บทที่ 4 ความทรงจำขาดหาย
สองชั่วโมงต่อมา
หน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลวรากรเมดิคอล
“คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับท่านชายหมอ แต่ศีรษะถูกกระแทกอย่างแรงจนมีอาการกระทบกระเทือนทางสมอง คงต้องนอนพักฟื้นและรอดูอาการอย่างใกล้ชิดสักระยะครับ”
นพัทธ์พยักหน้ารับช้า ๆ ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องผ่านประตูกระจกไปยังร่างเล็กที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงคนไข้ไม่วางตา
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาพลิกแผ่นดินตามหาเธอแทบบ้า... แต่ในวันที่ปาฏิหาริย์พาเธอกลับมาอยู่ตรงหน้า เธอกลับมองเขาด้วยสายตาของคนแปลกหน้า
เธอจำเขาไม่ได้... หรือบางที เธออาจจะเลือกที่จะลืมเรื่องราวในคืนนั้นไปตั้งแต่วันแรกแล้วก็ได้
ความรู้สึกเจ็บแปลบและหน่วงหนักแล่นริ้วเข้ากลางอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ ระบายลมหายใจยาว ก่อนจะล้วงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
ต่างหูมุกสีขาวข้างเดิม... สิ่งแทนใจเพียงชิ้นเดียวที่เขาเก็บรักษาไว้ข้างกายตลอดหนึ่งปี
และในคืนนี้... เจ้าของของมันได้กลับมาแล้ว และครั้งนี้เขาจะกักขังเธอไว้ในอาณาเขตของเขาอีกครั้งแล้ว และเขา... จะไม่มีวันปล่อยให้เธอหลุดมือไปเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด!
เปลือกตาบางค่อยๆ ขยับเปิดขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องพักฟื้นพิเศษ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ และแสงไฟสลัวสีนวลทำให้พิมพ์พิศาขมวดคิ้วด้วยความมึนงง ก่อนจะนิ่วหน้าเมื่อความปวดแปลบแล่นริ้วขึ้นที่ศีรษะจนต้องครางแผ่ว
“อึก...”
เสียงนั้นทำให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์อยู่ปลายเตียงขยับตัวทันที ดวงตาคมที่นิ่งสนิทจ้องมองเธอไม่กะพริบ ก่อนจะก้าวเข้ามาหา
“ฟื้นแล้วเหรอ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจทำให้พิมพ์พิศาหันไปมอง ภาพตรงหน้าที่เคยพร่ามัวค่อยๆ ปรับชัดขึ้น... ผู้ชายตรงหน้าหล่อเหลาราวกับภาพสลัก ใบหน้าคมเข้มดูเย็นชาแต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด เสื้อเชิ้ตสีดำที่ถูกคลายกระดุมคอออกเล็กน้อยทำให้เขาดูดีและดูอันตรายในเวลาเดียวกัน
“คุณ...” เสียงเธอแหบพร่า นพัทธ์จึงยื่นแก้วน้ำให้พลางประคองร่างบางให้ลุกขึ้นนั่งอย่างเบามือ
“ค่อยๆ ดื่ม”
จังหวะที่มือเรียวรับแก้วน้ำ ปลายนิ้วยาวของเขาแตะโดนมือเธอเพียงแผ่วเบา ทว่าสัมผัสนั้นกลับทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวาบอย่างคุมไม่ได้... ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวสั้นๆ ทว่าเธอกลับนึกไม่ออก
“ฉัน... อยู่ที่ไหนคะ”
“โรงพยาบาลวรากรเมดิคอล... โรงพยาบาลของผมเอง”
“โรงพยาบาล...”
พิมพ์พิษาทวนคำเบาๆ ก่อนจะแตะแผลที่ศีรษะ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับมาเป็นฉากๆ พ่อเลี้ยง... คนพวกนั้นไล่ฆ่าเธอ! หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด เธอจะเปิดเผยตัวตนไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าคนพวกนั้นรู้ว่าเธอยังไม่ตาย ไม่ใช่แค่เธอที่จะเดือดร้อน แต่คนคนนี้อาจจะพลอยซวยไปด้วย
“คุณจำได้ไหมว่าตัวเองเป็นใคร” นพัทธ์ถามขึ้นเรียบๆ สายตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอราวกับกำลังค้นหาความจริง
พิมพ์พิศากำผ้าห่มแน่น แสร้งทำสีหน้าสับสนก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “ฉัน... จำไม่ได้ค่ะ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย”
คำโกหกถูกเอ่ยออกมาอย่างแนบเนียน ทว่านพัทธ์กลับนิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่ดูตื่นตระหนกนั้นเงียบๆ... เขารู้ว่าเธอโกหก แววตาหวาดระแวงที่ซ่อนลึกในดวงตาคู่สวยนั้นมันชัดเจนเกินไปสำหรับคนที่มีสัญชาตญาณเฉียบคมอย่างเขา
ชายหนุ่มไม่ได้พูดขัด ทว่ากลับเหยียดยิ้มบางที่มุมปาก... รอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกเย็นสันหลังวาบ
บางทีนี่อาจจะเป็น ‘ทางออก’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
“จำไม่ได้งั้นเหรอ...” นพัทธ์ทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ได้ เขาโน้มตัวลงไปใกล้จนพิมพ์พิศาสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายสะอาดเฉพาะตัวที่ชวนให้ใจสั่น “งั้นผมจะช่วยรื้อฟื้นความจำให้เอง”
หญิงสาวเบิกตากว้างเมื่อใบหน้าหล่อเหลาขยับเข้ามาใกล้จนลมหายใจเป่ารดกัน
“เธอชื่อพะพาย... เป็นคู่หมั้นของผม”
“คะ... คู่หมั้น?” หญิงสาวอุทานเสียงหลง หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก
“ใช่... เราหมั้นกันมาพักใหญ่แล้ว แต่เมื่อคืนเกิดอุบัติเหตุตอนที่เรากำลังกลับบ้านด้วยกัน” นพัทธ์ปั้นเรื่องสดๆ ด้วยสีหน้าตายด้านทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นจนน่าเชื่อนถือ “และมีอีกเรื่องที่เธอต้องรู้ไว้...”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวของเธอ
“กำหนดการแต่งงานของเราคือเดือนหน้า... เธอมีเวลาพักฟื้นอีกไม่นาน เพราะยังไงเธอก็ต้องแต่งงานกับผมตามกำหนดเดิม ห้ามปฏิเสธ และห้ามมีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น”
พิมพ์พิศาอึ้งจนพูดไม่ออก สมองพร่าเลือนไปหมดกับสถานะ ‘คู่หมั้น’ ที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมปลาบที่ไร้แววล้อเล่น เธอก็รู้ได้ทันทีว่าชีวิตหลังจากนี้... เธอไม่ได้หนีพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชที่ชื่อพ่อเลี้ยงเกริกไกรเพียงอย่างเดียว
แต่เธอกำลังก้าวเข้าไปในพันธนาการของผู้ชายคนนี้... ผู้ชายที่ดูท่าว่าจะหนีออกมายากกว่ากว่าที่ที่เธอจากมาเสียอีก!
