บทที่ 6 ตอนที่ 6 มองของต้องห้าม

ตอนที่ 6

มองของต้องห้าม

แปดปีที่ผ่านมา เขาเคยจินตนาการถึงชีวิตของอธิชานับครั้งไม่ถ้วน เคยคิดว่าเธออาจใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับใครสักคน อาจหัวเราะอยู่ข้างผู้ชายที่เธอเลือก อาจลืมเขาไปหมดแล้วเหมือนที่เธอเคยเดินจากไปง่าย ๆ

เขาเคยใช้ภาพเหล่านั้นเผาหัวใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อบังคับให้ความรักกลายเป็นความเกลียด

แต่เมื่อรู้ว่าเธอไม่ได้มีความสุขอย่างที่เขาเคยคิด ทำไมเขากลับไม่รู้สึกสะใจเลยสักนิด ทำไมถึงเจ็บ

เจ็บเหมือนคนโง่ที่ยังอยากเห็นเธอมีความสุข แม้ความสุขนั้นอาจไม่เกี่ยวกับเขา

“ออกไปได้แล้ว”

เลขาหนุ่มปิดแฟ้ม “ครับ ท่านประธาน ถ้ามีรายงานจากโรงพยาบาล ผมจะแจ้งทันที”

“ไม่ต้องรอถึงเช้า”

“ครับ”

เมื่อประตูเพนต์เฮาส์ปิดลง ความเงียบก็กลับมาครอบครองทุกพื้นที่อีกครั้ง

ชยุตม์ยืนนิ่งอยู่กลางห้องนานหลายนาที ก่อนจะเดินไปยังห้องทำงานส่วนตัวซึ่งอยู่ด้านในสุด ห้องนั้นไม่ต่างจากเจ้าของ สะอาด เนี้ยบ เป็นระเบียบ และเข้าถึงยาก

เขานั่งลงหลังโต๊ะทำงานไม้สีเข้ม เปิดลิ้นชักด้านขวา แล้วหยุดมือค้างไว้ชั่วครู่ ในลิ้นชักนั้นมีซองกระดาษสีน้ำตาลเก่าซองหนึ่ง

ชยุตม์มองมันเหมือนมองของต้องห้าม ก่อนสุดท้ายจะหยิบขึ้นมา

กระดาษขอบซองเริ่มซีดตามกาลเวลา แต่ภายในยังถูกเก็บรักษาอย่างดี เขาเปิดซองอย่างเชื่องช้า หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งออกมา รูปของอธิชาเมื่อแปดปีก่อน

เธอยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนของบ้านพักเด็กกำพร้า สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนเรียบง่าย ผมยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ ใบหน้าสวยหวานเปื้อนรอยยิ้มสดใส ดวงตาเต็มไปด้วยความฝันและความเชื่อมั่นในโลกใบนี้

ในรูปนั้น เธอกำลังหันมายิ้มให้เขา ชยุตม์จำวันนั้นได้ดี วันแรกที่เขารู้ตัวว่าแพ้ผู้หญิงคนนี้อย่างหมดทางสู้ ตอนนั้นเขายังไม่ใช่ประธาน RP Group ไม่ใช่เพลย์บอยแห่งวงการธุรกิจ ไม่ใช่ชายผู้มีข่าวกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า เขาเป็นเพียงชายหนุ่มที่อยากพิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวยอมรับ และเหนื่อยหน่ายกับผู้คนที่เข้าหาเขาเพราะนามสกุล

อธิชาเป็นคนแรกที่ไม่สนใจว่าเขารวยแค่ไหน

ครั้งแรกที่พบกัน เธอต่อว่าเขาด้วยซ้ำ เพราะเขาเข้าไปเดินดูพื้นที่ก่อสร้างบ้านพักเด็กกำพร้าโดยไม่สวมหมวกนิรภัย

“คุณคะ ตรงนี้เป็นพื้นที่ก่อสร้าง ถ้าไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันก็ไม่ควรเข้ามา”

เขาเลิกคิ้ว มองหญิงสาวตัวเล็กที่ยืนกอดแฟ้มแบบก่อสร้างด้วยท่าทางจริงจัง

“คุณรู้ไหมว่าผมเป็นใคร”

เธอมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน

“ต่อให้คุณเป็นเจ้าของโลก ถ้าของหล่นใส่หัวก็เจ็บเหมือนคนอื่นค่ะ”

วันนั้นเขาเผลอหัวเราะออกมาอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน หลังจากนั้นเขาก็หาเรื่องไปที่ไซต์งานบ่อยขึ้น ทั้งที่งานเล็ก ๆ แบบนั้นไม่จำเป็นต้องมีทายาทบริษัทไปดูด้วยตัวเอง เขาบอกตัวเองว่าไปตรวจความเรียบร้อย แต่ความจริงคืออยากเห็นผู้หญิงที่กล้าดุเขาคนนั้น

อธิชาในตอนนั้นสดใส อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ เธอรักงานออกแบบ เพราะเชื่อว่าสถานที่ดี ๆ สามารถเยียวยาหัวใจคนได้ เธอออกแบบห้องเด็กเล็กให้มีแสงแดดยามเช้า ออกแบบมุมอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ได้ซ่อนตัวจากโลกวุ่นวาย และบอกเขาว่า บ้านไม่จำเป็นต้องแพง แค่ต้องทำให้คนที่อยู่รู้สึกว่าตนมีที่ให้กลับไป

“แล้วคุณล่ะ” เธอเคยถามเขาขณะนั่งอยู่บนพื้นไม้ของอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ “บ้านของคุณเป็นแบบไหน”

เขาจำได้ว่าตัวเองเงียบไปนาน ก่อนตอบตามตรง

“ใหญ่ เงียบ และไม่ค่อยมีใครอยู่พร้อมหน้ากัน”

อธิชาหันมามองเขา ดวงตาอ่อนลง “ฟังดูเหงานะคะ”

เขาหัวเราะเบา ๆ “คนรวยเหงาได้ด้วยหรือ”

“เงินซื้อบ้านได้ แต่ซื้อความอบอุ่นไม่ได้หรอกค่ะ”ประโยคนั้นเรียบง่าย แต่กลับติดอยู่ในใจเขานานกว่าที่ควร นานจนเขาเริ่มอยากรู้ว่า หากมีอธิชาอยู่ในบ้านหลังนั้น มันจะยังเหงาอยู่หรือไม่

ความทรงจำอีกภาพหนึ่งแทรกเข้ามา วันที่เขาพาเธอไปดูที่ดินบนเนินเขาแห่งหนึ่ง ท้องฟ้าวันนั้นสดใส ลมพัดเย็น กลิ่นหญ้าและดินหลังฝนตกหอมอ่อน ๆ อธิชายืนมองวิวไกลสุดสายตาด้วยแววตาเป็นประกาย

“สวยจัง”

“ชอบไหม”

“ชอบค่ะ ถ้ามีบ้านตรงนี้คงดีมาก ตอนเช้าแสงคงสวยมาก เหมาะกับทำห้องทำงานที่มีหน้าต่างบานใหญ่ ๆ”

เขามองเธอแล้วถาม “แล้วถ้าฉันสร้างบ้านตรงนี้ เธอจะออกแบบให้ไหม”

“คิดค่าจ้างแพงนะคะ”

“ไม่เป็นไร จ่ายเป็นชีวิตทั้งชีวิตได้ไหม”

เธอหันมามองเขา หน้าแดงทันที “พูดอะไรของคุณ”

เขายิ้มแล้วก้าวเข้าไปใกล้ “ฉันพูดจริงนะ ชา วันหนึ่งฉันอยากมีบ้านที่ไม่ต้องใหญ่เกินไป มีห้องทำงานของเธอ มีครัวเล็ก ๆ มีสนามให้ลูกวิ่งเล่น แล้วก็มีเธออยู่ด้วย”

เธอหัวเราะทั้งเขินทั้งตกใจ “คุณคิดไกลเกินไปแล้ว”

“กับเธอ ฉันคิดไกลตั้งแต่วันแรกแล้ว”

วันนั้นอธิชาหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้ม แต่เขาเห็น เขาเห็นและเก็บมันไว้ในหัวใจอย่างหวงแหน

ชยุตม์ก้มมองรูปถ่ายในมือ ดวงตาคมที่เคยเย็นชาค่อย ๆ หม่นลง

“แล้วทำไมเธอถึงทิ้งฉันไป”เสียงของเขาแผ่วต่ำในห้องทำงานกว้าง ไม่มีใครตอบ มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่อยู่เป็นพยานให้คำถามเดิมซึ่งเขาถามตัวเองมานับพันครั้ง

วันนั้น เขาเตรียมแหวนไว้แล้ว เตรียมคำพูดไว้แล้ว เตรียมอนาคตทั้งหมดไว้ในหัวใจอย่างคนโง่ที่เชื่อว่าความรักจะอยู่กับเขาไปตลอด แต่สุดท้าย สิ่งที่เขาได้รับคือจดหมายสั้น ๆ เพียงใบเดียว เราไม่เหมาะกัน

ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการร่ำลา ไม่มีโอกาสให้ถามว่าเขาทำผิดอะไร เธอหายไปจากชีวิตเขาเหมือนไม่เคยรักกันมาก่อน

หลังจากนั้นไม่นาน เขายังได้รับข่าวว่าเธอออกเดินทางไปกับชายคนอื่น ข่าวนั้นเป็นเหมือนตะปูดอกสุดท้ายที่ตอกลงบนหัวใจของเขา ความรักที่เคยอ่อนโยนจึงค่อย ๆ กลายเป็นความแค้น ความคิดถึงกลายเป็นความเจ็บ และผู้ชายที่เคยยอมอ่อนแอให้เธอเห็นเพียงคนเดียว ก็ฝังตัวเองไว้ใต้ภาพลักษณ์เพลย์บอยไร้หัวใจที่ไม่มีใครทำร้ายได้อีก

ชยุตม์กำรูปถ่ายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาเคยคิดว่าหากวันหนึ่งพบอธิชาอีกครั้ง เขาจะทำให้เธอรู้ว่าการถูกทิ้งไว้กับคำถามนั้นเจ็บแค่ไหน แต่วันนี้เมื่อได้เห็นเธอตัวจริง เห็นใบหน้าซีดขาว เห็นแววตาที่พยายามเข้มแข็งทั้งที่ใกล้พังเต็มที ความแค้นที่เขาประคองไว้มาตลอดแปดปีกลับสั่นไหวอย่างน่าหงุดหงิด เขาไม่ควรใจอ่อน

อธิชาเคยเลือกเดินจากไป ครั้งนี้เธอควรรู้ว่าการไม่มีทางเลือกเป็นอย่างไร เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ทำให้ชยุตม์หลุดจากความทรงจำ เขาวางรูปถ่ายลงคว่ำหน้าทันที แล้วกดรับสาย “ว่าไง”

เสียงเลขาคนสนิทดังมาตามสาย “ท่านประธานครับ รายงานจากโรงพยาบาลเพิ่งส่งมา                คุณอธิปอาการไม่ค่อยดีครับ แพทย์แจ้งว่าต้องผ่าตัดด่วนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสูงมาก และต้องวางเงินก่อนดำเนินการบางส่วน”

ชยุตม์ลุกขึ้นยืนทันที“อธิชารู้แล้วหรือยัง”

“น่าจะกำลังคุยกับแพทย์อยู่ครับ”

เขาหลับตาลงชั่วครู่ ภาพหญิงสาวที่เพิ่งเผชิญกับเอกสารหนี้ในห้องประชุมลอยขึ้นมาอีกครั้ง

เธอยังไม่ทันได้หายใจ ชะตากรรมก็เหยียบซ้ำลงไปอีก

“จัดการเงินมัดจำทั้งหมด”

“ครับ แต่จะให้แจ้งว่าใครเป็นผู้ชำระครับ”

“ไม่ต้องแจ้งชื่อ”

“ถ้าโรงพยาบาลถาม...”

“ให้ใช้กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยของบริษัทลูก จะชื่ออะไรก็ได้ แต่อย่าให้เธอรู้ว่าเป็นฉัน”

เลขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรับคำ “ครับ                       ท่านประธาน”

ชยุตม์กำโทรศัพท์แน่น เขาควรปล่อยให้เธอมาหาเขาเอง ควรรอให้เธอหมดหนทาง ควรทำตามแผนที่วางไว้ แต่พอนึกถึงอธิชานั่งอยู่หน้าแพทย์เพียงลำพัง ต้องรับฟังคำว่าผ่าตัดด่วนพร้อมตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เธอไม่มีทางหาได้ทัน หัวใจของเขากลับไม่ยอมให้เขานั่งเฉย ๆ โง่ เขาด่าตัวเองในใจ แปดปีผ่านไป เขายังโง่เหมือนเดิม ยังเจ็บเพราะเธอ ยังห่วงเธอ ยังยื่นมือไปช่วย ทั้งที่ปากบอกว่าอยากเห็นเธอล้ม

“มีอีกเรื่องครับ” เลขาพูดต่อ “คุณอธิชาเพิ่งออกจากห้องแพทย์ เธอน่าจะได้รับแจ้งเรื่องค่าใช้จ่ายแล้วครับ ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่หน้าห้องไอซียูคนเดียว”

ชยุตม์นิ่งเงียบไปนาน “ส่งคนดูแลอยู่ห่าง ๆ”

“ครับ”

“ถ้าเธอเป็นลม หรือมีอะไรผิดปกติ ให้แจ้งฉันทันที”

“ครับ ท่านประธาน”สายถูกตัดไป

ชยุตม์ยืนอยู่กลางห้องทำงาน เงาของเขาทอดยาวบนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ด้านนอกฝนยังคงตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา

เขาค่อย ๆ หยิบรูปถ่ายของอธิชาขึ้นมาอีกครั้ง

หญิงสาวในรูปยังยิ้มสดใส เหมือนโลกไม่เคยทำร้ายเธอ ต่างจากหญิงสาวที่เขาเห็นวันนี้อย่างสิ้นเชิง

“เธอเป็นคนสอนให้ฉันรู้ว่าความรักทำให้คนอ่อนแอแค่ไหน” เขาพูดเสียงต่ำ ดวงตาจับอยู่ที่รอยยิ้มในรูป

“แล้วดูสิ อธิชา...ผ่านมาตั้งแปดปี เธอก็ยังทำให้ฉันอ่อนแอเหมือนเดิม”

ที่โรงพยาบาล อธิชานั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องไอซียู มือทั้งสองข้างกุมกันแน่นจนสั่น คำพูดของแพทย์ยังดังวนอยู่ในหัว ต้องผ่าตัดด่วน ต้องวางเงินภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง โอกาสสำเร็จมี แต่ไม่ควรรอ

ยี่สิบสี่ชั่วโมง เธอเพิ่งได้รับเวลาเจ็ดวันจากชยุตม์เพื่อรักษาบริษัท แต่โรงพยาบาลให้เวลาเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อรักษาชีวิตพ่อ

อธิชาอยากหัวเราะให้กับโชคชะตา แต่น้ำตากลับเอ่อขึ้นมาแทน

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดรายชื่อผู้ติดต่ออีกครั้ง นิ้วเลื่อนไปมาอย่างไร้จุดหมาย เธอรู้ว่าไม่มีใครช่วยได้ แต่ก็ยังต้องลอง สายแรกไม่มีคนรับ สายที่สองปฏิเสธอย่างสุภาพ สายที่สามบอกว่าจะลองถามคนรู้จักให้ แต่เสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความลังเลจนเธอรู้คำตอบล่วงหน้า สายที่สี่ตัดสายทิ้งทันทีเมื่อรู้ว่าเป็นเธอ

อธิชาวางโทรศัพท์ลงบนตักอย่างหมดแรง

เธอไม่โทษใคร ในวันที่ครอบครัวเธอถูกกล่าวหาว่าทุจริต ไม่มีใครอยากเสี่ยงเอาตัวเองมาเกี่ยวข้อง นั่นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ความเข้าใจไม่ได้ทำให้เจ็บน้อยลง

ประตูไอซียูเปิดออก พยาบาลคนหนึ่งเดินผ่านมา              อธิชารีบลุกขึ้น

“ขอโทษค่ะ คุณพ่อของฉัน...คุณอธิป                      วรากานต์ อาการเป็นยังไงบ้างคะ”

พยาบาลยิ้มอ่อน “ตอนนี้ยังอยู่ในการดูแลใกล้ชิดค่ะ คุณหมอกำลังเตรียมทีมเพิ่มเติม คุณอธิชาอย่าเพิ่งกังวลนะคะ”

อย่าเพิ่งกังวล คำปลอบโยนเรียบง่าย แต่ในเวลานี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย

อธิชาพยักหน้าแล้วนั่งลงอีกครั้ง เธอก้มมองมือของตัวเอง เห็นว่ามันสั่นจนควบคุมไม่ได้ เธอกลัว จนอยากร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่ทางเดินโรงพยาบาลมีผู้คนเดินผ่านไปมา พยาบาล แพทย์ ญาติผู้ป่วย คนเจ็บ คนรอข่าวดี และคนที่กำลังรับข่าวร้าย ทุกคนต่างมีความทุกข์ของตัวเอง เธอจึงทำได้เพียงก้มหน้าและกลืนน้ำตาลงไป

โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง เธอรีบหยิบขึ้นมาดู หวังว่าจะเป็นคนที่โทรกลับมาให้ความช่วยเหลือ แต่ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอกลับทำให้หัวใจเธอหยุดเต้นไปชั่วขณะ หมายเลขไม่ระบุชื่อ อธิชาลังเล ก่อนกดรับ

“สวัสดีค่ะ”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงผู้ชายทุ้มต่ำดังขึ้น

“อยู่โรงพยาบาล?”มือของเธอเย็นเฉียบ แม้ไม่มีชื่อปรากฏ เธอก็จำเสียงนั้นได้ทันที....ชยุตม์

อธิชาลุกขึ้นจากเก้าอี้โดยไม่รู้ตัว มองไปรอบ ๆ ทางเดินเหมือนคิดว่าเขาอาจยืนอยู่ใกล้ ๆ

“คุณรู้ได้ยังไง”

“ตอบคำถามฉัน”น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชาเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งนั้น บางอย่างที่เธอไม่อยากตีความ

“เรื่องของครอบครัวฉัน ไม่เกี่ยวกับคุณ”

“ทุกอย่างของวรากานต์ตอนนี้เกี่ยวกับฉัน”

อธิชากำโทรศัพท์แน่น “คุณโทรมาเพื่อย้ำว่าชีวิตของฉันอยู่ในมือคุณอีกหรือไง”

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย“พ่อเธอต้องผ่าตัด”

อธิชารู้สึกเหมือนถูกกระชากลมหายใจ “คุณส่งคนตามฉัน?”

“ฉันแค่ไม่ชอบให้ลูกหนี้ตายก่อนใช้หนี้” คำพูดนั้นเย็นชาและร้ายกาจจนแทงใจ ทว่าครั้งนี้อธิชาเหนื่อยเกินกว่าจะตอบโต้ เธอหลับตาลง น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

“ถ้าคุณจะโทรมาซ้ำเติม ขอร้อง...อย่าเพิ่งได้ไหมคะ”เสียงของเธอสั่น เพียงเล็กน้อย แต่ชยุตม์ได้ยินชัดเจน

อีกฟากหนึ่งของสาย ชายหนุ่มหลับตาลง มือที่ถือโทรศัพท์แน่นขึ้นจนเส้นเลือดหลังมือปูดเด่น

เขาเกลียดเสียงแบบนี้ของเธอ เกลียดเพราะมันทำให้เขาอยากวางทุกความแค้นลง แล้วไปหาเธอเดี๋ยวนั้น

“ร้องไห้?”

“ไม่ได้ร้อง”คำตอบดื้อรั้นของเธอทำให้เขาเจ็บแปลก ๆ ยังเหมือนเดิม ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ยังไม่ยอมรับว่าเจ็บ

“อธิชา”

เธอนิ่งไปเมื่อเขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย

“ถ้าหาทางไม่ได้ ก็มาหาฉัน”

หัวใจของหญิงสาวบีบรัดแน่น“คุณต้องการอะไรแลกเปลี่ยน”

ชยุตม์เงียบ อธิชาหัวเราะแผ่ว ๆ ทั้งที่น้ำตาไหลลงมาแล้ว

“เห็นไหม คุณไม่เคยช่วยใครฟรี ๆ”

“ธุรกิจไม่มีคำว่าฟรี”

“แล้วความเมตตาล่ะคะ มีไหม”

ปลายสายเงียบจนเธอได้ยินเสียงลมหายใจของเขา

“ความเมตตาเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับคนที่เคยถูกทำลาย”

อธิชากัดริมฝีปากแน่น“คุณคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกทำลายคนเดียวหรือไง”คำถามนั้นหลุดออกมาเบา ๆ แต่หนักพอจะทำให้ความเงียบระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไป

ชยุตม์ไม่ตอบ อธิชาก็ไม่พูดต่อ ต่างคนต่างถือโทรศัพท์ไว้ ท่ามกลางระยะทางที่ห่างไกล แต่กลับเหมือนยืนอยู่ตรงหน้าบาดแผลเดียวกัน สุดท้ายชยุตม์เป็นฝ่ายเอ่ย

“ฉันให้เวลาเธอคิดถึงพรุ่งนี้เที่ยง”

“คิดเรื่องอะไร”

“เรื่องทางรอดของพ่อเธอ”

“คุณกำลังขู่ฉัน”

“ฉันกำลังเสนอทางเลือก”

“ทางเลือกที่มีคุณถือมีดจ่อคอฉันอยู่น่ะเหรอ”

เสียงของเขาต่ำลง “ถ้าฉันอยากจ่อมีดจริง ๆ เธอไม่มีเวลานั่งดื้ออยู่ตรงนั้นหรอก”

อธิชาเจ็บใจจนน้ำตาร่วงอีกหยด“ฉันเกลียดคุณ”คำพูดนั้นหลุดออกไปก่อนเธอจะห้ามทัน

ปลายสายเงียบสนิท นานหลายวินาที ก่อนเสียงของชยุตม์จะดังขึ้น แผ่วกว่าเดิม แต่เย็นกว่าที่เคย “ดี”คำเดียวสั้น ๆแต่เหมือนมีรอยร้าวซ่อนอยู่

“อย่างน้อยก็ยังรู้สึกอะไรกับฉันบ้าง”สายถูกตัดไป

อธิชายืนนิ่งอยู่หน้าห้องไอซียู โทรศัพท์แนบอยู่ข้างหูทั้งที่ปลายสายไม่มีเสียงอีกแล้ว น้ำตาไหลลงมาตามแก้มเงียบ ๆ เธอรีบยกมือเช็ดออก แต่ยิ่งเช็ดก็เหมือนยิ่งไหล เธอเกลียดเขา เธอควรเกลียดเขา

แต่ทำไมในความเกลียดนั้นยังมีความเจ็บปวดมากมายเหมือนหัวใจส่วนหนึ่งยังไม่ยอมปล่อยอดีตไป

อธิชาค่อย ๆ ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง เงยหน้ามองไฟสีขาวบนเพดานโรงพยาบาล แสงนั้นสว่างเกินไปจนแสบตา

พรุ่งนี้เที่ยง เขาบอกให้เธอคิดถึงพรุ่งนี้เที่ยง

ทางรอดของพ่อ ทางรอดของครอบครัว และบางที...อาจเป็นประตูอีกบานที่เปิดไปสู่พันธะร้ายที่เธอไม่มีวันหลุดพ้น

ในเพนต์เฮาส์สูงเสียดฟ้า ชยุตม์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างช้า ๆ สีหน้าของเขายังคงนิ่ง แต่ดวงตาลึกจัดกลับไม่สงบเลย คำว่า “ฉันเกลียดคุณ” จากปากอธิชายังดังอยู่ในหู เขาควรดีใจ ควรหัวเราะ ควรคิดว่านั่นสมควรแล้ว เพราะเขาเองก็อยากให้เธอเจ็บเหมือนที่เขาเคยเจ็บ แต่เปล่าเลย มันกลับทำให้เขาเจ็บเหมือนถูกแทงซ้ำลงบนแผลเก่าที่ไม่เคยหาย

ชยุตม์หยิบรูปถ่ายใบนั้นขึ้นมาอีกครั้ง มองรอยยิ้มของหญิงสาวในอดีตอยู่เนิ่นนาน

“เกลียดฉันให้มาก ๆ เถอะ อธิชา”เขาพึมพำเสียงต่ำกับรูปถ่ายในมือ

“เพราะถ้าเธอรู้ว่าฉันยังรักเธอมากแค่ไหน...เธอคงหนีฉันไปอีก”

ฝนด้านนอกยังตกไม่หยุด เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้ม่านน้ำ และในค่ำคืนเดียวกันนั้น คนสองคนที่เคยรักกันสุดหัวใจ ต่างก็นั่งอยู่คนละฟากของเมืองพร้อมบาดแผลเดิมที่ไม่เคยตกสะเก็ด

อธิชานั่งเฝ้าพ่ออยู่หน้าห้องไอซียูด้วยความกลัวว่าจะสูญเสียทุกอย่าง

ชยุตม์นั่งอยู่ท่ามกลางความหรูหราอันโดดเดี่ยว พร้อมรูปถ่ายเก่าใบหนึ่งที่เขาไม่เคยยอมทิ้ง อดีตยังมีแผล และแผลนั้นกำลังถูกกรีดเปิดอีกครั้ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป