บทที่ 5 [5]
[5]
“กันต์ควรจะชัดเจนให้มากที่สุด”
“คุณพ่อให้พี่ขึ้นมาตามน้องลงไปทานมื้อเช้า คุณพ่อมีเรื่องจะพูดคุยกับน้อง”
กันต์เดินเข้ามาในห้องของปุณณ์ เขาพบว่าคนน้องนั่งพิงหัวเตียงเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ แต่สีหน้าก็ไม่ได้ดูสบายอารมณ์สักเท่าไหร่ ไม่แน่ว่าอาจจะหงุดหงิดตอนที่พ่อบ้านขึ้นมาตามให้ลงไปทานมื้อเช้า
“น้องไม่คุย พ่ออยากจะทำอะไรก็ทำไป”
“คุณพ่ออยากจะพูดคุยเรื่องงานแต่งของเรา คุณพ่ออยากจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น น้องจะไม่ลงไปพูดคุยจริง ๆ เหรอคะ” กันต์เอ่ย
ปุณณ์ที่กำลังเล่นโทรศัพท์อยู่ถึงกับชะงัก นิ้วเรียวหยุดนิ่งอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ความสนใจทั้งหมดถูกดึงไปที่คำพูดของพี่ชาย คนตัวเล็กทิ้งโทรศัพท์ลงข้างตัวอย่างไม่ใส่ใจ แววตาที่เคยหม่นหมองฉายแววสับสนอย่างรวดเร็ว
การแต่งงานกับกันต์คือสิ่งที่เขาเฝ้าฝันถึงมาตลอด แต่ทำไมถึงเกิดขึ้นในเวลาที่หัวใจเขาบอบช้ำที่สุด
“พี่กันต์ตกลงแล้วเหรอครับ”
ปุณณ์เอ่ยเสียงแผ่วเบาจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ
“ก่อนหน้านี้พี่บอกว่าน้องยังเด็ก พี่เองก็ยังไม่พร้อม”
กันต์ไม่ได้ตอบในทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากคืนที่ผ่านมาถูกฉาบด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งถึงแววตา เขาจะต้องแต่งงานกับปุณณ์แน่นอน ต่อให้ไม่ได้รักกันฉันชู้สาวก็ตาม
หากเขาไม่เด็ดขาดในเรื่องนี้ เขาจะไม่มีวันสร้างกำแพงขึ้นมาได้ เขาเคยรักแพรไหมมากแค่ไหน เขาเคยเจ็บปวดตอนที่แพรไหมเลิกร้างมากแค่ไหน เขาคือคนที่รู้ดีที่สุด
“พี่เปลี่ยนใจแล้วค่ะ มันถึงเวลาที่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” กันต์เอ่ย
ปุณณ์เงยหน้าขึ้นสบตาพี่ชาย เขาอยากรู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่กลับพบเพียงความเคร่งเครียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตาคู่คม ปุณณ์รู้สึกถึงความหงุดหงิดของพี่ชายมาตั้งแต่เมื่อคืน และรู้ดีว่าการตัดสินใจในครั้งนี้อาจไม่ใช่เพราะรักเขา แต่มันอาจจะเป็นเพราะแพรไหม
“คนที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาคนแรกคือพ่อสินะครับ”
ปุณณ์เอ่ยก่อนจะยิ้มเยาะตัวเอง รอยยิ้มนั้นไม่ได้น่ารักเหมือนเคยแต่เต็มไปด้วยความขมขื่นที่พยายามปกปิดไว้ ยิ่งกันต์ไม่ได้ตอบรับก็เท่ากับว่ามันคือเรื่องจริง
“เราหมั้นกันมานานแล้วนะคะ แต่งเสียทีก็ดีเหมือนกันค่ะ”
“พ่อคงคิดว่าวิธีนี้จะทำให้น้องยอมรับเมียใหม่ของเขา แต่น้องไม่มีทางยอมรับ การแต่งงานของเราสองคนเป็นคนละเรื่องกับเรื่องแพรไหมอะไรนั่น”
“คุณพ่อตั้งใจจะเลื่อนวันแต่งงานของท่านออกไป ไม่แน่หรอก... ท่านอาจจะไม่จัดงานแต่งก็ได้ ถ้าน้องไม่อนุญาต”
“พ่อแคร์ความรู้สึกน้องด้วยเหรอ ตั้งแต่เอ่ยปากเรื่องแม่ใหม่ พ่อเดินหนีน้องนะ พ่อเคยทำแบบนี้เมื่อไหร่กัน” คนตัวเล็กแหวขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
“น้องรู้ไหมว่าคุณพ่อเครียดเรื่องน้องมาก”
“ไม่จริงหรอก คุณพ่อเครียดเรื่องที่ภรรยาของเขาไม่ได้รับการยอมรับมากกว่า น้องยืนยันนะครับ ต่อให้งานแต่งของเราจะเกิดขึ้นพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ น้องก็ไม่ยอมรับผู้หญิงคนนั้น ดูมุมไหนก็ไม่ได้รักพ่อจริง ๆ”
ปุณณ์แอบคุยกับ ‘ชาญ’ คนสนิทของปารัณแล้ว ชาญไม่ได้ปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้น พ่อของปุณณ์ใช้จ่ายไปกับเรื่องของแพรไหมมากมายหลายล้านบาท ทั้งรักษาแม่ของแพรไหม ซื้อบ้านให้แพรไหม ซื้อเครื่องเพชรเครื่องทองให้แพรไหม ไม่นับเงินเดือนที่เจ้าหล่อนจำเป็นต้องได้ในฐานะของคุณนายอีก
“น้องจะไม่ลงไปพูดคุยเหรอคะ” กันต์ถามอีก
“ไม่ครับ น้องไม่ลง”
“ไม่อยากแต่งงานเหรอ”
“อยากแต่ง แต่ไม่ลง”
ปุณณ์เงยหน้าขึ้นมองกันต์ ดวงตาคู่สวยที่บวมช้ำจากการร้องไห้เมื่อคืนนี้ยังคงมีร่องรอยความหม่นหมองอยู่เล็กน้อย แต่สิ่งที่ฉายชัดคือความขุ่นเคือง แม้เจ้าตัวจะพยายามเก็บซ่อนไว้ คนตัวเล็กเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันอย่างขัดใจ แต่กลับทำให้แก้มที่นุ่มนิ่มของเขาดูพองขึ้นมาอย่างน่ารักน่าหยิก
“ดื้อจัง” กันต์เอ่ย
เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชาย ปุณณ์ก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ปุณณ์อยากให้กันต์เห็นว่าเขาไม่พอใจและไม่ยินดียินร้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย แต่ในสายตาของกันต์ที่มองอยู่ใกล้ ๆ ความขุ่นเคืองของน้องชายกลับน่าเอ็นดูเสียจนอยากจะคว้ามาปลอบ
“น้องไม่ได้เพิ่งจะดื้อเมื่อวานนี้หรือวันนี้สักหน่อย น้องดื้อมานานแล้ว ทำไมครับ พอมีผู้หญิงสวย ๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน น้องทำอะไรก็ผิดเหรอ”
“พี่ยังไม่ได้พูดสักคำเลยนะคะว่าน้องผิด พี่เองก็ตกใจเหมือนกัน ถ้าคุณพ่อบอกเราก่อนหน้านี้นานสักหน่อย เราสองคนอาจจะทำใจได้มากกว่านี้”
“ใช่ไหมครับ ใครจะไปทำใจได้ บอกกันปุ๊บปั๊บแถมยังมีเมียเด็กอีก ผู้หญิงคนนั้นก็อะไร แต่งงานกับผู้ชายอายุคราวพ่อ”
“เขาคงมีเหตุผลของเขา” กันต์เอ่ย
“เข้าข้างเหรอครับ เพราะอะไร เพราะเขาสวยเหรอ”
“เพราะเขาคือคนที่คุณพ่อเลือกต่างหาก พี่ทำอะไรไม่ได้มากหรอกนะคะ คนที่เป็นลูกบุญธรรมอย่างพี่ทำได้แค่เคารพการตัดสินใจ พี่หวังว่าคุณพ่อจะมีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่”
“แต่น้องไม่ชอบผู้หญิงคนนั้น” ปุณณ์แย้งอีก
“ถ้าเป็นคนอื่น น้องจะรับได้เหรอคะ”
“ก็ไม่ น้องไม่อยากให้พ่อแบ่งความรักความสนใจไปให้ใคร”
พูดถึงตรงนี้ น้ำตาของคนตัวเล็กก็คลอขึ้นมาอีก
“พี่รับปากนะคะว่าจะใส่ใจน้องให้มากขึ้น เราลงไปพูดคุยกับคุณพ่อเรื่องการแต่งงานของเราดีกว่า น้องอยากให้เร็วแค่ไหนดีคะ” กันต์พยายามจะกล่อมต่อ
“น้องลงไปได้ แต่การลงไปของน้องไม่ใช่การยอมรับแม่นั่น”
“พี่รู้ค่ะ เราลงไปพูดคุยเรื่องของเรา ไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น”
“ปุณณ์ ลงมาสักทีนะลูก”
ปารัณเอ่ยทักลูกชายทันทีที่เห็นร่างบอบบางก้าวเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร แพรไหมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ส่งยิ้มมาให้เพื่อแสดงความเป็นมิตร
“ถึงจะเลื่อนวันแต่งงานของปุณณ์เข้ามา แต่ปุณณ์ก็ไม่ได้คิดจะยอมรับผู้หญิงคนนี้หรอกนะครับ” ปุณณ์เองก็ตอบกลับมาทันที
“ถ้าปุณณ์ไม่อยากให้พ่อจัดงานแต่ง พ่อก็จะไม่จัด พ่อตามใจปุณณ์”
สีหน้าของลูกชายเพียงคนเดียวทำให้ปารัณอดสงสารไม่ได้ เมื่อคืนนี้คงร้องไห้อย่างหนักเพราะตอนนี้ดวงตาก็ยังบวมช้ำ ตอนแรกก็คิดว่าจะดึงดันไปให้สุดทาง แต่เห็นแบบนี้แล้วก็ใจอ่อน อีกอย่างแพรไหมก็ว่าง่ายกว่าปุณณ์มาก
ตอนนี้ขอแค่ปุณณ์ยอมให้แพรไหมเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ นานไปก็อาจจะยอมรับกันและกันก็ได้
“แต่งานแต่งของปุณณ์กับกันต์จะต้องยิ่งใหญ่ที่สุดให้สมฐานะของผู้สืบทอดของตระกูลอัคคเดชากุล” ปารัณเอ่ยอย่างเอาใจ
“ปุณณ์ไม่รีบ”
ปุณณ์เอ่ยก่อนจะตวัดสายตาไปมองผู้หญิงเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ในห้องนี้ และส่งสายตาเคืองขุ่นไปให้ ปุณณ์แน่ใจว่าตัวเองไม่มีวันยอมรับได้แน่นอน
“ฉันได้ยินมาว่าพ่อซื้อบ้านให้เธอ ทำไมเธอไม่อยู่บ้านหลังนั้น จะเสนอหน้ามาอยู่ในบ้านที่คนเขาไม่ต้อนรับทำไม”
ยังไม่ทันที่จะนั่งลง ปุณณ์ก็เอ่ยประโยคที่ทำให้ปารัณหัวใจหนักอึ้งขึ้นมาอีก
“แหวนที่พ่อของฉันซื้อให้เธอราคาเป็นล้าน บ้านอีกห้าล้าน รักษาแม่ของเธออีกสองล้านกว่า เธอสร้างประโยชน์อะไรให้กับอัคคเดชากุลเหรอถึงได้ใช้จ่ายเงินของตระกูลเราได้ง่าย ๆ ขนาดนี้”
ปุณณ์ไม่ใช่คนขี้เหนียว เขาไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยเรื่องเงินมาก่อนด้วยซ้ำ แต่เพราะมันเป็นเรื่องของแพรไหม ผู้หญิงที่ปุณณ์ไม่ชอบหน้าตั้งแต่แรกเห็น ห้าบาทสิบบาทปุณณ์ก็จะทวง
“ปุณณ์... แพรไหมเป็นภรรยาของพ่อ เงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมายอะไร”
จบประโยคของปารัณ ปุณณ์ก็หันขวับมามองหน้าพ่อของตัวเอง
“เหยียบเข้าบ้านหลังนี้ได้แค่คืนเดียว พ่อยังปกป้องมันขนาดนี้ ถ้ามันอยู่สักสัปดาห์ พ่อจะไม่ไล่ปุณณ์ออกจากบ้านเลยเหรอ” ปุณณ์เสียงดังขึ้นมาทันที
“พ่อจะทำแบบนั้นได้ยังไง พ่ออาจจะมีแพรอยู่ข้าง ๆ แต่ปุณณ์คือที่หนึ่งในใจของพ่อนะ” ปารัณเอ่ย
“งั้นก็ไม่ต้องใช้การแต่งงานเป็นเงื่อนไขสิครับ ทำไมต้องยกทุกอย่างให้หลังแต่งงาน ปุณณ์จะแต่งหรือไม่แต่งกับพี่กันต์ ปุณณ์ก็เป็นลูกของพ่อ”
สิ่งที่ปุณณ์พูดก็ถูกต้องแต่ปารัณมีเหตุผลที่ต้องทำแบบนี้ ปารัณอยากจะชดเชยทุกอย่างให้กับกันต์ พ่อแม่ของกันต์ที่เสียไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วคือผู้เสียสละ การที่อัคคเดชากุลยิ่งใหญ่มาได้จนถึงตอนนี้ก็เพราะพวกเขา
ทว่าเรื่องนี้ปารัณบอกใครไม่ได้ ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่ากันต์ไม่ได้รักลูกชายของตนเอง แต่ปารัณก็ยังต้องการให้การสมรสเกิดขึ้น เขาดีกับกันต์มาตลอดก็เพราะอยากจะให้กันต์รักและเชื่อฟังเขามากที่สุด
“น้องคะ เราคุยกันแล้วนะ พี่ไม่อยากเห็นน้องอารมณ์เสียเลย”
กันต์ที่ยืนนิ่งมาสักพักแล้วจึงเอ่ยขึ้นบ้าง น้ำเสียงของกันต์เต็มไปด้วยความห่วงใยและการปลอบประโลม ตั้งแต่เดินเข้าห้องรับประทานอาหารมา สายตาของกันต์ก็ไม่ได้ละไปจากคู่หมั้นเลยแม้สักวินาทีเดียว คนที่ฟังอยู่อย่างปุณณ์และคนที่ได้รับฟังไปด้วยอย่างแพรไหมรู้สึกกับท่าทีของกันต์ไปคนละแบบ
ปุณณ์รู้สึกดีที่กันต์เลือกจะอยู่ข้างตน ส่วนแพรไหมกำลังเจ็บปวด หัวตาของเธอเห่อร้อนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอรักกันต์ ยอมให้ครั้งแรกไปกับกันต์ แต่ผู้ชายที่เธอรักกลับหลอกลวงเธอ แพรไหมน้อยใจจนน้ำตาแทบจะร่วง
“นั่งลงทานมื้อเช้าก่อนดีกว่าค่ะ”
กันต์เอ่ย ก่อนจะประคองปุณณ์ไปนั่งลงตรงที่นั่งประจำ จากนั้นก็หันไปมองพ่อบ้านที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ เพียงครู่เดียวข้าวต้มร้อน ๆ ที่ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ถูกนำมาวางลงตรงหน้าปุณณ์
“ทานเยอะ ๆ นะคะเด็กดี” กันต์เอ่ยอีก
ทุกอย่างที่กันต์แสดงออกก็เพื่อจะตอกย้ำกับตัวเองว่าปุณณ์คือคนที่เขาควรใส่ใจ ปุณณ์คือคนที่เขาควรมองดูและแสดงออกให้รับรู้ได้ว่าเขารัก แต่ทุกการกระทำของกันต์กลับสร้างบาดแผลลงในใจของหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้อง
แพรไหมทำใจแล้วว่าเรื่องระหว่างเธอและกันต์จะเป็นไปไม่ได้ แต่การที่เห็นอดีตคนรักหรือจะเรียกให้ชัดว่าอดีตสามีทำดีกับคนอื่น ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้คนอื่น ใจของแพรไหมก็เจ็บแปลบขึ้นมา
ปารัณที่นั่งอยู่ตั้งแต่แรกรับรู้ได้ว่าแพรไหมนิ่งไป ชายวัยกลางคนมองตามสายตาของหญิงสาวไปและพบว่าแพรไหมกำลังมองกันต์อยู่ แววตาของหญิงสาวหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
ปารัณชะงักมือที่กำลังจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความเอะใจ ทำไมแพรไหมถึงได้มองลูกบุญธรรมของเขาด้วยสายตาแบบนั้นกันนะ
