บทที่ 3 [3]
[3]
“ใครร้าย”
“น้องไม่มีทางยอมรับผู้หญิงคนนั้น น้องไม่ยอมให้พ่อแต่งงานใหม่แน่ ๆ น้องยอมรับไม่ได้หรอก น้องยอมไม่ได้”
ทันทีที่นั่งลงตรงมุมหนึ่งของเตียงนอน ปุณณ์ก็เงยหน้าขึ้นมองกันต์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยหยดน้ำ ไม่มีการร้องไห้หรือเสียงสะอื้นใด ๆ มีเพียงแค่ความเจ็บปวดที่ฉายออกมาอย่างชัดเจนในแววตา
ปุณณ์กลัว... กลัวเหลือเกินที่จะไม่ได้รับความรักจากผู้เป็นพ่อ
“ถ้ามันเป็นความสุขของคุณพ่อ น้องก็ควรจะยอมรับนะคะ” กันต์เอ่ย
“ไม่เอา! น้องไม่แบ่งคุณพ่อให้ใครทั้งนั้น” ปุณณ์แย้ง
“น้องแบ่งคุณพ่อให้พี่มายี่สิบกว่าปีแล้ว น้องลืมเหรอ”
มือหนาของกันต์ค่อย ๆ ยกขึ้นลูบลงบนศีรษะของปุณณ์อย่างแผ่วเบา ดวงตาคู่คมสบมองไปยังดวงตาคู่งามของคนน้อง ปลายนิ้วแกร่งไล้ไปตามเส้นผมสีดำสนิทด้วยความอ่อนโยน ทุกการกระทำของกันต์เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยที่เขามีให้ปุณณ์มาตลอดตั้งแต่เด็ก
เขารักน้องชายคนนี้ เพียงแต่ไม่ได้รักแบบที่พ่อบุญธรรมหวังให้รัก
“พี่กันต์กับเขาไม่เหมือนกัน” ปุณณ์เอ่ย
“เราสองคนจะแต่งงานกัน คุณพ่อเองก็คงกลัวว่าจะเหงา เราปล่อยให้ท่านมีความสุขในแบบของท่านดีไหมคะ”
แม้กันต์จะลังเลเรื่องความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อแพรไหมอยู่บ้าง แต่น้ำตาของปุณณ์ก็ทำให้กันต์ทนมองเฉย ๆ ไม่ได้
ท่าทีของปุณณ์ที่ดูแตกสลายทำเอาหัวใจของคนเป็นพี่ชายรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา
เขาไม่ได้รักปุณณ์เหมือนที่เคยรักแพรไหม แต่ช่วงเวลาที่เขาเจ็บปวดจากการเลิกราในครั้งนั้น ข้างกายของเขาก็มีปุณณ์ และปุณณ์ก็ไม่เคยห่างเขาไปไหน แม้ว่าพื้นฐานจะเป็นคนเอาแต่ใจ แต่คนตัวเล็กก็ไม่เคยเร่งรัดเรื่องแต่งงาน เพราะแบบนี้กันต์จึงเชื่อว่าเขาจะอยู่กับปุณณ์และเป็นสามีของปุณณ์ได้
ผู้หญิงที่เคยทิ้งเขาไปคนนั้น แม้จะยังทำให้ใจของเขาเต้นแรงอยู่ แต่ก็ไม่ควรมีความหมายอะไรอีกแล้ว
“ผู้หญิงคนนั้นยังสาว แถมยังสวยมากด้วย เขาต้องการอะไรจากผู้ชายอายุเกือบหกสิบปี เขาหลอกพ่อแน่ ๆ น้องมั่นใจ” ปุณณ์เอ่ยอีก
“เรื่องนี้เราก็ต้องค่อย ๆ ดูกันไป พี่คิดว่าคุณพ่อก็ไม่ได้ดูแก่อะไร ท่านยังดูแข็งแรงมาก อีกอย่างคุณพ่อก็ครองตัวเป็นโสดมานาน ตอนนี้อาจจะเป็นเวลาที่เหมาะสมก็ได้” กันต์พยายามอธิบาย
“น้องไม่ยอมรับ น้องรับไม่ได้ ผู้หญิงคนนั้นจะเข้ามาแทนที่แม่ แทนที่น้อง”
แม้ว่าท่าทีของปุณณ์จะดูอ่อนลงมากแล้ว แต่ใจก็ยังยอมรับไม่ได้
“น้องโตแล้วนะคะ ปีนี้อายุยี่สิบเจ็ดแล้ว”
“โตแค่ไหนน้องก็ยังเป็นลูก” ปุณณ์แย้ง
“น้องไม่ได้จะเป็นแค่ลูก วันข้างหน้าน้องจะต้องเป็นภรรยา เป็นคุณแม่ น้องจะเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้แล้วนะ”
“พี่กันต์จำเป็นต้องปลอบน้องแบบนี้จริง ๆ เหรอ เอาตัวเองเข้าแลกเลยเหรอครับ อยากปลอบน้องขนาดนั้นเลย”
คนตัวเล็กอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว นาน ๆ ครั้งคนพี่ถึงจะพูดเรื่องการแต่งงานและพูดถึงอนาคตที่กำลังจะมีด้วยกัน ใบหน้าหวานจึงดูซับสีเลือดมากขึ้น อีกทั้งยังหลบสายตาไปมองที่อื่นด้วยความขวยเขิน
“พี่กันต์รักน้องแล้วเหรอครับ”
ปุณณ์ก้มลงมองมือของตัวเองเพราะไม่รู้ว่าจะวางสายตาของตัวเองเอาไว้ที่ไหน ความเคร่งเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ลดลงจนกันต์อดไม่ได้ที่จะเอ็นดู
“พี่ไม่เคยไม่รักน้องเลยนะ”
ปุณณ์แทบอยากจะกลอกสายตามองบน ทำไมปุณณ์จะไม่รู้ว่า ‘รัก’ ที่กันต์เอ่ยถึงคือความรักแบบไหน แต่จะรักแบบไหนปุณณ์ก็ยอมได้ทั้งนั้น ขอแค่เขามีพี่ชายคนนี้อยู่เคียงข้างเขาไปทั้งชีวิต
“อารมณ์ดีแล้วใช่ไหมคะ” กันต์ถามอีก
“ต่อให้อารมณ์ดีแล้ว แต่น้องก็ไม่มีทางยอมรับผู้หญิงคนนั้นหรอก หน้าของเขา... น้องก็ไม่อยากจะมอง” เสียงของปุณณ์ฉุนเฉียวขึ้นมาเล็กน้อย
“น้องหรือพี่กันแน่นะที่เป็นไบโพลาร์”
กันต์เย้า ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของปุณณ์เอาไว้และส่งรอยยิ้มอบอุ่นไปให้
“ถ้าน้องยังไม่อยากเจอเขาก็ไม่ต้องเจอ แต่พี่จะต้องลงไปข้างล่าง ปล่อยคุณพ่อเอาไว้แบบนั้นไม่ได้ น้องรู้ใช่ไหมคะ”
“รู้ครับ”
“ดีแล้ว เดี๋ยวพี่จะให้แม่บ้านยกอาหารมื้อเย็นขึ้นมาให้บนนี้ มีอะไรก็ให้แม่บ้านลงไปบอกพี่ ตกลงไหมคะ เชื่อฟังนะเด็กดี”
“ครับ น้องจะเชื่อฟัง”
กันต์ได้ยินประโยคนั้นก็ยิ้มให้กับคนตัวเล็กกว่า จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกไปจากห้อง ปุณณ์มองตามแผ่นหลังของคนพี่พร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ถ้าปุณณ์รั้งพ่อเอาไว้ไม่ได้จริง ๆ จะทำอย่างไรดี
เขาจะหันมาทุ่มเทความรักให้กับคนเป็นว่าที่สามีดีไหมนะ ปุณณ์จะแต่งงานจากนั้นก็มีลูก พอมีลูกแล้วก็ทุ่มเทชีวิตให้กับความรักที่มีต่อสามีและลูก ถ้าหากทำแบบนั้นแล้วความรู้สึกที่ราวกับว่าบางอย่างหลุดลอยหายไปจากชีวิตจะถูกเติมเต็มอีกครั้งไหม ไม่แน่ว่าการจากเป็นอาจจะไม่เจ็บปวดเหมือนการจากไปเพราะความตาย เหมือนที่ครั้งหนึ่งแม่ของเขาและคุณลุงกับคุณป้าจากไปก็ได้
“น้องเป็นยังไงบ้างลูก”
คุณปารัณถามขึ้นมาทันทีที่เห็นลูกบุญธรรมเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น นักธุรกิจวัยห้าสิบหกปีที่คร่ำหวอดมาทั้งวงการสีขาว สีเทาและสีดำสนิทคนนี้มีจุดอ่อนอยู่แค่ไม่กี่อย่าง หนึ่งในนั้นคือลูกชายเพียงคนเดียวของเขา ปารัณทะนุถนอมปุณณ์ยิ่งกว่าไข่ในหิน แม้แต่สามีของลูกในอนาคตเขาก็ยังอบรมบ่มนิสัยมาด้วยตัวเอง
“สงบลงแล้วล่ะครับ” กันต์ตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มฝืน ๆ
“น้องคงไม่ลงมาทานอาหารมื้อเย็นกับเราใช่ไหม” ปารัณถามอีก
“ให้เวลาน้องอีกสักหน่อยนะครับ ผมเชื่อว่าอีกไม่นานน้องจะทำใจได้”
“อืม งั้นเราไปทานอาหารมื้อเย็นกันเถอะ”
แม้ว่าปารัณจะรู้สึกลำบากใจกับท่าทีของลูกชาย แต่ความรักและความห่วงใยที่มีต่อแพรไหมก็ยังมีน้ำหนักมากกว่าอยู่เล็กน้อย วันนี้เขาพาแพรไหมเข้าบ้านวันแรก เขาอยากให้แพรไหมเห็นว่าเขาปกป้องและพร้อมจะอยู่เคียงข้างเธอ ปารัณมั่นใจว่าความน่ารักของแพรไหมจะทำให้ลูกชายของเขาใจอ่อนลงได้ในที่สุด
มื้ออาหารผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของกันต์และแพรไหม แม้ว่ากันต์จะพยายามแสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับคนที่มีสถานะเป็นแม่เล็ก แต่ภาพความทรงจำระหว่างเขาและแพรไหมตลอดสามปีก็ผุดขึ้นมาในสมองไม่หยุดเช่นเดียวกัน
แพรไหมเองก็ไม่ได้ต่างกัน เธอพยายามตั้งสติและย้ำกับตัวเองว่าสามีของเธอคือปารัณ ส่วนกันต์เป็นเพียงใครคนหนึ่งที่อยู่ในอดีต
แพรไหมไม่เคยรู้เลยว่าปารัณที่เธอพยายามจะจงรักภักดีคนนี้แหละที่ให้ ‘ชาญ’ คาบข่าวไปบอกเธอว่ากันต์มีคู่หมั้นอยู่ที่กรุงเทพฯ เพียงแต่ช่วงเวลานั้นปารัณไม่ได้สนใจจะดูหน้าลูกสะใภ้ลับ ๆ ของตัวเอง ณ เวลานั้นปารัณคิดเพียงแค่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาในชีวิตของกันต์จะต้องกระเด็นออกไป
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเย็นยังคงอบอวลไปทั่วคฤหาสน์อัคคเดชากุล แม้แต่บรรยากาศในยามค่ำคืนก็ไม่ได้ช่วยให้แพรไหมรู้สึกผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย
คืนแรกที่เธอเข้ามาอยู่ในฐานะคู่หมั้นของปารัณอย่างเปิดเผย ช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนาน เธอพยายามข่มตาให้หลับเท่าไหร่ก็ไร้ผล ภาพใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเกลียดชังของปุณณ์ และสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของอดีตคนรักยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ในที่สุดแพรไหมก็ตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เธอสวมชุดนอนผ้าไหมสีขาวที่พลิ้วไหวไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ก่อนจะคลุมทับด้วยชุดคลุมเนื้อดีสีเดียวกัน เธอก้าวเท้าออกจากห้องอย่างเงียบเชียบและเดินลงมายังสวนสวยของคฤหาสน์ แสงไฟสลัว ๆ จากเสาไฟประดับช่วยขับให้สวนในยามค่ำคืนดูงดงามราวกับอยู่ในความฝัน
แต่ความฝันนั้นต้องพังทลายลง เมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟสลัว ๆ ส่องกระทบเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคย กันต์เดินออกมาจากความมืดมิด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสงบนิ่ง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
แพรไหมชะงักเท้าทันที เธอไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดีในสถานการณ์เช่นนี้ เธอพยายามที่จะหลบหน้าแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ถึงสวนจะสวยแค่ไหน แม่เล็กก็ไม่ควรลงมาเดินเล่นคนเดียวตอนดึก ๆ นะครับ แม่เล็กน่าจะรู้ตื้นลึกหนาบางของคุณพ่ออยู่บ้าง ทำไมถึงดูไม่ระวังตัวเองเสียเลย”
กันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความประชดประชัน แพรไหมหันหน้ากลับมามองเขา ริมฝีปากที่เคยอ่อนหวานบัดนี้กลับเม้มเข้าหากันแน่น เธอไม่รู้จะตอบเขาว่าอย่างไรดี
“ทำไมครับ ตื่นเต้นกับที่นี่จนนอนไม่หลับงั้นเหรอ”
กันต์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ดวงตาคมกริบมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับต้องการจะตอกย้ำให้เธอเห็นว่าเขาไม่พอใจในสถานะใหม่ของเธอแค่ไหน
“ตื่นเต้นกับสถานะใหม่มากเลยเหรอครับ”
คำพูดของกันต์แทงใจดำแพรไหมเข้าอย่างจัง แต่ยังไม่ทันที่แพรไหมจะได้เอ่ยปาก ชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาก่อน
“ผมไม่เข้าใจคุณเลย แพรไหม”
กันต์ก้าวเข้ามาใกล้เธออีกนิด ใบหน้าของเขาหม่นหมองแต่บางจังหวะก็ฉายชัดว่ากำลังโกรธแค้น
“ผมให้คุณได้ไม่มากพอเหรอ ผมคิดว่าตอนที่คุณเป็นเมียของผม และผมก็ไม่ได้ปล่อยให้คุณอด ๆ อยาก ๆ ไม่ใช่เหรอ”
กันต์ไม่คิดจะปกปิดความรู้สึกของเขาอีกแล้ว อีกทั้งเวลานี้เขามั่นใจว่าพ่อบุญธรรมของเขาหลับไปแล้วอย่างแน่นอน กิจวัตรของชายวัยห้าสิบหกปีที่ทรงอิทธิพลคนนั้นเรียบง่ายจนใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง กันต์เองก็ยังแปลกใจที่พ่อบุญธรรมของเขาเลือกที่จะมีภรรยาใหม่
“คุณคิดว่าประชดประชันแพรเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วจริง ๆ เหรอคะ”
แพรไหมหันกลับมามองอดีตคนรักด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความเจ็บช้ำไม่ได้แตกต่างกันนัก น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ บาดแผลที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นยังคงกลัดหนอง เพราะปารัณแสนดีและอบอุ่น เธอถึงพร้อมจะเริ่มต้นชีวิตใหม่
“คุณมีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่คุณกลับโกหกแพร คุณอยู่กับแพรทั้ง ๆ ที่วันหนึ่งคุณต้องกลับมาแต่งงานกับคู่หมั้น ถ้าเกิดแพรไม่ป้องกันแล้วท้องขึ้นมา คุณจะทำยังไงกับแพร ให้แพรเป็นเมียเก็บของคุณไปทั้งชีวิตเหรอ คุณไม่ได้คิดจะให้เกียรติแพรเลยด้วยซ้ำ คุณต่างหากที่ทำลายความรักของเรา คุณต่างหากที่ใจร้าย”
