บทที่ 5 ว่าที่สามี
“แต่ง... งาน?”
เสียงหวานสั่นพร่า พิมพ์พิศาจ้องใบหน้าหล่อเหลาตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ สมองของเธอเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า... เธอเพิ่งฟื้นจากอุบัติเหตุ แถมยังแกล้งทำเป็นความจำเสื่อม แต่เขากลับทัดทานด้วยการบอกว่าเธอคือคู่หมั้น และต้องแต่งงานกันภายในเดือนเดียว
“ฉัน...” หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น พยายามคุมสีหน้าไม่ให้หลุดพิรุธ “แต่ฉันจำอะไรไม่ได้เลยนะคะ”
“เดี๋ยวก็จำได้เอง”
นพัทธ์ตอบเรียบๆ ราวกับเป็นเรื่องลมฟ้าอากาศ เขาขยับตัวดึงถูเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่ ท่าทางเยือกเย็นนั้นยิ่งทำให้พิมพ์พิศาใจสั่น... เพราะเธอจำเขาได้ จำได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้า
ผู้ชายที่เธอเคยใช้เวลาทั้งคืนด้วยเมื่อหนึ่งปีก่อน ผู้ชายที่ทำให้เธอลืมความขื่นขมในชีวิตไปชั่วข้ามคืน และเป็นคนเดียวกับที่เธอเลือกจะเดินหนีหายมาโดยไม่บอกลา
“คุณ...” เธอเงยหน้ามองเขา แสร้งทำเป็นพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ “เรา... รักกันมากเหรอคะ”
คำถามนั้นทำให้นพัทธ์ชะงักไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมที่นิ่งสนิทไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมาราบเรียบ พิมพ์พิศาเผลอกำผ้าห่มแน่น เธอจำสายตาแบบนี้ได้ สายตาที่มองเธอในคืนนั้น... ตอนที่เขาบดจูบลงมาราวกับกลัวว่าเธอจะสลายไป
“ถามอะไรแปลกๆ” ชายหนุ่มเลี่ยงตอบพลางหัวเราะแผ่วในลำคอ “ถ้าไม่รัก ผมจะยอมแต่งงานด้วยเหรอ”
หัวใจของหญิงสาวกระตุกแรง น้ำเสียงของเขาฟังดูหนักแน่นจนน่ากลัว แต่เธอไม่มีสิทธิ์เชื่อใจใครทั้งนั้น โดยเฉพาะในเวลาที่ชีวิตกำลังถูกไล่ล่าแบบนี้
“แล้ว... ครอบครัวคุณล่ะคะ”
“เดี๋ยวคุณก็ได้เจอ” คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้เธอรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ และเหมือนนพัทธ์จะมองออก เขาจึงโน้มตัวลงมาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมสะอาดเฉพาะตัว กลิ่นเดิมที่เธอไม่เคยลืม
“จำไว้นะพะพาย” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดจนหัวใจเธอสั่น “ต่อจากนี้ ไม่ว่าใครจะถามอะไร คุณคือคู่หมั้นของผม และคุณต้องอยู่ข้างผมตลอดเวลา... เข้าใจไหม”
พิมพ์พิศาพยักหน้าช้าๆ อย่างจำนน เธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรกันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่รู้คือ... ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไป
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ นพัทธ์ละสายตาจากเธอแล้วตอบเสียงเรียบ “เข้ามา”
ประตูเปิดออกพร้อมเลขาสาวในชุดสูทเนี้ยบที่ดูมีท่าทีลำบากใจ “คุณนพคะ ท่านหญิงดารินทร์มาที่โรงพยาบาลค่ะ”
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที พิมพ์พิศาเห็นแววตาของนพัทธ์แข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน
“บอกแม่ใหญ่ว่าผมยังไม่ว่าง” “แต่ท่านหญิง...” “ผมบอกว่ายังไม่ว่าง”
น้ำเสียงนิ่งสนิทแต่ทรงพลังทำให้เลขารีบรับคำแล้วก้มหน้าถอยออกไปทันที เมื่อประตูอาบลง พิมพ์พิศาจึงเอ่ยถามเบาๆ “แม่ใหญ่?”
“ภรรยาหลวงของพ่อผม” เขาตอบสั้นๆ ขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กข้อความ
“แล้ว... คุณแม่ของคุณล่ะคะ”
ปลายนิ้วของนพัทธ์ชะงักไปทันที พิมพ์พิศาใจหายวูบ รู้ตัวว่าถามผิดจึงกำลังจะเอ่ยขอโทษ ทว่าเสียงของเขาก็ดังขึ้นก่อน
“เสียไปนานแล้ว”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบจนน่าใจหาย เรียบเหมือนคนที่ชินกับการเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ใต้หน้ากาก พิมพ์พิศามองใบหน้าด้านข้างของเขาเงยๆ ทั้งที่หนึ่งปีก่อนเธอกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกว่า... ผู้ชายที่เพียบพร้อมคนนี้โดดเดี่ยวเหลือเกิน
“ขอโทษนะคะ”
“ไม่เป็นไร”
นพัทธ์หันกลับมามองเธอ สายตาคมไล่สำรวจใบหน้าหวานช้าๆ ตั้งแต่ดวงตา จมูก จนถึงริมฝีปาก สายตาแบบนั้นทำให้อุณหภูมิในร่างกายของพิมพ์พิศาพุ่งสูงขึ้น
“มองอะไรคะ” เธอถามแก้เก้อ
นพัทธ์หัวเราะต่ำๆ ในลำคอ “คุณชอบกัดปากเวลาตื่นเต้น”
หญิงสาวชะงัก... เขาจำรายละเอียดเล็กๆ ของเธอได้
“แล้วก็ชอบหลบตาเวลาพูดโกหก”
พิมพ์พิศารีบเบือนหน้าหนีทันที แต่นพัทธ์กลับเดินเข้ามาเชยคางเธอให้กลับมาสบตา สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดจนเธอเผลอเกร็ง
“ผมไม่ชอบให้คู่หมั้นโกหก”
เสียงทุ้มดังอยู่ใกล้มาก ใกล้จนสัมผัสได้ถึงจังหวะลมหายใจของกันและกัน พิมพ์พิศาเริ่มใจสั่นจนควบคุมไม่ได้ และที่แย่ไปกว่านั้น... เธอเริ่มจำรสจูบของเขาในคืนนั้นได้ชัดเจนขึ้นมาเสียดื้อๆ
“ฉันไม่ได้โกหก...” เธอพึมพำเสียงแผ่ว
นพัทธ์มองเธอนิ่งนานก่อนจะหยักยิ้มบางๆ “งั้นเหรอ”
เขาปล่อยมือออกช้าๆ แต่สายตายังคงจับจ้องไม่วางตา “ถ้างั้นก็คงเป็นผมเองที่คิดมากไป”
พิมพ์พิศารีบหลบสายตา กลัวเหลือเกินว่าถ้าสบนัยน์ตาคู่นี้เนิ่นนานกว่านี้ เขาจะอ่านความจริงทั้งหมดออกจนหมดเปลือก นพัทธ์ไม่ได้คาดคั้นต่อ เขาเพียงมองเธอเงียบๆ ด้วยสายตาลุ่มลึกที่ทำให้คนถูกมองใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ก่อนที่เสียงโทรศัพท์ของเขาจะดังขึ้นทำลายความเงียบ
ชายหนุ่มละสายตาจากเธอช้าๆ แล้วกดรับสายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ว่าไง”
พิมพ์พิศาสังเกตเห็นกรามของเขาบดเข้าหากันจนขึ้นสันนูนยามฟังปลายสาย “ผมบอกแล้วไงว่าไม่ต้องให้ใครขึ้นมาชั้นนี้ โดยเฉพาะคนของแม่ใหญ่”
แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าพิมพ์พิสากลับสัมผัสได้ถึงกระแสความกดดันที่คุกรุ่น ครอบครัวนี้... ดูจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเลยสักนิด
นพัทธ์กดตัดสาย ก่อนจะหันมาสั่งเสียงเฉียบ “คืนนี้คุณต้องพักที่นี่ ผมจะให้คนเฝ้าหน้าห้องไว้”
“ไม่จำเป็นก็ได้ค่ะ ฉัน...”
“จำเป็น”
เขาตัดบททันควัน ดวงตาคมจดจ้องนิ่งจนเธอพูดอะไรต่อไม่ออก “คนพวกนั้นรู้แล้วว่าคุณยังไม่ตาย”
