บทที่ 9 จำได้ไม่เคยลืม
พิมพ์พิศาเม้มริมฝีปากแน่น รู้ตัวว่าพลาดท่าเสียแล้ว คนความจำเสื่อมไม่ควรมีความทรงจำเกี่ยวกับสายตาของเขา “ฉัน... หมายถึง...”
“คุณจำได้”
น้ำเสียงของเขากดต่ำลงในพริบตา มันหนักแน่นและเต็มไปด้วยกระแสความกดดันที่ทำให้เธอใจสั่น “เปล่านะคะ ฉันไม่ได้”
“คุณจำผมได้ตั้งแต่แรก”
ครั้งนี้ไม่ใช่คำถาม แต่มันคือการตราหน้าด้วยความมั่นใจ พิมพ์พิศาหน้าเสียรีบหลบสายตา ทว่ากลับถูกมือใหญ่เชยคางบังคับให้กลับมาเผชิญหน้ากัน
“มองหน้าผม”
“คุณนพ...”
“ตอบมา!”
หัวใจของเธอเต้นระรัวจนแทบหายใจไม่ทัน นพัทธ์จ้องเธอเขม็ง แววตาของเขาคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ที่ปนเปกันจนอ่านไม่ออก ทั้งโกรธ ทั้งกดดัน และที่เจ็บปวดที่สุดคือร่องรอยของความเสียใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
“ทำไม?” เขาถามเสียงพร่า “ทำไมต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักผม”
คำถามนั้นทิ่มแทงเข้าไปกลางใจของพิมพ์พิศาทันที เธอไม่ได้อยากโกหกเขา แต่เธอไม่มีทางเลือก... ถ้าอานนท์รู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่และอยู่กับผู้ชายคนนี้ นพัทธ์อาจกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปของพวกมัน
“ฉันแค่...” น้ำตาเริ่มเอ่อคลออย่างห้ามไม่อยู่ “ฉันไม่อยากดึงคุณเข้ามาเสี่ยงด้วย”
นพัทธ์นิ่งงันไป มือใหญ่ที่จับคางเธอไว้คลายลงช้าๆ เขาแค่นหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ ทว่าแววตากลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
“คุณรู้ไหม...” เขาพูดเสียงเบาคล้ายรำพึง “ตลอดปีที่ผ่านมา ผมตามหาคุณแทบเป็นบ้า”
หัวใจของพิมพ์พิศากระตุกแรงจนเจ็บหน่วง
“ผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของคุณ... ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร มาจากไหน... แล้วอยู่ๆ คุณก็หายไป ทิ้งให้ผมวนเวียนอยู่กับความทรงจำคืนเดียวที่หัวหินนั่น”
ทุกคำพูดของเขามีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เธอรู้สึกผิดจนแทบหายใจไม่ออก นพัทธ์ถอนหายใจยาว ก่อนยกมือขึ้นลูบหน้าอย่างเหนื่อยล้า
“แต่พอผมได้พบคุณอีกครั้ง...” เขาหัวเราะสมเพชตัวเองเบาๆ “คุณกลับทำเหมือนผมเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยมีตัวตนในชีวิตคุณเลย”
พิมพ์พิศาเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มลงมาช้าๆ เธอไม่เคยคิดเลยว่า... คืนเพียงคืนเดียวจะมีความหมายกับผู้ชายที่เพียบพร้อมอย่างเขามากขนาดนี้
“ขอโทษ...”
เสียงเธอสั่นจนฟังแทบไม่ได้ศัพท์ นพัทธ์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้อีกครั้ง ครั้งนี้สายตาของเขาอ่อนแสงลงอย่างชัดเจน
“ตอบผมมาตรงๆ พิมพ์...” ปลายนิ้วของเขาเกลี่ยน้ำตาบนแก้มเธออย่างแผ่วเบา “คืนนั้น... สำหรับคุณ มันมีความหมายบ้างไหม”
คำถามของนพัทธ์ราวกับลูกธนูที่พุ่งปักกลางใจของพิมพ์พิศาจนเธอไม่อาจหลบเลี่ยงได้อีกต่อไป
คืนนั้น... สำหรับเธอมันมีความหมายไหมอย่างนั้นเหรอ?
คำถามเรียบง่ายทว่าหนักหน่วงทำให้หญิงสาวนิ่งงันไปทั้งร่าง หัวใจบีบรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ความทรงจำที่เธอเพียรพยายามฝังกลบไว้ใต้จิตสำนึกตลอดหนึ่งปีเต็มกลับพุ่งทะลุขึ้นมาเป็นฉากๆ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เธอจำได้ทุกอย่าง... จำได้แม้กระทั่งไออุ่นจากแผงอกกว้างที่โอบกอดเธอไว้แน่นกลางดึก จำแววตาห่วงใยที่เขามองเธอผ่านความสลัวราวกับกลัวว่าเธอจะอันตรธานหายไปกับสายลม จำสัมผัสอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเย็นชาได้ดีเกินไป... และเพราะมันมีความหมายมากมายมหาศาลเกินกว่าที่หัวใจคนอย่างเธอจะรับไหว เธอถึงเลือกที่จะ "หนี"
“ฉัน...” เสียงของเธอสั่นเครือ พร่าเลือนจนแทบไม่ได้ยิน
นพัทธ์ยังคงโน้มกายลงมาใกล้ นัยน์ตาคมปลาบคู่นั้นจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไหวระริกของเธอ เขาไม่เหลือคราบความขรึมเย็นชาเหมือนยามที่อยู่ต่อหน้าแม่ใหญ่หรือคนไข้คนไหนๆ ในตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังทวงถามหาความจริงจากผู้หญิงที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดปี
ความเหนื่อยล้าและความคาดหวังที่ฉายชัดในดวงตาของเขานั้นเองที่ทำให้พิมพ์พิศาเจ็บหน่วงในอกอย่างประหลาด
“คืนนั้น... ฉันไม่ได้คิดว่าจะได้เจอคุณอีก” สุดท้ายเธอก็เลือกตอบแบบอ้อมๆ
ทว่านพัทธ์กลับไม่ยอมให้เธอหลบเลี่ยงได้ง่ายนัก เขาแค่นหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ รอยยิ้มหยันที่มุมปากคล้ายจะสมเพชในโชคชะตา “ผมไม่ได้ถามเรื่องวันนั้น.. ผมถามว่าคืนนั้นที่คุณอยู่กับผม มันมีความหมายไหม”
เขายังคงคาดคั้น น้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่นและมั่นคงจนกำแพงที่พิมพ์พิศาสร้างไว้พังทลายลง หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดใสไหลร่วงเผาะลงบนปลายนิ้วหนาที่ยังคงสัมผัสใบหน้าของเธออยู่
