บทที่ 1 จิ้งจอกขาวกลางหิมะ

คืนหนึ่งในช่วงปลายเหมันต์ หิมะโปรยลงมาปกคลุมภูเขาไป๋ซานจนกลายเป็นผืนสีขาวกว้างสุดสายตา

สายลมพัดผ่านยอดสนอย่างต่อเนื่อง เสียงกิ่งไม้กระทบกันดังกรอบแกรบเป็นระยะ ความหนาวเย็นกัดผิวจนแม้แต่สัตว์ป่าที่เคยออกหากินในยามค่ำยังพากันหลบเข้าโพรง

ท่ามกลางความเงียบงันนั้น กลับมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากบนทางลาดชัน

ชายชุดดำสามคนกำลังวิ่งตามบางสิ่ง

“มันอยู่ข้างหน้า!”

เสียงตะโกนดังขึ้น

เงาสีขาวพุ่งผ่านต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว

ร่างนั้นเล็กกว่ามนุษย์มาก แต่เคลื่อนไหวเร็วจนแทบมองไม่ทัน

ดวงตาสีทองเหลือบกลับไปมองด้านหลังเพียงครู่เดียว

ในแววตานั้นมีทั้งความระวังและความเหนื่อยล้า

ไป๋หลิงกำลังหนี

นางไม่ควรต้องหนีจากมนุษย์กลุ่มนี้ด้วยซ้ำ

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน นางควรจะเดินทางกลับสู่เขตแดนของตนเองพร้อมสมุนไพรที่ต้องการ แล้วเตรียมตัวรับทัณฑ์สวรรค์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ทว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวกลับทำให้เรื่องทั้งหมดเปลี่ยนไป

“หยุด!”

ชายที่อยู่ด้านหลังตะโกน

ไป๋หลิงไม่สนใจ

นางเร่งฝีเท้า

พลังตบะนับพันปีที่สะสมอยู่ในร่างถูกดึงออกมาใช้ทีละน้อย แม้จะยังมีพลังมากกว่าปีศาจทั่วไป แต่การใช้พลังมากเกินไปจะทำให้ร่องรอยของนางชัดเจนขึ้น

และนั่นเป็นสิ่งที่นางไม่ต้องการ

เพราะหากพวกนักล่ารู้ว่าแท้จริงแล้วนางเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่กำลังจะบรรลุเซียน พวกมันจะไม่มีวันยอมปล่อยให้หนีไปง่าย ๆ

ไป๋หลิงกระโดดข้ามก้อนหินขนาดใหญ่ ก่อนเลี้ยวเข้าป่าทึบ

เสียงกระบี่ฟาดผ่านอากาศตามมาติด ๆ

ฉึก!

คมกระบี่เฉือนผ่านขนบริเวณไหล่ของนาง

ความเจ็บแล่นขึ้นทันที

ไป๋หลิงกัดฟัน

เลือดหยดหนึ่งตกลงบนหิมะ

นางไม่สนใจ

แต่ในวินาทีถัดมา แผ่นยันต์สีเหลืองกลับลอยเข้ามาจากด้านหน้า

“กับดัก!”

ไป๋หลิงเบี่ยงตัวหลบ

แสงสีทองระเบิดขึ้นตรงหน้า

ร่างของนางกระเด็นออกไปกระแทกต้นไม้

ความรู้สึกชาแล่นไปทั่วร่าง

ก่อนที่นางจะทันลุกขึ้น คมกระบี่เล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามา

ไป๋หลิงใช้พลังที่เหลือสร้างม่านป้องกัน

เปรี้ยง!

แรงปะทะทำให้พื้นหิมะแตกกระจาย

นางถอยหลังไปหลายก้าว

พลังในร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

“เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว จิ้งจอกปีศาจ!”

ชายชุดดำคนหนึ่งกล่าว

ไป๋หลิงมองเขา

“ข้าไม่เคยทำร้ายมนุษย์ เหตุใดต้องไล่ล่าข้า?”

“ปีศาจก็คือปีศาจ”

คำตอบนั้นทำให้นางหัวเราะอย่างเย็นชา

“ถ้าเช่นนั้น ต่อให้ข้าช่วยมนุษย์ พวกเจ้าก็ยังคิดว่าข้าสมควรถูกฆ่าอยู่ดีสินะ”

“อย่าพูดมาก!”

คมกระบี่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง

ไป๋หลิงหลบได้หนึ่งครั้ง

สองครั้ง

แต่บาดแผลที่ไหล่เริ่มทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง

นางจำเป็นต้องหนี

ทันใดนั้นนางหันหลังแล้ววิ่งไปทางหน้าผา

“มันจะหนีไปทางนั้น!”

นักล่าคนหนึ่งตะโกน

ไป๋หลิงกระโดดข้ามโขดหิน

เบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชัน

นางหยุดกะทันหัน

ด้านหลังมีนักล่าสามคน

ด้านหน้าคือเหวลึก

นางไม่มีทางเลือก

ไป๋หลิงหลับตา รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ขาทั้งสี่ ก่อนกระโจนออกจากหน้าผา

เสียงตะโกนของนักล่าดังตามหลังมา

แต่ร่างสีขาวกลับร่วงลงสู่ความมืด

ลมหนาวปะทะใบหน้าอย่างรุนแรง

ไป๋หลิงพยายามเรียกพลังเพื่อหยุดการตก

ทว่าแผลจากกระบี่ทำให้พลังในร่างติดขัด

ร่างของนางกระแทกกิ่งสนหลายชั้น

กิ่งหนึ่ง

สองกิ่ง

สามกิ่ง

ก่อนตกลงบนพื้นหิมะในที่สุด

ความเจ็บปวดรุนแรงจนสติแทบดับ

นางพยายามลุกขึ้น

ขาทั้งสี่กลับไม่ตอบสนอง

ไป๋หลิงนอนนิ่งอยู่บนหิมะ

เสียงนักล่าค่อย ๆ หายไป

พวกมันคงคิดว่านางตกลงมาตายแล้ว

นางเองก็เกือบคิดเช่นนั้น

ดวงตาสีทองมองท้องฟ้า

หิมะกำลังตก

เกล็ดสีขาวละลายบนปลายจมูกของนาง

“ข้ายังตายไม่ได้...”

นางพึมพำ

อีกไม่นานนางต้องกลับไปเตรียมรับทัณฑ์สวรรค์

อีกไม่นาน...

แต่ร่างกายกลับไม่ฟังคำสั่ง

ไป๋หลิงพยายามคืนร่างมนุษย์

แสงสีขาวปรากฏขึ้นรอบตัว

หางทั้งเก้าปรากฏออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนสลายหายไป

พลังไม่พอ

นางยังไม่สามารถคืนร่างได้

“บ้าเอ๊ย...”

ไป๋หลิงหลับตา

นางรู้ดีว่าบาดแผลนี้ไม่ธรรมดา

กระบี่ของนักล่าถูกลงอาคม

พลังปราบมารกำลังกัดกินตบะของนางอย่างช้า ๆ

หากไม่มีใครช่วยภายในคืนนี้ นางคงไม่รอด

แต่ในป่าลึกเช่นนี้จะมีใครผ่านมา?

คำถามนั้นไม่มีคำตอบ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่รู้

ความหนาวเริ่มแทรกซึมเข้ากระดูก

เปลือกตาของไป๋หลิงหนักขึ้น

ในช่วงเวลาที่กำลังจะยอมแพ้ เสียงบางอย่างกลับดังขึ้น

กรอบ...

กรอบ...

เสียงรองเท้าเหยียบหิมะ

ไป๋หลิงลืมตา

กลิ่นมนุษย์

นางพยายามรวบรวมแรง

หากเป็นนักล่า นางคงไม่มีทางรอด

แต่ถ้าเป็นชาวบ้าน...

อย่างน้อยก็ยังมีโอกาส

เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏหลังม่านหิมะ

ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นเขา

เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มที่เรียบง่าย รองเท้าบูตเปื้อนหิมะ และสะพายตะกร้าไม้ไว้บนหลัง

ในมือมีโคมไฟเล็ก ๆ

แสงสีเหลืองสั่นไหวตามแรงลม

ชายหนุ่มหยุดเมื่อเห็นรอยเลือด

เขาก้มลง

“มีสัตว์บาดเจ็บ?”

เสียงของเขานุ่มและสงบ

ไป๋หลิงไม่ตอบ

ชายหนุ่มเดินตามรอยเลือดมาเรื่อย ๆ

กระทั่งพบร่างของนาง

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

“จิ้งจอกขาว?”

ไป๋หลิงพยายามขู่

“กรร...”

เสียงเบาจนน่าเวทนา

ชายหนุ่มไม่ได้หัวเราะ

เขาวางตะกร้าลง แล้วนั่งยอง ๆ ห่างจากนาง

“อย่าเพิ่งกัดข้า”

ไป๋หลิงมองเขาอย่างระแวง

“ข้าไม่คิดทำร้ายเจ้า”

เขาถอดถุงมือออก

มือเรียวยาวค่อย ๆ ยื่นมา

ไป๋หลิงขยับหนี

แต่ร่างกายกลับหมดแรง

ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงไม่ฝืน

เขากลับหยิบผ้าสะอาดออกจากตะกร้า

“ถ้าเจ้ากลัว ข้าจะไม่จับก่อน”

เขาพูดเหมือนกำลังคุยกับมนุษย์

“แต่แผลของเจ้าต้องห้ามเลือด”

ไป๋หลิงมองเขานิ่ง ๆ

ในแววตาของชายหนุ่มไม่มีความโลภ

ไม่มีความกลัว

ไม่มีเจตนาร้าย

มีเพียงความสงสารเล็ก ๆ

หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้

คราวนี้ไป๋หลิงไม่มีแรงขัดขืน

ชายหนุ่มช้อนร่างนางขึ้น

ความอบอุ่นจากฝ่ามือทำให้นางสะดุ้ง

เขารีบห่อร่างนางด้วยผ้าหนา

“ตัวเย็นมาก”

เขาพึมพำ

“อดทนหน่อย”

ไป๋หลิงมองใบหน้าของเขา

“เจ้าชื่ออะไร...”

คำถามนั้นอยู่ในใจ แต่สิ่งที่ออกจากปากกลับมีเพียงเสียงครางเบา ๆ

ชายหนุ่มลุกขึ้น

“ข้าชื่อหลี่เทียนเซียว”

เขาก้าวลงจากเขา

“เป็นหมออยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขา”

ไป๋หลิงหลับตาลง

หมอ...

อย่างน้อยนางก็อาจมีโอกาสรอด

เรือนสมุนไพรของหลี่เทียนเซียวตั้งอยู่สุดหมู่บ้าน

ตัวเรือนทำจากไม้เก่าแต่สะอาดสะอ้าน ด้านหน้าเป็นแปลงสมุนไพรเล็ก ๆ ส่วนด้านหลังมีต้นเหมยเก่าแก่ต้นหนึ่ง

เทียนเซียววางจิ้งจอกลงบนผ้านุ่ม

จากนั้นจุดตะเกียงเพิ่ม

เขาเปิดตู้หยิบกล่องยาออกมา

“อยู่นิ่ง ๆ”

เขาบอก

ไป๋หลิงมองมือของเขา

เทียนเซียวใช้กรรไกรตัดขนบริเวณรอบบาดแผลออกเล็กน้อย

เมื่อเห็นรอยแผล เขาขมวดคิ้ว

“บาดลึกมาก”

เขาใช้น้ำสะอาดล้างเลือดออก

ไป๋หลิงกัดฟัน

เจ็บจนแทบอยากกัดมือเขา

แต่เทียนเซียวกลับพูดตลอดเวลา

“อีกนิดเดียว”

“อดทน”

“ใกล้เสร็จแล้ว”

น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด

สุดท้ายเขาใช้สมุนไพรบดละเอียดทาลงบนแผลแล้วพันผ้า

“เรียบร้อย”

ไป๋หลิงหอบเบา ๆ

เทียนเซียวมองนาง

“เจ็บมากหรือ?”

นางหลับตา

เขาคงไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำให้นางเจ็บไม่ใช่เพียงบาดแผล

แต่คือพลังปราบมารที่ยังตกค้างอยู่ในร่าง

เทียนเซียวเดินไปต้มยา

ไม่นานกลิ่นสมุนไพรก็ลอยทั่วเรือน

เขานำถ้วยเล็กมาวางตรงหน้า

“ดื่ม”

ไป๋หลิงมองยา

กลิ่นขมมาก

นางหันหน้าหนี

เทียนเซียวเงียบไป

“ไม่ชอบหรือ?”

นางยังไม่หันกลับ

เขาหัวเราะเบา ๆ

“เจ้ารู้เรื่องมากกว่าที่ข้าคิดนะ”

เขาเติมน้ำผึ้งลงในยา

“แบบนี้คงดีขึ้น”

ไป๋หลิงมองถ้วยอีกครั้ง

สุดท้ายยอมดื่ม

เทียนเซียวมองจนแน่ใจว่านางกินหมด

จากนั้นจึงนำผ้าห่มมาคลุมให้

“คืนนี้นอนที่นี่ก่อน”

ไป๋หลิงลืมตาขึ้น

เขากำลังเก็บของ

“พรุ่งนี้ถ้าอาการดีขึ้น ข้าจะเปลี่ยนยาให้”

นางมองเขา

ชายหนุ่มกำลังจะเดินออกไป แต่กลับหยุดแล้วหันกลับมา

“จริงสิ”

เขายิ้มบาง ๆ

“ข้าจะเรียกเจ้าว่าเสี่ยวไป๋ดีไหม?”

ไป๋หลิงทำตาขวาง

เทียนเซียวหัวเราะ

“ไม่ชอบ?”

นางหันหน้าหนี

“เอาเถอะ ข้าจะคิดชื่อใหม่ให้”

ประตูปิดลง

ความเงียบกลับมาอีกครั้ง

ไป๋หลิงลืมตาอยู่คนเดียว

เสี่ยวไป๋?

นางเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่บำเพ็ญเพียรมาพันปี

ไม่เคยมีใครกล้าตั้งชื่อให้นางเช่นนี้

แต่แปลก...

นางกลับไม่ได้โกรธ

กลับรู้สึกว่าความคิดของชายผู้นี้ช่างประหลาดเสียจริง

คืนนั้นไป๋หลิงหลับไปโดยไม่รู้ตัว

เป็นการหลับที่สงบที่สุดในรอบหลายปี

ไม่มีเสียงสวดไล่ปีศาจ

ไม่มีคมกระบี่

ไม่มีผู้ใดตามล่า

มีเพียงเสียงลมหนาวนอกหน้าต่าง

และเสียงฝีเท้าของหมอยาหนุ่มที่ยังคงเดินไปมาอยู่ในเรือน

ก่อนที่สติจะดับลงอย่างสมบูรณ์ ไป๋หลิงคิดเพียงเรื่องเดียว

มนุษย์ผู้นี้...

ช่างใจดีเกินไปแล้ว

นางไม่รู้เลยว่า การยื่นมือช่วยเหลือครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวาสนาที่ผูกพันคนสองคนเข้าด้วยกันยาวนานเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

และไม่รู้เช่นกันว่า...

ชายผู้ช่วยชีวิตนางในคืนหิมะตก จะเป็นคนเดียวกับที่ทำให้นางยอมละทิ้งความฝันในการเป็นเซียนในท้ายที่สุด

บทถัดไป