บทที่ 4 ตอนที่ 4 อดีตที่ยังมีแผล

ตอนที่ 4

อดีตที่ยังมีแผล

ฝนยังไม่หยุดตกเสียงหยาดน้ำกระทบกระจกรถดังพรำพร่างต่อเนื่องราวกับไม่มีวันสิ้นสุด อธิชานั่งนิ่งอยู่เบาะหลังของรถแท็กซี่ ดวงตาเหม่อมองแสงไฟบนท้องถนนที่แตกพร่าอยู่หลังม่านน้ำฝน ทุกอย่างภายนอกเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของเมืองหลวง ทั้งรถรา ผู้คน ป้ายโฆษณา และแสงไฟจากตึกสูง แต่ภายในอกของเธอกลับเหมือนหยุดนิ่งอยู่ตรงประตูห้องประชุมบานนั้น

ชยุตม์ รัตนพงศ์ไพศาลชื่อของเขาวนซ้ำอยู่ในหัวราวกับมีใครสลักมันไว้ด้วยปลายมีด เธอคิดว่าตัวเองลืมเขาได้แล้ว ไม่สิ...เธอไม่เคยหลอกตัวเองถึงขั้นนั้น

อธิชารู้มาตลอดว่าเธอไม่เคยลืม แต่เธอคิดว่าอย่างน้อยตัวเองคงเข้มแข็งพอที่จะไม่เจ็บอีกหากต้องได้ยินชื่อเขาโดยบังเอิญ คิดว่าบาดแผลที่เคยสดใหม่คงกลายเป็นเพียงรอยแผลเป็นจาง ๆ หลังผ่านไปถึงแปดปี

ทว่าวันนี้ เพียงเห็นเขาก้าวเข้ามาในห้องประชุม เพียงได้ยินเสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อเธออย่างห่างเหิน หัวใจที่เธอเคยบังคับให้แข็งแรงก็พังทลายลงอย่างน่าอาย เขาไม่ใช่ชายหนุ่มคนเดิมอีกแล้ว

ชยุตม์ในวันนี้สูงส่ง เย็นชา ทรงอำนาจ และร้ายกาจอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไม่ได้มองเธอด้วยสายตาอ่อนโยนเหมือนในอดีต แต่ใช้สายตาของเจ้าหนี้มองลูกหนี้ที่ไม่มีทางหนี คำพูดของเขายังติดอยู่ในหู

“อย่าคิดหนี เพราะครั้งนี้ ต่อให้เธอหายไปสุดขอบโลก ฉันก็จะลากเธอกลับมา”

อธิชาหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าไหลทับหัวใจ แต่ยิ่งหลับตา ภาพในอดีตกลับยิ่งชัดเจนขึ้นอย่างโหดร้าย

ใบหน้าของชยุตม์ในวันวาน รอยยิ้มที่เคยทำให้โลกทั้งใบของเธอสว่างไสว มืออุ่นที่เคยกุมมือเธอแน่น เสียงหัวเราะใต้สายฝนในวันที่ทั้งคู่ติดอยู่หน้าร้านกาแฟเล็ก ๆ และประโยคหนึ่งที่เขาเคยพูดด้วยแววตาจริงจัง

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะไม่ปล่อยมือชา”

ริมฝีปากของอธิชาสั่นน้อย ๆ ก่อนเธอจะฝืนลืมตาขึ้น

โกหก

เขาเคยสัญญาว่าจะไม่ปล่อยมือเธอ แต่สุดท้ายเขากลับเป็นคนเหยียบย่ำความรักนั้นก่อนใคร

ภาพคลิปวิดีโอในคืนนั้นย้อนกลับมาอีกครั้งเหมือนเงาดำในฝันร้าย เงาร่างของชายที่เธอรักกอดจูบผู้หญิงคนอื่น เสียงหัวเราะเบา ๆ และประโยคที่เธอไม่มีวันลืม

ผู้หญิงอย่างอธิชาเป็นได้แค่ของเล่น แค่คิดถึงคำคำนั้น หัวใจก็เจ็บจนเหมือนถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น

“ถึงแล้วครับคุณ”เสียงคนขับแท็กซี่ดึงเธอกลับสู่ปัจจุบัน อธิชากะพริบตาถี่ ๆ ก่อนหันไปมองนอกหน้าต่าง รถจอดอยู่หน้าบ้านวรากานต์ บ้านหลังใหญ่สีขาวหม่นที่ครั้งหนึ่งเคยสง่างามและอบอุ่น ทว่าวันนี้ภายใต้สายฝน มันกลับดูเหนื่อยล้า ร่วงโรย และเงียบเหงาอย่างน่าใจหาย

เธอจ่ายเงินแล้วก้าวลงจากรถ ลมเย็นพัดละอองฝนกระทบใบหน้า แต่หญิงสาวแทบไม่รู้สึกถึงความหนาว เพราะความเย็นในหัวใจมีมากกว่า

อธิชาเดินผ่านประตูรั้วเหล็กที่สีเริ่มลอก บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของพ่อ เสียงแม่เรียกให้กินข้าว เสียงเธอวิ่งลงบันไดในวัยเด็ก และเสียงคนงานของบริษัทที่แวะเข้าออกเพราะบิดามักเปิดบ้านเลี้ยงพนักงานในวันปีใหม่ แต่วันนี้สิ่งแรกที่เธอเห็นคือกระดาษแผ่นใหญ่ติดอยู่บนประตูด้านหน้า

หนังสือแจ้งบังคับคดีและยึดทรัพย์ ตัวอักษรสีดำบนกระดาษขาวชัดเจนจนเหมือนมันกำลังตะโกนใส่หน้าเธอ

อธิชายืนมองกระดาษแผ่นนั้นนิ่ง ๆ อยู่นาน มือที่ถือแฟ้มเอกสารค่อย ๆ กำแน่นจนขอบแฟ้มบาดผิว เธอรู้ว่ามันต้องมาถึง รู้ว่าทุกอย่างกำลังเดินหน้าไปสู่จุดจบ แต่การได้เห็นประกาศยึดทรัพย์ติดอยู่บนบ้านที่เธอเติบโตมากับตา ก็ยังทำให้หัวใจเจ็บจนแทบยืนไม่ไหว บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน มันคือ              ความทรงจำทั้งชีวิตของครอบครัวเธอ

“คุณหนู”เสียงสั่น ๆ ของใครบางคนดังขึ้นจากข้างใน อธิชาหันไปเห็นป้าอิ่ม แม่บ้านเก่าแก่ที่อยู่กับครอบครัววรากานต์มาตั้งแต่เธอยังเด็ก ยืนอยู่ตรงประตูด้วยสีหน้าตกใจ

“ทำไมเปียกแบบนี้ล่ะคะ รีบเข้าบ้านก่อนค่ะ เดี๋ยวจะไม่สบาย”

อธิชาฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะป้าอิ่ม แค่ฝนนิดหน่อย”

ป้าอิ่มรีบเอาผ้าขนหนูผืนเล็กมาส่งให้ หญิงสาวรับไว้พลางกวาดตามองภายในบ้าน ห้องโถงกว้างยังมีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดิมอยู่ครบ แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผ้าคลุมสีขาวถูกคลุมโต๊ะบางตัวไว้ เพราะอาจต้องเตรียมขนย้าย ทุกมุมบ้านเต็มไปด้วยกล่องเอกสารและข้าวของที่ยังไม่รู้ว่าจะถูกยึดไปวันไหน

บ้านที่เคยมีชีวิตชีวา กลายเป็นบ้านที่รอคำตัดสิน

“คุณแม่ล่ะคะ”

ป้าอิ่มหน้าเศร้าลงทันที “อยู่ในห้องพระค่ะ ตั้งแต่กลับจากโรงพยาบาลก็ยังไม่ออกมาเลย ป้าบอกให้กินข้าวก็ไม่ยอมกิน”

หัวใจของอธิชาบีบรัด“เดี๋ยวชาขึ้นไปดูเองค่ะ”

เธอวางแฟ้มเอกสารบนโต๊ะรับแขก ก่อนเดินขึ้นบันไดอย่างช้า ๆ ทุกก้าวหนักเหมือนแบกหินไว้บนบ่า เมื่อมาถึงหน้าห้องพระ เธอได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ ลอดออกมาจากประตูที่แง้มไว้

อธิชาหยุดนิ่ง มือที่กำลังจะเคาะประตูชะงักค้างกลางอากาศ เธอไม่อยากเห็นแม่ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะรำคาญหรืออ่อนแอเกินกว่าจะรับฟัง แต่เพราะน้ำตาของแม่คือสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนกำลังพ่ายแพ้

แต่ถึงอย่างไร เธอก็ไม่มีสิทธิ์ถอย

อธิชาเคาะประตูเบา ๆ ก่อนเปิดเข้าไป ภายในห้องพระมีกลิ่นธูปอ่อน ๆ ลอยอยู่กลางอากาศ แสงไฟสีทองนวลส่องกระทบองค์พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชา มารดาของเธอนั่งพับเพียบอยู่บนพื้น สองมือกุมผ้าเช็ดหน้าแน่น ดวงตาบวมแดงจนเห็นได้ชัด

“แม่คะ”

อรอนงค์ วรากานต์ หันมามองลูกสาว เพียงเห็นใบหน้าอ่อนล้าของอธิชา น้ำตาก็ร่วงลงมาอีกครั้ง

“ชา...กลับมาแล้วเหรอลูก”

อธิชารีบเข้าไปนั่งข้างแม่แล้วกอดร่างผอมบางเอาไว้

“ค่ะ ชากลับมาแล้ว”

มารดากอดเธอแน่น น้ำเสียงแตกพร่า “เป็นยังไงบ้างลูก เขายอมผ่อนผันให้เราไหม”คำถามนั้นทำให้อธิชารู้สึกเหมือนถูกบีบคอ

เธอจะตอบแม่อย่างไรจะบอกได้อย่างไรว่าเจ้าหนี้รายใหม่ไม่เพียงไม่ผ่อนผัน แต่ยังเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เคยทำให้เธอเจ็บจนต้องหนีไปเมื่อแปดปีก่อน จะบอกได้อย่างไรว่าเขากลับมาในฐานะคนที่ถือกุญแจชะตาชีวิตของครอบครัวเธอเอาไว้ และเขาอาจไม่ได้ต้องการเพียงเงิน

“เขาขอเวลาพิจารณาค่ะ” อธิชาโกหกด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้มั่นคงที่สุด “ยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่ชาจะลองหาทางต่อรองอีกครั้ง”

อรอนงค์มองลูกสาวอย่างไม่แน่ใจ “จริงเหรอลูก”

อธิชายิ้มบาง ๆ ทั้งที่ในใจแทบแหลกสลาย “จริงค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ชาจะไม่ปล่อยให้บ้านของเราถูกยึดง่าย ๆ”

“แล้วเจ้าหนี้คนใหม่เป็นใครกัน เขาดูพอจะคุยได้ไหม”

หญิงสาวนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนหลบสายตาแม่

“เป็นกลุ่มทุนใหญ่ค่ะ คนของ RP Group”

“RP Group?” มารดาทวนชื่อด้วยสีหน้ากังวล “กลุ่มของตระกูลรัตนพงศ์ไพศาลใช่ไหม”

เพียงได้ยินนามสกุลนั้นจากปากแม่ หัวใจของอธิชาก็สะดุ้ง

“ค่ะ”

อรอนงค์ถอนหายใจยาว “แม่เคยได้ยินว่าบริษัทนี้ใหญ่และมีอำนาจมาก ถ้าเขาจะยึดจริง ๆ เราคงสู้ยาก”

“แต่เรายังต้องสู้ค่ะ”

อธิชาจับมือแม่เอาไว้แน่น “พ่อยังอยู่ โรงพยาบาลยังรอเราอยู่ บริษัทของพ่อก็ยังไม่ได้รับความยุติธรรม เราจะปล่อยให้ทุกอย่างจบแบบนี้ไม่ได้”

น้ำตาของอรอนงค์ไหลลงมาอีกครั้ง “แม่สงสารลูก ทำไมทุกอย่างต้องมาตกอยู่ที่ชาคนเดียว แม่ควรช่วยอะไรได้บ้าง แต่แม่กลับทำได้แค่ร้องไห้”

“แม่อย่าพูดแบบนั้นสิคะ”

อธิชากอดแม่แน่นขึ้น พยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น

“แค่แม่อยู่ตรงนี้ ชาก็มีกำลังใจแล้วค่ะ”ความจริงเธอเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนอยากวางทุกอย่างลงแล้วร้องไห้อย่างไม่ต้องเข้มแข็ง แต่เธอทำไม่ได้เพราะถ้าเธอล้ม แม่จะล้มตาม

พ่อที่นอนอยู่โรงพยาบาลจะไม่มีใครปกป้อง

และบ้านหลังนี้จะไม่เหลือใครยืนขวางพายุที่กำลังซัดเข้ามา

อรอนงค์เช็ดน้ำตาอย่างยากลำบาก ก่อนมองหน้าลูกสาว “วันนี้โรงพยาบาลโทรมาหรือยัง”

“ยังค่ะ แม่มีอะไรหรือเปล่า”

“หมอบอกว่ารอดูอาการพ่ออีกคืน ถ้าความดันสมองไม่ลด อาจต้องผ่าตัดเพิ่ม แม่กลัวเหลือเกินลูก”

มือของอธิชาเย็นวาบ แม้เธอจะได้ยินเรื่องอาการของพ่อหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งที่คำว่าผ่าตัดดังขึ้น หัวใจก็ยังร่วงลงไปอยู่ใต้ฝ่าเท้า

“พ่อจะต้องไม่เป็นอะไรค่ะ”

เธอพูดกับแม่ แต่ก็เหมือนกำลังพูดกับตัวเอง

“พ่อเข้มแข็งจะตาย แม่จำได้ไหม ตอนชาหกล้มตอนเด็ก ๆ พ่อยังบอกเลยว่าคนบ้านวรากานต์ต้องลุกขึ้นใหม่ได้เสมอ”

อรอนงค์พยักหน้าทั้งน้ำตา “ใช่ พ่อของลูกชอบพูดแบบนั้น”

อธิชาฝืนยิ้ม “เพราะฉะนั้นพ่อก็ต้องลุกขึ้นมาเหมือนกันค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป