บทที่ 1 ตอนที่ 1 ผู้หญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้บอสเพลย์บอย
ตอนที่ 1
ผู้หญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้บอสเพลย์บอย
แสงแดดยามเช้าสาดผ่านกระจกสูงจรดเพดานของอาคารอภิชาติกรุ๊ป จนพื้นหินอ่อนสีขาวสะท้อนประกายราวกับผิวน้ำที่ถูกลมแตะเบา ๆ อาคารสูงกลางย่านธุรกิจแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานใหญ่ของเครือโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เท่านั้น แต่มันยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ เงินตรา และเกมธุรกิจที่ไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอ
อัญชิสา วรภักดี ก้าวผ่านประตูหมุนเข้ามาด้วยรองเท้าส้นสูงสีดำเรียบหรู เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะมั่นคง ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป เหมือนเจ้าของฝีเท้ารู้ดีว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่สนามรบ ไม่ใช่เพียงสถานที่ทำงานแห่งใหม่
หญิงสาวอยู่ในชุดสูทสีครีมตัดกับเสื้อไหมสีขาวสะอาด ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นมวยต่ำอย่างประณีต เปิดให้เห็นใบหน้าสวยเฉี่ยว ดวงตาคมใส และริมฝีปากที่แต้มลิปสติกสีสุภาพ ทว่าความนุ่มนวลภายนอกไม่ได้ทำให้เธอดูเปราะบาง ตรงกันข้าม ทุกอย่างในตัวเธอบอกชัดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และจะไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าเธอควรยืนอยู่ตรงไหน
เสียงซุบซิบเริ่มลอยมาตั้งแต่เธอเดินผ่านโถงรับรอง พนักงานบางคนมองเธอด้วยความสนใจ บางคนมองด้วยความชื่นชม และบางคนมองด้วยความไม่พอใจที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด
“นั่นใช่คุณอัญชิสาหรือเปล่า คนที่ถูกดึงตัวมาจากบริษัทคู่แข่งน่ะ” พนักงานหญิงคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนร่วมงาน ขณะสายตายังไม่ละจากร่างสง่างามของหญิงสาวผู้มาใหม่
“ใช่ ได้ยินว่าเงินเดือนสูงกว่าผู้จัดการหลายคนในนี้อีกนะ ทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบเลยด้วยซ้ำ” อีกคนตอบเสียงเบา แต่แววตาแฝงความอิจฉาชัดเจน
“เก่งจริงหรือแค่เก่งบนกระดาษก็ไม่รู้ บริษัทเราชอบดึงคนโปรไฟล์สวย ๆ มาแล้วสุดท้ายก็อยู่ไม่รอดตั้งหลายคน” พนักงานชายที่ยืนใกล้เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งเยาะ ก่อนทำเป็นก้มดูแฟ้มในมือเมื่อตระหนักว่าอัญชิสาหันมามองพอดี
อัญชิสาไม่ได้หยุดเดิน ไม่ได้โต้ตอบ และไม่ได้ทำหน้าสะทกสะท้าน เธอเพียงปรายตามองคนพูดครู่หนึ่งด้วยสายตานิ่งจนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายหลบตาไปเอง จากนั้นจึงเดินตรงไปยังลิฟต์ผู้บริหารด้วยท่าทีสงบ
เธอชินแล้วกับการถูกตั้งคำถาม ชินกับสายตาที่มองว่าความสวยของเธออาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอได้ตำแหน่ง ชินกับคำครหาที่มักตามมาทุกครั้งเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งก้าวขึ้นไปยืนในจุดที่ผู้ชายหลายคนยังไปไม่ถึง แต่สิ่งที่คนเหล่านั้นไม่รู้ก็คือ เธอไม่ได้ใช้ชีวิตมาถึงวันนี้ด้วยโชค และไม่ได้ใช้ใบหน้าเป็นใบเบิกทางเข้าห้องประชุมไหนทั้งนั้น
เธอแลกมันมาด้วยคืนที่แทบไม่ได้นอน ด้วยงานที่ต้องแก้ให้ทันก่อนรุ่งสาง ด้วยการล้มแล้วลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า และด้วยศักดิ์ศรีที่เธอไม่เคยยอมขายให้ใคร
ลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสามสิบสอง ซึ่งเป็นชั้นผู้บริหารระดับสูง อัญชิสาเดินตามเลขาฯ ที่มาต้อนรับเธอไปยังห้องประชุมใหญ่ ผนังกระจกเผยให้เห็นวิวเมืองกว้างไกล ตึกสูงเรียงรายราวกับอาณาจักรที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความทะเยอทะยานของมนุษย์
เมื่อประตูห้องประชุมเปิดออก เสียงพูดคุยภายในเงียบลงทันที สายตาหลายสิบคู่หันมาจับจ้องเธอราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่งก่อนตัดสินใจซื้อ อัญชิสากวาดตามองทุกคนด้วยความสุภาพพอดี ไม่อ่อนน้อมจนดูต่ำต้อย และไม่แข็งกร้าวจนดูโอหัง
“สวัสดีค่ะ อัญชิสา วรภักดี ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์คนใหม่ของอภิชาติกรุ๊ป ยินดีที่ได้ร่วมงานกับทุกท่านค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน ก่อนยกมือไหว้ผู้บริหารในห้องอย่างงดงาม
“เชิญนั่งครับคุณอัญชิสา วันนี้ท่านประธานจะเข้าประชุมด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการต้อนรับที่ไม่ธรรมดาเลยนะครับ” กฤตเมธ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนเป็นมิตร แต่แฝงความหมายบางอย่างในแววตา
“ถ้าการเข้าประชุมของท่านประธานหมายถึงบริษัทให้ความสำคัญกับงานมากกว่าข่าวลือ ดิฉันก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีค่ะ” อัญชิสาตอบอย่างสุภาพ ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มบาง ทว่าแววตาไม่ได้ยอมให้ใครกดลงง่าย ๆ คำตอบนั้นทำให้คนในห้องบางคนชะงัก บางคนแอบยิ้ม บางคนก้มหน้าซ่อนสีหน้า ส่วนกฤตเมธหัวเราะเบา ๆ ราวกับเพิ่งพบของเล่นที่น่าสนใจ
ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูห้องประชุมถูกเปิดอีกครั้ง คราวนี้ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะมารยาท แต่เพราะอำนาจของชายคนหนึ่งที่เพียงปรากฏตัวก็ทำให้บรรยากาศทั้งห้องเปลี่ยนไป
สายฟ้า เวธนากุล เดินเข้ามาพร้อมเลขาฯ ส่วนตัวและผู้ช่วยอีกสองคน ชายหนุ่มอยู่ในสูทสีกรมท่าเข้ารูป เนกไทสีดำสนิท ใบหน้าคมจัดหล่อเหลาแบบที่ไม่ต้องพยายามก็สะดุดตา ดวงตาเรียวยาวคมกริบ จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป และท่าทางมั่นใจจนเกือบกลายเป็นเย่อหยิ่ง
เขาคือประธานหนุ่มแห่งอภิชาติกรุ๊ป ผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจพันล้าน และในเวลาเดียวกันก็เป็นเจ้าของฉายาที่สื่อบันเทิงตั้งให้ว่า บอสเพลย์บอย
ผู้หญิงมากมายเคยถูกถ่ายภาพเคียงข้างเขา นางแบบ นักแสดง ไฮโซสาว ทายาทนักธุรกิจ ไม่มีใครอยู่ในข่าวของเขานานพอจะได้รับสถานะ และไม่มีใครเคยได้ยินเขาเอ่ยคำว่าคนรักกับผู้หญิงคนไหน
สายฟ้าเคยชินกับสายตาของผู้หญิงที่มองเขาอย่างหลงใหล เคยชินกับรอยยิ้มที่ทอดมาให้ก่อนเขาจะเริ่มบทสนทนาเสียอีก แต่เมื่อสายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่อัญชิสา สิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่ความตื่นเต้น ไม่ใช่ความประหม่า และไม่ใช่ความชื่นชมแบบที่เขาคุ้นเคย
เธอมองเขานิ่ง ๆ เหมือนกำลังประเมินคู่ต่อสู้ในเกมธุรกิจ ไม่ใช่ผู้ชายที่ผู้หญิงครึ่งเมืองอยากเข้าใกล้
น่าสนใจ
สายฟ้านั่งลงตรงหัวโต๊ะประชุม ปลดกระดุมสูทหนึ่งเม็ดอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่สายตาคมยังคงจับอยู่ที่ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์คนใหม่
“คุณอัญชิสา วรภักดี ใช่ไหมครับ” สายฟ้าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มต่ำ ดวงตาคมมองเธอราวกับต้องการอ่านให้ลึกกว่าประวัติในแฟ้ม
“ใช่ค่ะ ท่านประธาน” อัญชิสาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และสบตาเขาตรง ๆ โดยไม่หลบ
“ประวัติคุณน่าสนใจมาก แก้ปัญหาให้บริษัทเดิมจนมูลค่าโครงการฟื้นกลับมาได้ในหกเดือน แถมยังเคยชนะทีมที่ปรึกษาจากต่างประเทศในโปรเจกต์ใหญ่ ผมหวังว่าตัวจริงจะน่าสนใจเท่าในแฟ้มนะครับ” สายฟ้ากล่าวด้วยรอยยิ้มบางที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนอาจใจสั่น แต่สำหรับอัญชิสา มันคือรอยยิ้มของคนที่กำลังลองเชิง
“ดิฉันก็หวังว่าบริษัทนี้จะท้าทายเท่าที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างค่ะ ไม่อย่างนั้นคนในแฟ้มอย่างดิฉันอาจไม่มีอะไรให้พิสูจน์มากนัก” อัญชิสาตอบกลับอย่างสงบ และวางแฟ้มเอกสารของตัวเองลงบนโต๊ะอย่างมั่นคง ห้องประชุมเงียบไปชั่ววินาที
สายฟ้าหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ แต่เป็นเสียงของผู้ชายที่เพิ่งเจอคนกล้าต่อหมากบนกระดานเดียวกับเขา
“มั่นใจดีนะครับ” สายฟ้ากล่าวพลางมองเธอด้วยแววตาคมลึก
“ความมั่นใจจำเป็นสำหรับงานกลยุทธ์ค่ะ แต่ดิฉันแยกออกระหว่างความมั่นใจกับความประมาท” อัญชิสาตอบอย่างไม่รีบร้อน และเปิดแฟ้มตรงหน้าราวกับบทสนทนานั้นเป็นเพียงการเริ่มประชุม ไม่ใช่การปะทะกัน
กฤตเมธกระแอมเบา ๆ เพื่อดึงบรรยากาศกลับเข้าสู่งาน แต่สายฟ้ายังมองอัญชิสาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าให้เริ่มประชุม
การประชุมดำเนินไปด้วยความตึงเครียด อัญชิสาเสนอภาพรวมของโรงแรมสาขาหัวหินที่กำลังประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง เธอไม่ได้พูดด้วยถ้อยคำสวยหรูเพื่อเอาใจผู้บริหาร แต่ชี้ให้เห็นตัวเลขที่ผิดปกติ ค่าใช้จ่ายที่สูงเกินจริง และแผนการตลาดเดิมที่สูญเสียประสิทธิภาพ
สไลด์บนจอเปลี่ยนจากกราฟรายได้เป็นตารางต้นทุน เธออธิบายทุกส่วนด้วยน้ำเสียงมั่นคง ไม่มีการลังเลแม้ถูกผู้บริหารบางคนแทรกถามอย่างตั้งใจจับผิด
“คุณเพิ่งเข้ามาวันแรก แต่กล้าสรุปว่าแผนเดิมมีปัญหาเลยหรือครับ” ผู้บริหารฝ่ายการเงินคนหนึ่งถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ สีหน้าของเขาบอกชัดว่าไม่ชอบให้คนใหม่เข้ามาแตะต้องระบบเก่าที่เขาคุ้นเคย
“ดิฉันไม่ได้สรุปจากความรู้สึกค่ะ แต่สรุปจากตัวเลขย้อนหลังสามปีที่ฝ่ายการเงินส่งมาให้ และถ้าตัวเลขชุดนี้ถูกต้อง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างต้นทุนภายในด้วยค่ะ” อัญชิสาตอบพร้อมเปิดสไลด์หน้าถัดไปที่แสดงรายการจัดซื้อบางรายการซึ่งสูงกว่าราคาตลาดเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์
“คุณกำลังจะบอกว่ามีคนในบริษัทบริหารต้นทุนผิดพลาดหรือครับ” ชายคนเดิมถามเสียงแข็งขึ้น แววตาเริ่มไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“ดิฉันกำลังบอกว่ามีตัวเลขที่ควรตรวจสอบค่ะ ส่วนจะเป็นความผิดพลาด ความบกพร่อง หรือเจตนาใด ๆ นั้น ต้องใช้หลักฐานมากกว่าการคาดเดาค่ะ”
อัญชิสาตอบโดยไม่ลดสายตา และน้ำเสียงของเธอเรียบนิ่งพอจะทำให้คำพูดนั้นหนักแน่นยิ่งกว่าการขึ้นเสียง
สายฟ้ามองเธอเงียบ ๆ ระหว่างที่นิ้วเรียวยาวเคาะปลายปากกากับแฟ้มรายงานเบา ๆ เขาเคยเห็นคนเก่งมามาก แต่คนเก่งที่กล้าพูดความจริงต่อหน้าผู้บริหารทั้งโต๊ะตั้งแต่วันแรกมีไม่มาก และคนที่ทำได้โดยไม่ดูอวดดีมีน้อยยิ่งกว่า
“ถ้าผมให้คุณดูแลแผนฟื้นฟูสาขาหัวหิน คุณต้องการเวลาเท่าไรในการเสนอแผนฉบับสมบูรณ์” สายฟ้าถามขึ้นหลังปล่อยให้ห้องประชุมเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
“สิบสี่วันค่ะ ถ้าดิฉันเข้าถึงข้อมูลจัดซื้อ สัญญาคู่ค้า และรายงานปฏิบัติการจริงโดยไม่ถูกตัดทอนข้อมูล” อัญชิสาตอบทันที ราวกับคำนวณคำตอบไว้แล้วในใจ
“สิบสี่วันสั้นไปสำหรับปัญหาที่เรื้อรังมานานกว่าสองปีนะครับ” กฤตเมธแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งเตือนกึ่งท้าทาย
“ปัญหาที่เรื้อรังมานานไม่ได้แปลว่าต้องใช้เวลานานเสมอไปค่ะ บางครั้งมันเรื้อรังเพราะไม่มีใครอยากมองตรงจุดที่เน่าเสียจริง ๆ” อัญชิสาตอบเสียงเรียบ แต่ถ้อยคำคมพอจะทำให้หลายคนในห้องเงียบลงอีกครั้ง สายฟ้ายิ้มมุมปาก
“ดีครับ สิบสี่วัน ผมจะรอดูว่าคุณมองเห็นอะไรที่คนของผมมองข้ามไปบ้าง” สายฟ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตาที่มองเธอมีประกายท้าทายชัดเจน
“ดิฉันหวังว่าท่านประธานจะรอดูผลลัพธ์ ไม่ใช่รอดูว่าดิฉันจะพลาดตรงไหนค่ะ” อัญชิสาตอบกลับ และปิดแฟ้มลงอย่างเรียบร้อย
