บทที่ 5 ตอนที่5 ยังรักษาไว้ไม่ได้

ตอนที่5

ยังรักษาไว้ไม่ได้

สองแม่ลูกกอดกันอยู่ในห้องพระท่ามกลางเสียงฝนด้านนอก ไม่มีใครพูดอะไรต่อ แต่ความเงียบกลับเต็มไปด้วยความกลัว ความรัก และความสิ้นหวังที่พวกเธอพยายามกดมันไว้สุดกำลัง

หลังจากพาแม่ลงไปกินข้าวได้สองสามคำ           อธิชาก็ขึ้นมาบนห้องนอนของตนเอง ห้องนอนเดิมยังอยู่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน ผ้าม่านสีครีม โต๊ะทำงานริมหน้าต่าง ชั้นหนังสือ และกรอบรูปครอบครัวบนหัวเตียง ทุกอย่างดูคุ้นเคยจนเจ็บปวด เพราะความคุ้นเคยนี่เองทำให้เธอยิ่งรู้สึกว่ากำลังจะสูญเสียมันไป

หญิงสาววางกระเป๋าลงบนเตียง แล้วเดินไปหยุดหน้าโต๊ะทำงาน บนโต๊ะมีแฟ้มงานออกแบบที่เธอเคยทำค้างไว้ก่อนชีวิตจะพลิกผัน ภาพร่างห้องนั่งเล่นของโรงแรมบูติกแห่งหนึ่งยังวางอยู่ใต้โคมไฟ เธอเคยคิดว่าอนาคตของตนคงเป็นการสร้างพื้นที่สวยงามให้ผู้คนได้อยู่อาศัย ได้พักผ่อน ได้มีความทรงจำดี ๆ

แต่วันนี้ แม้แต่บ้านของตัวเอง เธอยังไม่รู้จะรักษาไว้ได้หรือไม่

อธิชานั่งลงบนเก้าอี้ ร่างกายคล้ายหมดเรี่ยวแรงในที่สุด เธอเปิดแฟ้มเอกสารที่นำกลับมาจากบริษัทอีกครั้ง พยายามคำนวณตัวเลข หาทางขายทรัพย์สิน หาทางกู้ หาทางยืม แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งมืดมน

ไม่มีใครกล้าช่วยครอบครัวที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต

ไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้ให้บริษัทที่กำลังจะล้มละลาย

ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะหาเงินจำนวนมหาศาลภายในเจ็ดวัน และเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าหนี้รายใหม่คือชยุตม์

ผู้ชายที่ไม่ต้องการเพียงเงิน

อธิชาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดรายชื่อคนรู้จัก ไล่ดูทีละชื่อแล้วปิดลงอย่างสิ้นหวัง เธอไม่อยากโทรไปขอความช่วยเหลือจากใครอีกแล้ว ไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธที่ถูกห่อด้วยถ้อยคำสุภาพ ไม่อยากเห็นคนที่เคยยิ้มให้ครอบครัวเธอหลบหน้าในวันที่พวกเธอล้มลง

เสียงฟ้าร้องดังขึ้นไกล ๆ ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย

เธอไม่เคยชอบเสียงฟ้าร้อง ครั้งหนึ่งเคยมีคนจำเรื่องนี้ได้ดี ครั้งหนึ่ง ในวันที่ฝนตกหนัก เธอเคยนั่งตัวสั่นอยู่ในรถ เพราะเสียงฟ้าผ่าดังมากจนไม่กล้าลงไปไหน ชายหนุ่มข้างกายหัวเราะเบา ๆ ก่อนถอดเสื้อแจ็กเก็ตคลุมศีรษะให้เธอ แล้วจับมือไว้แน่น

“กลัวฟ้าเหรอ”

“ไม่ได้กลัว แค่ไม่ชอบเสียงดัง”

“อ้อ ไม่กลัว แต่จับมือฉันแน่นจนกระดูกแทบแตก”

“ชยุตม์!”

เขาหัวเราะ ก่อนขยับมือมาปิดหูเธอทั้งสองข้าง เอาหน้าผากแตะหน้าผากเธอแล้วพูดเสียงนุ่ม

“ถ้ากลัวก็มองฉัน ไม่ต้องมองฟ้า” หัวใจของอธิชาเจ็บแปลบจนต้องรีบลุกจากเก้าอี้ พอเถอะ

อย่านึกถึงเขาอีก ผู้ชายคนนั้นไม่มีอยู่แล้ว

ชยุตม์คนที่เคยปิดหูให้เธอในวันฝนตก หายไปนานแล้ว เหลือเพียงท่านประธานผู้เย็นชาที่ขู่ว่าจะทำให้ครอบครัวเธอพังภายในเจ็ดวัน

หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องน้ำ เปิดน้ำเย็นล้างหน้าแรง ๆ จนหยดน้ำไหลลงมาตามแก้ม เธอมองตัวเองในกระจก เห็นหญิงสาวใบหน้าซีด ดวงตาแดงก่ำ และริมฝีปากไร้สี

เธอดูอ่อนแอเหลือเกิน อ่อนแอจนน่าเกลียด

“ไม่ได้” เธอกระซิบกับเงาของตัวเองในกระจก

“เธอล้มไม่ได้ อธิชา” เธอยังมีพ่อ ยังมีแม่

ยังมีชื่อเสียงของครอบครัวที่ต้องกู้คืน และยังมี             ความจริงที่ต้องพิสูจน์ว่าพ่อของเธอไม่ได้ทุจริต

แม้คนทั้งโลกจะไม่เชื่อ เธอก็ต้องเชื่อ เหมือนที่ครั้งหนึ่งเธอเคยอยากเชื่อชยุตม์ แต่สุดท้ายหลักฐานตรงหน้าก็ทำลายทุกอย่าง

อธิชาหลับตาลง สูดลมหายใจลึก ก่อนเช็ดหน้าและเดินกลับออกมา ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของเธอสั่นขึ้น ชื่อโรงพยาบาลปรากฏบนหน้าจอ หัวใจของอธิชากระตุกแรง

เธอรีบกดรับสายทันที “สวัสดีค่ะ อธิชาพูดค่ะ”

เสียงพยาบาลจากปลายสายสุภาพแต่เร่งร้อน “คุณอธิชาใช่ไหมคะ ทางโรงพยาบาลโทรมาแจ้งเรื่องคุณอธิปค่ะ ตอนนี้แพทย์เจ้าของไข้ต้องการพบญาติโดยด่วน รบกวนคุณอธิชาเข้ามาที่โรงพยาบาลได้ไหมคะ”

มือของเธอเย็นเฉียบ

“พ่อเป็นอะไรคะ”

“อาการคุณอธิปมีความดันในสมองสูงขึ้นค่ะ แพทย์กำลังประเมินการรักษาเพิ่มเติม อยากให้ญาติมาคุยเรื่องแนวทางการรักษาโดยเร็วที่สุดค่ะ”

โลกตรงหน้าเหมือนหมุนไปครู่หนึ่ง

อธิชาต้องจับขอบโต๊ะไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองทรุดลง

“ค่ะ ชาจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

เธอวางสาย รีบคว้ากระเป๋าและเสื้อคลุมออกจากห้องโดยไม่คิดอะไรอีก

เมื่อเดินลงบันได แม่ของเธอเงยหน้าขึ้นจากโซฟา สีหน้าซีดทันทีที่เห็นท่าทางของลูกสาว

“ชา โรงพยาบาลโทรมาใช่ไหมลูก”

อธิชาฝืนทำสีหน้าให้สงบ “หมออยากคุยเรื่องอาการพ่อค่ะ แม่ไม่ต้องตกใจนะคะ ชาจะไปก่อน เดี๋ยวถ้ารู้อะไรแล้วจะโทรหา”

“แม่ไปด้วย”

“แม่เพิ่งกินยาไป พักก่อนนะคะ ชาไปคุยกับหมอก่อน ถ้าต้องตัดสินใจอะไร ชาจะโทรหาแม่ทันที”

อรอนงค์น้ำตาคลอ แต่เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวในแววตาลูกสาวก็ได้แต่พยักหน้า

“ระวังตัวนะลูก”

อธิชาเข้าไปกอดแม่เร็ว ๆ ก่อนวิ่งออกจากบ้าน ฝนยังตกหนัก ถนนหน้าบ้านเปียกแฉะจนแสงไฟสะท้อนวับวาว เธอเปิดแอปเรียกรถด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ระหว่างรอรถ ใจของเธอภาวนาเพียงอย่างเดียว พ่ออย่าเป็นอะไร ขอร้อง อย่าเป็นอะไรตอนที่เธอยังหาทางช่วยไม่ได้

ในเวลาเดียวกัน อีกฟากหนึ่งของเมือง รถยนต์สีดำคันหรูแล่นเข้าสู่ลานจอดรถใต้ดินของคอนโดมิเนียมระดับสูงติดริมแม่น้ำ อาคารกระจกสูงเสียดฟ้าสะท้อนแสงไฟเมืองยามค่ำคืนอย่างเย็นชาไม่ต่างจากเจ้าของเพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด

ชยุตม์ รัตนพงศ์ไพศาล ก้าวลงจากรถด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ชุดสูทของเขายังเนี้ยบกริบราวกับไม่ได้ผ่านวันอันยาวนานมาเลย แต่ดวงตาลึกจัดกลับซ่อนความเหนื่อยล้าไว้ไม่มิด

เลขาหนุ่มคนสนิทเดินตามหลังมาพร้อมแฟ้มเอกสาร

“ท่านประธานจะรับอาหารเย็นเลยไหมครับ”

“ไม่”

“แต่วันนี้ท่านยังไม่ได้ทานอะไรตั้งแต่กลางวัน”

ชยุตม์ไม่ตอบ เขาเดินตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัว กดรหัสนิรภัยด้วยท่าทางเฉยชา เลขาหนุ่มถอนหายใจเบา ๆ แต่ไม่กล้าพูดมากไปกว่านั้น ประตูลิฟต์ปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุมทันที

ชยุตม์ยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองบนผนังลิฟต์เงาวับ ใบหน้าของชายวัยสามสิบหกปีในกระจกดูเย็นชาและแข็งกระด้างจนแทบไม่เหลือเค้าชายหนุ่มคนเดิม ดีแล้ว เขาควรเป็นแบบนี้ คนที่อ่อนโยนเกินไปมักถูกทำร้าย คนที่เชื่อใจมากเกินไปมักถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และคนที่รักใครจนหมดหัวใจ ก็มักต้องจ่ายราคาแพงที่สุด

ประตูลิฟต์เปิดออกที่เพนต์เฮาส์ชั้นบนสุด ห้องกว้างใหญ่หรูหราตั้งอยู่เหนือเมืองทั้งเมือง ผนังกระจกเผยให้เห็นวิวแม่น้ำและแสงไฟไกลสุดสายตา ทุกอย่างในห้องถูกจัดวางอย่างมีรสนิยม สมบูรณ์แบบ ราคาแพง และไร้ชีวิต ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีความอบอุ่น

ไม่มีร่องรอยของการมีใครรออยู่ มีเพียงความเงียบที่อยู่กับเขามานานจนคุ้นชิน

ชยุตม์ถอดเสื้อสูทส่งให้เลขา ก่อนเดินไปหยุดหน้ากระจกสูง ดวงตาคมมองเมืองด้านล่างโดยไม่รู้ว่ามองอะไรอยู่กันแน่

“รายงานมา”

เลขาหนุ่มเปิดแฟ้มทันที

“หลังออกจากบริษัท คุณอธิชากลับบ้านวรากานต์ครับ มีประกาศยึดทรัพย์ติดอยู่หน้าบ้านแล้วตามกำหนดของธนาคารเดิม ส่วนคุณอรอนงค์ มารดาของเธอ อาการเครียดมาก แต่ยังไม่มีการเรียกแพทย์เพิ่มเติม”

ชยุตม์ยังคงนิ่ง“คุณอธิชาอยู่บ้านประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล ตอนนี้กำลังเดินทางไปพบแพทย์เจ้าของไข้ของคุณอธิปครับ”เพียงได้ยินชื่อบิดาของอธิชา แววตาของชยุตม์ก็ไหววูบ

“อาการ?”

“ความดันในสมองสูงขึ้นครับ แพทย์อาจต้องผ่าตัดเพิ่ม แต่รายละเอียดต้องรอรายงานจากโรงพยาบาลอีกครั้ง”

ความเงียบกดทับห้องกว้าง ชยุตม์หันกลับมาช้า ๆ “ให้คนของเราติดต่อโรงพยาบาล”

เลขาหนุ่มชะงักเล็กน้อย “ในนาม RP Group หรือในนามส่วนตัวครับ”

“ในนามอะไรก็ได้ที่ไม่โยงมาถึงฉัน”

เลขามองเจ้านายอย่างเข้าใจทันที “ท่านประธานต้องการให้เตรียมทีมแพทย์เฉพาะทางไว้หรือเปล่าครับ”

“เตรียมไว้”

“ค่าใช้จ่าย....”

“จัดการทั้งหมด แต่ห้ามให้เธอรู้”

เลขาหนุ่มก้มศีรษะรับคำ “ครับ”

ชยุตม์เดินไปยังบาร์เครื่องดื่ม รินน้ำเปล่าใส่แก้วแทนแอลกอฮอล์ แม้ในใจจะวุ่นวายจนอยากดื่มให้ลืมทุกอย่าง แต่เขาไม่อนุญาตให้ตัวเองเสียการควบคุมง่าย ๆ

“เรื่องบริษัทวรากานต์” เลขาพูดต่ออย่างระมัดระวัง “จากข้อมูลที่ทีมตรวจสอบส่งมา มีความผิดปกติในเส้นทางการเงินหลายจุดครับ ดูเหมือนจะมีบริษัทนอมินีเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครอยู่เบื้องหลัง”

ชยุตม์ยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้า ๆ“ขุดต่อ”

“ครับ”

“อย่าให้ปรเมศรู้ว่าเรากำลังตามเรื่องนี้”

“รับทราบครับ”

เมื่อชื่อปรเมศถูกเอ่ยขึ้น บรรยากาศในห้องยิ่งเย็นลงกว่าเดิม

ชยุตม์วางแก้วลงบนเคาน์เตอร์ ใบหน้าคมเรียบเฉย แต่ดวงตากลับคมจัดอย่างอันตราย

“แล้วเรื่องอธิชา”

เลขารีบเปิดเอกสารอีกชุด “หลังจากกลับมาประเทศไทย เธอทำงานออกแบบภายในให้บริษัทเอกชนหลายแห่งครับ รายได้ดีพอสมควร แต่ช่วงหลังต้องใช้เงินรักษาคุณอธิปและพยุงบ้าน ทำให้แทบไม่มีเงินเก็บ เธอปฏิเสธการช่วยเหลือจากหลายคน รวมถึงพยายามขายทรัพย์สินส่วนตัวบางอย่างแล้ว”

ชยุตม์นิ่งเงียบ “เธอ...” เสียงของเขาต่ำลง “มีใครหรือเปล่า”

เลขาหนุ่มชะงัก เหลือบมองเจ้านายอย่างระวัง “หมายถึงคนรักหรือครับ”

ชยุตม์ไม่ตอบ แต่ความเงียบของเขาคือคำตอบ

“จากข้อมูลที่ตรวจสอบ ยังไม่พบว่าเธอคบหากับใครจริงจังครับ มีเพื่อนร่วมงานและรุ่นพี่บางคนติดต่ออยู่บ้าง แต่ไม่พบความสัมพันธ์เชิงคู่รัก” ปลายนิ้วของ ชยุตม์ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์คลายออกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เลขามองเห็น แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็น

“เธอใช้ชีวิตค่อนข้างเงียบครับ ทำงาน กลับบ้าน ไปโรงพยาบาล ช่วงหลายเดือนมานี้แทบไม่มีสังคมส่วนตัว” คำรายงานนั้นควรทำให้ชยุตม์พอใจ

แต่กลับทำให้บางอย่างในอกเขาหนักอึ้งกว่าเดิม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป