บทที่ 7 ตอนที่ 7 ความรู้สึกแปลกๆ

ตอนที่ 7 ความรู้สึกแปลกๆ

เวลา 18:16 น.

เมื่อรถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่หน้าคฤหาสน์ พลอยไพลินก็ก้าวลงมาจากรถด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งจากการเรียนตลอดทั้งวันและการอดนอนสะสม ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าผ่านประตูบานยักษ์เข้ามาภายในห้องโถง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงบจนน่าขนลุก แสงไฟในบ้านเปิดไว้เพียงสลัวๆ ร่างสูงของภิภัทรยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์น้ำ ใบหน้าคมเข้มราบเรียบ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับทอดมองเธอด้วยความเย็นชาที่แฝงไปด้วยความพายุร้าย

พลอยไพลินสัมผัสได้ถึงรังสีความอึดอัดที่แผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจน เธอชะงักเท้าเล็กน้อย แต่ด้วยความยึดมั่นในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง จึงพยายามทำตัวเป็นปกติแล้วเดินตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นห้อง

“หยุดอยู่ตรงนั้น” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นยะเยือกเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ

คนตัวเล็กหยุดเดิน หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา

“มีอะไรเหรอคะ”

ภิภัทรไม่ได้เอ่ยตอบ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือราคาแพงออกจากกระเป๋ากางเกง กดเปิดหน้าจอแล้วโยนลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธออย่างแรง เสียงโทรศัพท์กระทบกระจกดังลั่นคฤหาสน์ หน้าจอที่สว่างวาบปรากฏภาพถ่ายของเธอและรุ่นพี่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช็อตที่มือของนนท์แตะอยู่บนไหล่ของเธอ และเธอกำลังส่งยิ้มหวานให้อย่างเป็นกันเอง

“นี่มันอะไร” ภิภัทรก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเธอช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังเป็นจังหวะกดดัน ราวกับเสือร้ายที่กำลังต้อนเหยื่อเข้ามุม “ฉันเตือนเธอแล้วใช่ไหม... ว่าอย่าให้ไอ้หน้าไหนมาแตะต้องตัวเธอ!”

พลอยไพลินขมวดคิ้วแน่น กวาดสายตามองรูปถ่ายบนหน้าจอด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ความตกใจจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

“คุณส่งคนไปสะกดรอยตามหนูเหรอคะ?”

“ฉันส่งคนไปดูพฤติกรรมของ ‘เมีย’ ฉันต่างหาก!” ภิภัทรตวาดเสียงลั่นห้องโถง เขาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวทั้งสองข้างของเธอ “ไปยืนยิ้มให้ผู้ชาย ฉันจ่ายเงินใช้หนี้ให้เธอมาห้าล้าน ไม่ได้ให้เธอทำตัวร่านขายหน้าคนอื่นแบบนี้”

คำว่า ‘ร่าน’ เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนหัวใจของพลอยไพลินอย่างรุนแรง น้ำตาของความเสียใจแลกมาด้วยความแค้นเคืองที่พุ่งขึ้นสูงปรี๊ด หญิงสาวจ้องหน้ามาเฟียหนุ่มด้วยสายตาแข็งกร้าว ไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย มีเพียงความรังเกียจในตัวชายตรงหน้าอย่างปิดไม่มิด

“ใช่ค่ะ! หนูไปยิ้มให้เขา หนูไปนั่งคุยกับเขา!” พลอยไพลินตวาดกลับเสียงดังลั่นไม่แพ้กัน ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความอัดอั้นที่สะสมไว้ “เพราะพี่นนท์เขาเคารพหนู เขาเห็นหนูเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เห็นหนูเป็นแค่ ‘ขยะ’ หรือ ‘ของซื้อของขาย’ เหมือนที่คุณเห็น!”

“พลอยไพลิน!!”

“ปล่อยมือของคุณออกไปเดี๋ยวนี้” เธอสะบัดแขนออกอย่างแรงด้วยกำลังทั้งหมดที่มี จนภิภัทรที่กำลังตะลึงกับคำสวนกลับของเธอจนชะงักไปทันที “คุณมันก็แค่มนุษย์ใจแคบ ที่มีดีแค่เรื่องเงินกับอำนาจ คิดว่าเอาเงินห้าล้านมาฟาดหัวคนอื่น แล้วจะซื้อศักดิ์ศรีของคนอื่นได้งั้นเหรอ?”

“พลอย...”

“จำใส่หัวของคุณไว้เลยนะคุณภิภัทร!” พลอยไพลินชี้หน้ามาเฟียหนุ่มด้วยมือที่สั่นเทา แต่น้ำเสียงกลับทรงพลังและเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เงินห้าล้านของคุณ... หนูจะหามาคืนให้คุณครบทุกบาททุกสตางค์พร้อมดอกเบี้ย หนูจะไม่ยอมติดหนี้คนอย่างคุณแม้แต่สตางค์เดียว และเมื่อไหร่ที่หนูคืนเงินครบและเรียนจบ หนูจะไปจากชีวิตคุณ โดยที่คุณไม่มีวันได้เห็นหน้าหนูอีก”

พูดจบ พลอยไพลินก็หมุนตัววิ่งขึ้นบันไดไปทันที เสียงปิดประตูห้องนอนดังสนั่นสะเทือนไปทั่วทั้งคฤหาสน์

ภิภัทรยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ มือหนาที่ค้างกลางอากาศสั่นเทา นัยน์ตาคมที่เคยดุดัน ทว่าตอนนี้ฉายแววสับสน ประโยคสุดท้ายของเด็กสาวที่ดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา ชายหนุ่มบดกรามแน่น พยายามกดความรู้สึกที่อกซ้ายลงไป แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเกรี้ยวกราดตามนิสัยเดิม

“หึ! จะหาเงินห้าล้านมาคืนงั้นเหรอ” ภิภัทรแค่นยิ้มเย้ยหยัน พึมพำกับความเงียบในห้องโถง “อวดดี! ปากเก่งให้มันได้ตลอดแล้วกัน”

ตลอดหลายสัปดาห์ต่อมา

สงครามเย็นระหว่างภิภัทรและพลอยไพลินได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง หญิงสาวเลือกใช้ความเงียบเป็นอาวุธในการตอบโต้ เธอตื่นแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมโต๊ะอาหาร เมื่อกลับถึงบ้านก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเพื่อแปลเอกสารจนดึกดื่น ท่าทีห่างเหินและสายตาที่มองเขาเหมือนอากาศธาตุ ยิ่งจุดไฟโทสะในใจของมาเฟียหนุ่มให้พุ่งสูงขึ้นทุกวัน

ภิภัทรกลายเป็นคนอารมณ์ร้ายและหงุดหงิดง่ายกว่าเดิม ลูกน้องในคฤหาสน์รวมถึงธันวาต่างต้องเดินระมัดระวังกันทุกก้าว ชายหนุ่มยังคงพ่นคำพูดร้ายใส่เธอทุกครั้งที่มีโอกาสปะทะกัน แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างหนัก

“นายครับ เอกสารสืบประวัติของคุณพลอย ฉบับเพิ่มเติมครับ” ธันวาเดินเข้ามาในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่

ภิภัทรคว้าแฟ้มเอกสารมาเปิดอ่านด้วยความร้อนรน ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อพบว่าเธอรับงานแปลเอกสารกฎหมายและธุรกิจดึกดื่นทุกคืนเพื่อสะสมเงินคืนเขาจริงๆ

“ไร้สาระ!” ภิภัทรโยนแฟ้มลงบนโต๊ะ พ่นควันบุหรี่ออกมาเล็กน้อย “อดนอนแปลเอกสารงกๆ คิดว่าชาตินี้จะมีปัญญาหาได้ครบห้าล้านหรือไง”

“แต่ดูคุณพลอยตั้งใจมากนะครับ ถ้านายไม่ชอบ...”

“ใครบอกว่ากูไม่ชอบ!” ภิภัทรตวาดเสียงเข้ม ปากแข็งตบท้ายทันควัน “กูแค่หงุดหงิดที่เธอทำตัวน่าเวทนาอยู่ในบ้านกู บอกแม่บ้านให้ยกซุปบำรุงขึ้นไปให้เธอกินด้วย ขืนเธอมาป่วยตายในบ้านกู คนอื่นจะหาว่ากูใจดำทารุณเด็ก”

“ครับนาย” ธันวารับคำสั่งพลางลอบถอนหายใจ

กระทั่งช่วงค่ำๆ อยู่ๆ ฝนก็ตกหนักสายฟ้าแลบฟ้าร้องดังสนั่น หญิงสาวที่กำลังนั่งพิมพ์งานเกิดอาการหน้ามืดล้มฟุบลงไปกองกับพื้นข้างเตียง หมดสติไปเพราะไข้สูงจากการตรากตรำทำงานหนัก

ภิภัทรที่แอบเดินมาเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องของเธอได้ยินเสียงสิ่งของตกกระแทกพื้นเสียงดัง จนเขาต้องรีบใช้กุญแจสำรองไขประตูเข้าไปทันที

ภาพร่างเล็กที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นทำให้หัวใจของมาเฟียหนุ่มกระตุกวูบไปทันที

“พลอยไพลิน!” มาเฟียหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปอุ้มร่างเล็กขึ้นมาบนเตียงทันที ตัวของเธอร้อนผ่าว ภิภัทรกุมมือเล็กที่เย็นเฉียบไว้แน่น

“ไอ้ธัน! ตามหมอเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนลั่นบ้าน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

ภิภัทรจ้องมองใบหน้าหวานที่ซีดเซียวด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่แล่นริ้วเข้ามาในหัวใจ ความห่วงใยและความกลัวการสูญเสียกำลังโจมตีใจเขาอย่างหนัก ทว่าความเย่อหยิ่งและศักดิ์ศรีก็ยังคงกักขังเขาไว้ ชายหนุ่มบีบมือเธอแน่นขึ้น

“อย่ามาทำเป็นอ่อนแอแถวนี้นะพลอยไพลิน... หนี้เธอยังไม่หมด จะมาเป็นอะไรไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด ตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”

หลายนาทีผ่านไป

หมอประจำตระกูลก็เดินทางมาถึงและทำการฉีดยาพร้อมเช็ดตัวลดไข้ให้เธอจนอาการเริ่มทรงตัว เมื่อหมอและลูกน้องคนอื่นๆ ออกไปจากห้อง ความเงียบสงบก็กลับมากระแทกใจภิภัทรอีกครั้ง มาเฟียหนุ่มนั่งลงบนขอบเตียง

สายตาคมทอดมองใบหน้าหวานที่ยังคงหลับใหลไร้สติ ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ มือหนาเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมที่เกะกะใบหน้าเนียนออกให้อย่างแผ่วเบา โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าสายตาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

ทว่าเพียงแค่อึดใจเดียว ชายหนุ่มก็ชะงักมือกลับราวกับโดนของร้อน เขารีบชักมือออกแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดึงสีหน้ากลับมาเฉยชาตามเดิม

ภิภัทรยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พ่นลมหายใจออกมาราวกับกำลังเย้ยหยันตัวเอง ก่อนจะพึมพำกับร่างที่ไร้สตินั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่เปลี่ยน

“รีบๆ ฟื้นขึ้นมาซะพลอยไพลิน... อย่าคิดว่าใช้มุกป่วยออดอ้อนแล้วฉันจะใจอ่อน ยอมยกเว้นหนี้ห้าล้านให้เธอ!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป