บทที่ 1 [1]

[1]

“เรื่องที่คาดไม่ถึง”

สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายในยามบ่ายของมหานครที่เต็มไปด้วยรถยนต์และผู้คน อากาศที่เย็นยะเยือกไม่ได้ทำให้ความรู้สึกร้อนรุ่มในใจของ กันต์ ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มในเสื้อโค้ทยาวสีดำสนิทกำลังก้าวลงจากรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่หน้าคฤหาสน์ของตระกูลอัคคเดชากุล

ร่างสูงใหญ่สง่างามภายใต้เครื่องแต่งกายที่เรียบหรูไร้ที่ติสะท้อนให้เห็นถึงสถานะและอำนาจของผู้สวมใส่ ชายหนุ่มก้าวเดินแต่ละก้าวด้วยความหนักแน่นและความมั่นคง ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มราวกับพยัคฆ์ผู้มองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน

“คุณกันต์กลับมาแล้วเหรอครับ”

เสียงพ่อบ้านซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลเอ่ยทักทายด้วยความเคารพ กันต์เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินผ่านเข้ามาด้านใน สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพวาดราคาแพง และเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปที่สะท้อนให้เห็นถึงรสนิยมและความร่ำรวยของเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้

ทันทีที่เดินเข้ามาถึงห้องโถงใหญ่ กันต์ก็เห็นชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งรอเขาอยู่ตรงโซฟาหนังแท้ตัวใหญ่ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอบอุ่นนั้นยังคงเป็นภาพที่คุ้นตาเสมอ ปารัณ อัคคเดชากุล ผู้เป็นพ่อบุญธรรมที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

“คุณพ่อครับ”

กันต์เดินเข้ามานั่งลงข้าง ๆ ปารัณ ชายวัยห้าสิบหกคนนี้เป็นเหมือนพ่อแท้ ๆ ที่คอยดูแลและให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เขามาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การเงิน หรือแม้กระทั่งความรักความอบอุ่น กันต์ไม่เคยคิดสงสัยในความดีของชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย

“กันต์กลับมาแล้วเหรอ เดินทางเหนื่อยไหม งานที่นั่นหนักมากรึเปล่า”

“ไม่ครับ ผมไหว พ่อสบายดีนะครับ”

“สบายดี กันต์กลับมาก็ดีแล้ว พ่อมีเรื่องจะบอก” ปารัณเอ่ยกับลูกชายบุญธรรมด้วยรอยยิ้ม ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป ‘ปุณณ์’ ลูกชายแท้ ๆ เพียงคนเดียวของปารัณก็เดินเข้ามาหาพ่อและพี่ชายบุญธรรม

“พี่กันต์!! พี่กลับมาแล้ว น้องกำลังคิดถึงพี่อยู่พอดีเลย” ปุณณ์เอ่ยทักทายคนพี่เสียงใส ปารัณหันมามองลูกชายแท้ ๆ ของตัวเองพร้อมรอยยิ้ม

ปุณณ์เป็นผู้ชายที่มีเพศพิเศษ ใบหน้าของเขางดงามโดดเด่น ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด ดวงตากลมโตเป็นประกายดูมีเสน่ห์และริมฝีปากก็ยังอวบอิ่มได้รูป ทรงผมสั้นสีดำที่ถูกจัดแต่งอย่างมีสไตล์ทำให้ลุคดูทันสมัยและมีเอกลักษณ์

ปุณณ์เป็นผู้ชายที่สวยมากคนหนึ่ง ไม่ว่าใครที่ได้พบก็ไม่อาจดูแคลนในความงามของเขาได้ แต่สำหรับกันต์ที่เติบโตมาพร้อมกับปุณณ์ เขาไม่เคยคิดและรู้สึกกับปุณณ์มากไปกว่าความเป็นพี่น้อง ถึงแม้เขาและปุณณ์จะมีอีกสถานะคือคู่หมั้นก็ตาม

“พี่กันต์คิดถึงน้องไหม”

ปุณณ์เดินเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ กันต์และเกาะแขนของกันต์เอาไว้ด้วยท่าทีสนิทสนม กันต์เองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร เขาไม่ได้รักไม่ได้ชอบปุณณ์แต่เขายอมรับได้ ถ้าพ่อบุญธรรมจะให้แต่งงาน เขาคิดว่าตัวเองสามารถอยู่กับปุณณ์และดูแลปุณณ์ไปได้ทั้งชีวิต ถึงแม้น้องน้อยคนนี้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่กันต์ก็ชินเสียแล้ว

“ดูแลคุณพ่อดีหรือเปล่า” กันต์ไม่ได้ตอบคำถามแต่เลี่ยงไปพูดคุยเรื่องอื่น

“คุณพ่ออยู่ให้น้องดูแลเสียที่ไหน วัน ๆ ก็ไม่รู้ว่าตะลอนออกไปไหนบ้าง”

ปุณณ์บ่นก่อนจะหันไปมองผู้เป็นพ่อด้วยความเคืองขุ่น ปารัณจึงหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ปุณณ์พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดี พ่อมีเรื่องจะบอกเราทั้งสองคน” ปารัณเอ่ย

“อะไรเหรอครับคุณพ่อ” กันต์ถาม

“อย่าบอกนะครับว่าไปทำใครเขาท้องมาน่ะ แก่แล้ว ประเมินสมรรถภาพตัวเองดี ๆ แน่ใจเหรอว่าเป็นน้องของปุณณ์น่ะ” ปุณณ์เอ่ยเย้า แม้จะรู้ว่าพ่อของตนทำหมันไปตั้งแต่ที่แม่ของปุณณ์เสียชีวิตแล้วก็ตาม

ปารัณตั้งใจจะเลี้ยงลูกชายของตนเองให้ดี นอกจากนั้นยังตั้งใจจะมีลูกแค่คนเดียว ทรัพย์สินทุกอย่างที่เขาสะสมเอาไว้ก็ตั้งใจจะมอบให้กับกันต์และปุณณ์หลังจากที่แต่งงานกัน

“เรานี่ก็ชอบแหย่พ่อ”

“ตกลงว่ามีเรื่องอะไรครับ” ปุณณ์ทำหน้าเอาแต่ใจ จากนั้นก็ซบใบหน้าลงที่ต้นแขนของกันต์ ซึ่งกันต์ก็หันมามองแต่ไม่ได้ขยับตัวหนี

“พ่อแก่มากแล้ว วันหนึ่งปุณณ์กับกันต์ต้องแต่งงานและมีครอบครัวเป็นของตัวเอง พ่อก็เลยคิดว่าถ้ามีใครสักคนมาดูแลพ่อตอนแก่ก็คงจะดี”

“ไม่เอา!” ปุณณ์โพล่งขึ้นมาทันที

“ปุณณ์ไม่อยากมีแม่เลี้ยง ปุณณ์ไม่ต้องการแบ่งพ่อกับใครทั้งนั้น” คนตัวเล็กเอ่ย

“ถ้ามันเป็นความสุขของคุณพ่อ น้องก็ควรจะรับฟังหน่อยดีไหม”

กันต์ปรามคนข้างกายเบา ๆ น้ำเสียงของเขาไม่ได้บ่งบอกว่าเขาตำหนิอะไรจริงจัง รองลงมาจากปารัณที่เป็นประมุขของตระกูล คนที่เอ็นดูปุณณ์มากที่สุดก็คือกันต์นี่แหละ

“คนที่แต่งงานกับพ่อไม่มีทางหวังอย่างอื่นนอกจากเงินทอง น้องดูแลพ่อได้ ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอก น้องแต่งงานกับพี่กันต์แล้ว น้องก็ยังอยู่บ้านหลังนี้ ไม่ได้ย้ายออกไปไหนสักหน่อย” ปุณณ์แย้ง

“ถ้าวันหนึ่งปุณณ์มีลูกขึ้นมา ปุณณ์ก็ต้องดูแลลูก ถ้าถึงตอนนั้นปุณณ์จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจพ่อล่ะ” ปารัณเอ่ยขึ้นอีก

“ไม่รู้แหละ! ปุณณ์ไม่ยอม! แม่ของปุณณ์มีคนเดียว ปุณณ์ไม่เอาแม่เลี้ยง”

“พ่อหมั้นกับเขาแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมงานแต่ง”

คำพูดของปารัณราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางห้องโถง ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในทันที ปุณณ์เงยหน้าขึ้นจากแขนของกันต์ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าหวานซีดเผือดลง ความสดใสที่เคยมีมลายหายไปสิ้นจนเหลือเพียงแค่ความผิดหวัง

การที่พ่อออกจากบ้านบ่อย ๆ ทิ้งเขาเอาไว้คนเดียวคงเพราะไปตามเฝ้าคนที่เป็นคู่หมั้นคนนั้นสินะ สุดท้ายแล้วพ่อก็ไม่ได้รักปุณณ์ที่สุด

“พ่อรู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา”

“พ่อตั้งใจจะบอกเราตอนที่กันต์กลับมา รอเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา”

“ปุณณ์ไม่ยอม! ปุณณ์ไม่ยอมให้พ่อแต่งงานใหม่ ยังไงปุณณ์ก็ไม่ยอม”

“น้อง... พ่อแค่อยากมีคนคอยดูแลตอนเจ็บป่วย ตอนไม่สบาย” กันต์เตือน

“น้องดูแลพ่อได้ พี่กันต์ไม่ต้องเข้าข้างพ่อเลยนะ พ่อทำแบบนี้กับน้องไม่ได้”

“ปุณณ์... อย่างแรกที่พ่อห่วงคือปุณณ์ พ่อรับปากว่าทุกอย่างจะไม่เปลี่ยน ทุกอย่างที่พ่อมีพ่อยกให้ปุณณ์กับกันต์ทั้งหมด พ่อจะไม่จดทะเบียนสมรสกับเขา ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อจะมีแค่แม่ของปุณณ์” ปารัณอธิบาย

“พ่อคิดว่าเรื่องเงินมันสำคัญกับปุณณ์ขนาดนั้นเลยเหรอครับ ความรักของพ่อ ความสนใจของพ่อต่างหากที่สำคัญกับปุณณ์”

เอ่ยจบแล้วน้ำตาก็ร่วงลงอาบแก้ม แม่ของปุณณ์จากไปหลังจากที่คลอดปุณณ์ได้ไม่กี่ปี แต่ปุณณ์ก็พอจะรับรู้ได้ว่าพ่อรักแม่แค่ไหน ปุณณ์ไม่คิดเลยว่าพ่อจะแต่งงานใหม่ และยังคิดจะแต่งงานใหม่เอาตอนอายุห้าสิบหก ถึงแม้พ่อจะยังดูหล่อเหลาและแข็งแรง แต่ปุณณ์ก็ไม่เชื่อว่าคนที่เป็นคนรักใหม่ของพ่อจะจริงจังกับพ่อ

พ่อของปุณณ์ไปที่ไหนหรือทำอะไรก็ตกอยู่ในสายตาของสังคม ทุกคนรู้ว่าพ่อของปุณณ์ร่ำรวยและมีอิทธิพล ต่อให้ไม่จดทะเบียนสมรส คนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คุณนาย’ ของตระกูลอัคคเดชากุลจะกลายเป็นอีกคนที่มีหน้ามีตา และมีอำนาจอยู่ในมือ

“พ่อขอนะ” ปารัณเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม

“พ่อไม่รักปุณณ์แล้วเหรอครับ”

“น้อง... การที่คุณพ่อจะหาใครสักคนมาดูแล ไม่ได้หมายความว่าคุณพ่อจะไม่รักน้อง ซึ่งน้องเองก็ยังอยากอยู่ข้าง ๆ พี่ ส่วนคุณพ่อก็คงอยากจะมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ เหมือนกันนั่นแหละ”

กันต์เห็นว่าบรรยากาศเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จึงพยายามจะอธิบายเหตุผลกับปุณณ์

“ทำไมพี่กันต์ต้องเข้าข้างพ่อ พี่กันต์รู้ได้ยังไงว่าคนคนนั้นจะรักพ่อจริง ๆ และอยากอยู่เคียงข้างพ่อ เขาอยากได้เงินมากกว่า”

“พ่อให้ชาญไปรับเขามาแล้ว วันนี้เขาจะมาทานข้าวเย็นที่บ้านเรา ปุณณ์กับกันต์เตรียมตัวให้ดี”

ปารัณไม่เคยขัดใจลูกชายมาก่อน แต่ครั้งนี้เขาคิดว่ามันจำเป็น ปารัณถูกชะตากับ ‘แพรไหม’ มาก ประจวบเหมาะกับแพรไหมมีความลำบากเรื่องการเงิน ปารัณจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หลังจากวิกฤตของแพรไหมผ่านไปแล้ว คนตัวเล็กคนนั้นก็ยอมหมั้นหมายกับเขา หลังจากเอ่ยคำประกาศิตออกไปแล้ว ชายวัยห้าสิบหกปีก็ลุกขึ้นและเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานของตัวเอง

ใบหน้าหวานของปุณณ์ซีดเผือดลงจนเห็นผิวขาวเนียนละเอียดที่ไม่มีสีเลือดฝาด ถึงแม้จะอยู่ในสภาพที่กำลังช็อกแต่ความงามของปุณณ์ก็ยังคงโดดเด่น เส้นผมสีดำสลวยที่ได้ถูกจัดแต่งอย่างดีกลับดูยุ่งเหยิงเล็กน้อยเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของผู้เป็นพ่อ สองมือกำแน่นจนเล็บจิกลงบนฝ่ามือเพื่อเรียกสติ แต่มันก็ไร้ผลเมื่อสมองเอาแต่ประมวลคำพูดที่เขาได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“พ่อไม่รักปุณณ์แล้ว พ่อไม่รักปุณณ์แล้ว” คนตัวเล็กเอ่ยออกมาซ้ำ ๆ

“ไม่หรอกปุณณ์ คุณพ่อรักปุณณ์ ท่านคือคนที่รักปุณณ์มากที่สุด”

“พ่อกำลังรักคนอื่น พี่ไม่เห็นเหรอ” คนตัวเล็กแย้ง

“พี่เชื่อว่าคุณพ่อจะไม่รักใครเท่ากับรักปุณณ์”

กันต์หันมามองหน้าคนน้อง เขาเห็นแววตาที่ว่างเปล่าของปุณณ์ เขารู้ว่าตอนนี้คำพูดใด ๆ ก็ไม่อาจเข้าไปถึงหัวใจที่บอบช้ำของปุณณ์ได้ กันต์จึงไม่พูดอะไร เขาค่อย ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ แล้วใช้มือข้างหนึ่งกุมมือที่เย็นเฉียบของปุณณ์เอาไว้หลวม ๆ จากนั้นจึงใช้แขนอีกข้างโอบประคองแผ่นหลังบอบบางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะออกแรงเบา ๆ ให้ร่างเล็กเอนศีรษะลงมาซบที่อกแกร่งของตัวเอง

ปุณณ์ไม่ได้ขัดขืน เขาปล่อยให้ตัวเองซบอยู่กับอกของกันต์อย่างหมดอาลัยตายอยาก น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลรินลงมาเป็นทางจนเปื้อนเสื้อเชิ้ต

“ปุณณ์ยังมีพี่ไม่ใช่เหรอ เรื่องของคุณพ่อก็ปล่อยให้คุณพ่อเป็นคนตัดสินใจเถอะนะ”

กันต์เอ่ยเสียงแผ่ว พลางลูบผมของปุณณ์อย่างอ่อนโยน เขาปล่อยให้ปุณณ์ได้ร้องไห้จนพอใจในอ้อมกอดของเขาโดยที่เขาจะไม่ตัดสินและคิดว่าตนเองจะอยู่เป็นเสาหลักให้ปุณณ์ได้พักพิงต่อไป

บทถัดไป