนกำลัง ‘คลั่งรัก’ อย่างไม่ปิดบังอีกต่อไป มันเป็นสายตาที่เปิดเผยและคุกคามหัวใจเธออย่างรุนแรง
“เสร็จแล้วค่ะ” เธอรีบดึงมือออกทันทีที่พันแผลเสร็จสรรพ ทว่ายังไม่ทันได้ถอยหนีไปไหน มือใหญ่ที่เพิ่งถูกพันผ้าพันแผลไปกลับคว้าข้อมือเล็กของเธอเอาไว้มั่น
“เดี๋ยวสิ... จะรีบไปไหน”
“อะไรอีกล่ะคะ...” เธอถามพลางพยายามคุมเสียงให้ปกติ
นพัทธ์ไม่ตอบ แต่กลับดึงให้เธอขยับเข้ามาใกล้อีกนิดจนหัวเข่าชนกัน สายตาคมหยุดนิ่งอยู่ตรงรอยช้ำบนหน้าผากของเธอ “แผลของคุณ... ยังเจ็บอยู่ไหม”
น้ำเสียงที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนของทรงพล ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงอย่างชัดเจนจนพิมพ์พิศาเผลอนิ่งไปชั่วขณะ เธอสับสนในตัวผู้ชายคนนี้เหลือเกิน ทั้งที่เมื่อครู่เขายังดูน่ากลัวเหมือนจะฆ่าคนได้แท้ๆ แต่พออยู่กับเธอเพียงลำพัง เขากลับเปลี่ยนเป็นคนละคนราวกับเป็นคนละภาค
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่แล้ว”
“โกหก”
“คะ?”
นพัทธ์ขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนเธอได้กลิ่นลมหายใจสะอาดปนกลิ่นน้ำหอมเฉพาะตัวของเขา ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะลงข้างรอยแผลเบาๆ อย่างทะนุถนอม “ถ้ายังเจ็บอยู่ คุณจะชอบขมวดคิ้วนิดๆ แบบนี้เสมอเวลาเผลอตัว”
พิมพ์พิศารีบคิ้วคลายคิ้วออกจากกันทันที แต่นพัทธ์กลับหลุดหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ช้าไปแล้วพิมพ์ ผมเห็นหมดแล้ว”
“คุณนี่มัน...” เธอได้แต่จ้องเขาอย่างจนคำพูด ผู้ชายคนนี้สังเกตเธอละเอียดเกินไป ละเอียดจนเธอเริ่มหวาดกลัวว่าวันหนึ่งเขาจะมองทะลุเข้าไปถึงความลับทุกอย่างที่เธอซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากเข้มแข็ง
“มองผมแบบนั้นอีกแล้วนะ”
“แบบไหนคะ”
“แบบคนที่กำลังตกหลุมรักผมจนโงหัวไม่ขึ้น”
ใบหน้าสวยร้อนวาบขึ้นมาในพริบตา พิมพ์พิศารู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่แก้มทั้งสองข้าง “หลงตัวเองที่สุด! ใครจะไปรักคนนิสัยเสียแบบคุณกัน”
เธอรีบสะบัดมือเขาออกแล้วลุกหนีทันที แต่เดินไปได้เพียงสองก้าว เสียงทุ้มของนพัทธ์ที่แฝงความจริงจังก็ดังขึ้นเบื้องหลัง “พิมพ์...”
หญิงสาวชะงักฝีเท้า หันกลับไปมองเขาที่ยังคงนั่งอยู่บนโซฟา แต่แววตาเปลี่ยนไปเป็นเคร่งขรึม “คืนพรุ่งนี้... คุณต้องย้ายไปอยู่เพนต์เฮาส์ของผม”
“อะไรนะคะ? ทำไมฉันต้องไปที่นั่น”
“ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับคุณแล้ว” นพัทธ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทีคุกคาม “คนของทรงพลรู้แล้วว่าคุณอยู่ที่นี่ โรงพยาบาลมีช่องโหว่เกินไป ผมไม่เสี่ยงปล่อยคุณไว้ที่นี่คนเดียวอีกแม้แต่วินาทีเดียว”
หัวใจของพิมพ์พิศาสั่นวูบ เพนต์เฮาส์ของเขา... นั่นหมายถึงเธอต้องอยู่กับเขาเพียงลำพังในพื้นที่ส่วนตัว “มันจะไม่ดูไม่ดีเหรอคะ... อีกอย่าง ฉันกับคุณ เราไม่ได้เป็น...”
เธอพูดไม่ออก เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดคือความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามันไร้ชื่อเรียก มันเริ่มต้นจากความเหงาและความพลาดพลั้งในคืนหนึ่งที่หัวหิน และตอนนี้ทุกอย่างก็กำลังยุ่งเหยิงเกินกว่าที่เธอจะประคองไหว
นพัทธ์มองเธอเงียบๆ ราวกับอ่านทุกกระแสความคิดที่สับสนออก เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ จนเธอต้องเป็นฝ่ายเงยหน้ามองเขา “คุณกลัวอะไรพิมพ์... กลัวผมเหรอ?”
พิมพ์พิศาหายใจสะดุด ถ้าถามว่ากลัวไหม... เธอกลัว แต่ไม่ใช่กลัวว่าเขาจะทำร้ายร่างกายหรือจิตใจเธอ แต่เธอกลัวหัวใจตัวเองต่างหาก เธอกลัวว่าจะเผลอตัวเผลอใจหลงระเริงไปกับความใจดีและการปกป้องของเขาจนหาทางกลับไม่ได้
“ผมไม่ทำอะไรคุณตอนที่คุณยังไม่เต็มใจหรอก” นพัทธ์พูดเสียงเรียบ แต่ดวงตาคมกลับวาวระยับด้วยอารมณ์บางอย่างที่ปิดไม่มิด “ถึงแม้ว่าในใจผม... ผมจะอยากทำมันมากแค่ไหนก็ตาม”
“คุณนพ!” เธออุทานเรียกชื่อเขาด้วยความอาย
เขาหัวเราะออกมาทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอ ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหูจนสัมผัสได้ถึงไออุ่น “แต่ถ้าคุณยังมองผมด้วยสายตาแบบเมื่อกี้อีก... ผมก็ไม่รับประกันนะ ว่าความอดทนของผมมันจะทำหน้าที่ของมันได้นานแค่ไหน”
คำพูดกึ่งขู่กึ่งหยอกนั้นทำให้พิมพ์พิศารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง เธอรู้ดีว่าการย้ายไปอยู่กับเขาคือการก้าวเข้าไปสู่พันธนาการที่เธออาจจะไม่มีวันหลุดพ้น แต่วินาทีนี้... เมื่อต้องเลือกระหว่างนรกที่ทรงพลมอบให้ กับกรงทองที่นพัทธ์สร้างขึ้น เธอกลับพบว่าใจของเธอนั้นได้เลือกข้างไปนานแล้ว
