บทที่ 2 เรือนสมุนไพรใต้แสงตะเกียง
เสียงไม้ฟืนแตกดังเปรี๊ยะอยู่ในเตาเล็ก ๆ กลางเรือน
กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยปะปนกับกลิ่นควันจาง ๆ จนทั่วห้องอบอวลไปด้วยความอบอุ่น ต่างจากอากาศด้านนอกที่ยังคงหนาวเย็นจนกระจกหน้าต่างขึ้นฝ้า
จิ้งจอกขาวตัวเล็กนอนขดอยู่บนผ้าห่มผืนหนาใกล้เตาไฟ
ดวงตาสีดำค่อย ๆ เปิดขึ้น
สิ่งแรกที่ไป๋หลิงเห็นคือเพดานไม้เก่า ๆ
สิ่งต่อมาคือแสงสีส้มจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่ตรงเสาไม้
และสุดท้าย...
ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอยู่ไม่ไกลจากนาง
หลี่เทียนเซียวกำลังบดสมุนไพรอยู่บนโต๊ะเตี้ย ๆ มือข้างหนึ่งถือสากหิน อีกข้างค่อย ๆ หมุนถ้วยยาอย่างใจเย็น สีหน้าของเขาดูตั้งใจจนแทบไม่รู้เลยว่าจิ้งจอกตัวหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้ว
ไป๋หลิงมองเขาเงียบ ๆ
มนุษย์ผู้นี้ยังอยู่
นางจำได้ว่าเมื่อคืนตัวเองเกือบหมดสติจากบาดแผล ความเย็นกัดกินร่างจนแทบขยับไม่ได้ กระทั่งชายหนุ่มคนนี้อุ้มนางขึ้นจากพื้นแล้วพากลับมาที่นี่
ตอนนั้นนางคิดเพียงว่าเขาเป็นมนุษย์อีกคนที่อาจนำภัยมาให้
แต่ดูเหมือนนางจะคิดผิด
ชายหนุ่มไม่ได้ผูกนางไว้
ไม่ได้ขังไว้ในกรง
ไม่ได้เอากระดิ่งหรือยันต์มาวางรอบตัว
ที่สำคัญที่สุด...
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางเป็นปีศาจ
“ตื่นแล้วหรือ”
เสียงเรียบดังขึ้น
ไป๋หลิงสะดุ้งเล็กน้อย
หลี่เทียนเซียวเงยหน้าขึ้นจากถ้วยยา เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางสากลง
“อย่าเพิ่งขยับ”
จิ้งจอกขาวกะพริบตา
นางตั้งใจจะลุก แต่ทันทีที่ขยับขาหน้าข้างหนึ่ง ความเจ็บก็แล่นขึ้นมาจนต้องรีบหดกลับ
เทียนเซียวเห็นอาการนั้นพอดี
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งขยับ”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดุ
กลับฟังคล้ายกำลังเตือนคนไข้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังเสียมากกว่า
ไป๋หลิงแอบมองเขาอย่างไม่พอใจ
นางเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่บำเพ็ญเพียรมานับพันปี
ไม่เคยมีใครกล้าพูดกับนางเหมือนเด็กดื้อเช่นนี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อน นางคงสะบัดหางแล้วเดินหนีไปตั้งนานแล้ว
แต่น่าเสียดาย...
ตอนนี้แม้แต่จะยืนยังลำบาก
“แผลยังไม่สมานดี”
เทียนเซียวหยิบถ้วยยาขึ้นมาเดินเข้ามาใกล้
ไป๋หลิงขยับถอยโดยไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มหยุดทันที
เขาไม่ได้ฝืนเข้ามา
เพียงนั่งลงห่างจากนางเล็กน้อย แล้ววางถ้วยยาไว้ข้างตัว
“กลัวข้าหรือ”
ไป๋หลิงมองเขา
แน่นอนว่านางกลัว
แต่ไม่ใช่เพราะเขาจะทำร้ายนาง
นางกลัวว่าเขาจะรู้ความจริงต่างหาก
“ข้าไม่ทำอะไรเจ้า”
เทียนเซียวพูดต่อ
“เมื่อคืนเจ้ามีไข้สูงมาก ถ้าปล่อยให้นอนอยู่กลางหิมะ ต่อให้เป็นสัตว์ที่แข็งแรงกว่านี้ก็คงไม่รอด”
เขาหยิบผ้าสะอาดขึ้นมา
“ข้าจะเปลี่ยนผ้าพันแผล”
ไป๋หลิงยังคงไม่ขยับ
เทียนเซียวรออยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้หนี เขาจึงค่อย ๆ ยื่นมือเข้ามา
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสขนสีขาวเบา ๆ
ความรู้สึกประหลาดแล่นผ่านตัวไป๋หลิง
มือของมนุษย์อุ่นกว่าที่นางคิด
และไม่ได้มีพลังปราบปีศาจซ่อนอยู่เลย
“อยู่นิ่ง ๆ”
เขาพูด
ไป๋หลิงจำใจทำตาม
ผ้าพันแผลเก่าถูกแกะออกอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่เห็นบาดแผล เทียนเซียวขมวดคิ้ว
บาดแผลลึกกว่าที่เขาคิด
รอยแผลพาดยาวจากช่วงไหล่ลงมาถึงสีข้าง และมีร่องรอยบางอย่างคล้ายถูกพลังจากอาวุธพิเศษกัดกินเนื้อด้านใน
เทียนเซียวมองอยู่นาน
“แผลแบบนี้...”
เขาพึมพำ
ไป๋หลิงหัวใจเต้นแรง
“เหมือนถูกของมีคมที่เคลือบพิษหรืออะไรบางอย่าง”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น
“เจ้าไปโดนอะไรมากันแน่”
ไป๋หลิงหลบสายตา
จะให้นางตอบอย่างไร
ถูกยันต์ผนึกวิญญาณยิงใส่?
ถูกสำนักปราบมารตามล่า?
หรือบอกว่าแท้จริงแล้วนางเป็นจิ้งจอกเก้าหางที่ใช้ชีวิตอยู่บนภูเขามานับพันปี?
ไม่ว่าอย่างไหนก็ฟังดูเป็นเรื่องเหลวไหลสำหรับมนุษย์ธรรมดา
“ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร”
เทียนเซียวไม่ได้คาดคั้น
เขาชุบน้ำสมุนไพรแล้วค่อย ๆ เช็ดรอบแผล
“อย่างน้อยก็รักษาตัวก่อน”
ไป๋หลิงมองใบหน้าของเขา
ชายหนุ่มดูอ่อนวัยกว่าที่นางคิด
อาจมีอายุราวยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น
เส้นผมสีดำถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง เสื้อผ้าสีเขียวเข้มเรียบง่ายจนแทบไม่มีลวดลาย มือของเขามีรอยด้านจากการจับมีดและอุปกรณ์ตัดสมุนไพรเป็นประจำ
บนโต๊ะด้านหลังมีตะกร้าไม้หลายใบ
แต่ละใบเต็มไปด้วยสมุนไพรแห้ง
ดูเหมือนเขาจะเป็นหมอยาจริง ๆ
“เสร็จแล้ว”
เทียนเซียวพันผ้าผืนใหม่ให้
จากนั้นก็วางถ้วยยาไว้ตรงหน้า
ไป๋หลิงมองของเหลวสีเข้มแล้วเบือนหน้าหนี
กลิ่นขมจนแม้แต่ปีศาจพันปีอย่างนางยังไม่อยากเข้าใกล้
เทียนเซียวมองท่าทางนั้น
มุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย
“ขม”
ไป๋หลิงหันกลับมามอง
“ข้าเองก็รู้”
เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“แต่ถ้าไม่กิน แผลจะหายช้า”
ไป๋หลิงยังไม่แตะถ้วย
เทียนเซียวจึงยกถ้วยขึ้นเอง
“เอาอย่างนี้ ข้าจะเติมน้ำผึ้งให้”
เขาเดินไปที่ชั้นไม้ด้านข้าง หยิบโถใบเล็กออกมา
น้ำผึ้งถูกเติมลงในยาเพียงเล็กน้อย
เขาคนให้เข้ากันแล้วส่งกลับมา
“คราวนี้คงพอไหว”
ไป๋หลิงมองถ้วยยา
แล้วมองเขา
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่ามนุษย์จะต้องดูแลสัตว์อย่างพิถีพิถันถึงเพียงนี้
แต่เมื่อคิดว่าตนเองอยู่ในร่างสัตว์ นางก็ไม่มีทางเลือก
จิ้งจอกขาวก้มลงเลียยา
เพียงคำแรก...
นางก็แทบอยากคายทิ้ง
ขม!
ขมจนอยากกระโดดหนีออกจากเรือน!
แต่เทียนเซียวนั่งมองอยู่
ไป๋หลิงจึงฝืนกลืนลงไป
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างพอใจ
“เก่งมาก”
หางสีขาวขยับอย่างหงุดหงิด
ถ้านางพูดได้ นางคงเถียงเขาไปแล้วว่าไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย
เทียนเซียวกลับดูเหมือนจะไม่เข้าใจ
เขายกถ้วยไปเก็บ แล้วกลับมานั่งทำงานของตัวเอง
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
ไป๋หลิงมองไปรอบ ๆ
เรือนแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่
มีเพียงห้องหลัก ห้องเก็บสมุนไพร และห้องนอนเล็ก ๆ ด้านหลัง
ผนังไม้บางส่วนเก่าและมีรอยซ่อม
โต๊ะเก้าอี้ก็ไม่ได้ใหม่
แต่ทุกอย่างสะอาดเป็นระเบียบ
บนผนังมีถุงสมุนไพรแขวนเรียงกันหลายสิบถุง
มีชื่อเขียนกำกับไว้ด้วยลายมือเรียบร้อย
“เจ้าพักที่นี่ก่อน”
เทียนเซียวพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้า
“ถ้าแผลหายดีแล้วค่อยกลับเข้าป่า”
ไป๋หลิงชะงัก
กลับเข้าป่า?
นั่นไม่ใช่สิ่งที่นางคิดไว้
ความจริงนางกำลังจะลงจากภูเขาเพื่อผ่านด่านสุดท้ายของการบำเพ็ญเพียรอยู่แล้ว
นางต้องเรียนรู้โลกมนุษย์
แต่การอยู่ในเรือนของมนุษย์เช่นนี้ไม่เคยอยู่ในแผน
“ข้าต้องออกไปส่งยาให้คนในหมู่บ้านตอนบ่าย”
เทียนเซียวหยิบสมุนไพรขึ้นมาตรวจ
“ถ้าเจ้าหิว อาหารอยู่ตรงนั้น”
เขาชี้ไปยังชามไม้ที่วางอยู่ข้างเตา
ข้างในมีข้าวต้มอุ่น ๆ
“กินได้”
ไป๋หลิงมองอาหาร
กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยขึ้นมา
ตั้งแต่ถูกทำร้าย นางแทบไม่ได้กินอะไรเลย
ความหิวทำให้นางลืมความระแวงไปชั่วขณะ
จิ้งจอกขาวค่อย ๆ เดินเข้าไป
แต่ขาหนึ่งยังเจ็บจนเดินกะเผลก
เทียนเซียวมองเห็น
“อย่าฝืน”
เขาเดินเข้ามา
ไป๋หลิงหยุด
ชายหนุ่มไม่ได้จับนาง
เพียงเลื่อนชามเข้ามาใกล้
“กินตรงนี้ก็ได้”
นางก้มลงกิน
ข้าวต้มธรรมดา ไม่มีเนื้อ ไม่มีเครื่องปรุงมากมาย
แต่กลับอร่อยอย่างประหลาด
บางทีเพราะมันเป็นอาหารมื้อแรกที่นางได้รับโดยไม่ต้องแลกด้วยการใช้พลังหรือการต่อสู้
เทียนเซียวนั่งมองอยู่เงียบ ๆ
“ดูท่าจะหิวจริง”
ไป๋หลิงชะงัก
แล้วรีบกินต่อ
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ
เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ได้มีความเยาะเย้ย
เพียงแค่รู้สึกเอ็นดู
ไป๋หลิงเงยหน้ามองเขา
หัวใจของนางสั่นไหวอย่างประหลาด
นางไม่เข้าใจความรู้สึกนั้น
จิ้งจอกเก้าหางมีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์มาก
นางเคยเห็นผู้คนรักกัน
เคยเห็นคู่สามีภรรยาเดินจับมือกัน
เคยเห็นหญิงสาวร้องไห้เมื่อชายคนรักจากไป
นางเคยคิดว่าความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เพราะพวกเขามีอายุสั้น
สำหรับนางแล้ว...
เวลานับร้อยปีผ่านไปเร็วราวกับฤดูหนึ่ง
ความรักจึงไม่เคยมีความหมาย
อย่างน้อยนางก็เคยคิดเช่นนั้น
“เจ้ามีชื่อหรือเปล่า”
คำถามของเทียนเซียวทำให้นางกลับมาสนใจเขา
ไป๋หลิงนิ่ง
แน่นอนว่านางมีชื่อ
ชื่อที่มารดาเรียกมาตั้งแต่ยังเป็นจิ้งจอกตัวน้อย
ไป๋หลิง
แต่ร่างนี้พูดไม่ได้
เทียนเซียวเหมือนเข้าใจว่าอีกฝ่ายตอบไม่ได้
เขาจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าไป๋ไป๋”
หางของไป๋หลิงสะบัดทันที
ไม่!
ชื่ออะไรของเขา!
ไป๋ไป๋?
นางเป็นจิ้งจอกเก้าหางอายุพันปีนะ!
เทียนเซียวหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางต่อต้าน
“ไม่ชอบหรือ”
ไป๋หลิงหันหน้าหนี
“ดูเหมือนจะไม่ชอบจริง ๆ”
เขาพูด
“เอาไว้เจ้าหายดีแล้วค่อยตั้งใหม่”
คราวนี้ไป๋หลิงหันกลับมามอง
อย่างน้อยเขาก็ยังมีเหตุผลอยู่บ้าง
“ข้าชื่อหลี่เทียนเซียว”
เขาชี้ตัวเอง
“เทียนเซียว”
ไป๋หลิงนิ่งฟัง
ชื่อนั้นจำง่ายกว่าที่คิด
หลี่เทียนเซียว...
นางทวนในใจ
ไม่รู้เพราะเหตุใด เพียงแค่ได้ยินชื่อของเขา หัวใจกลับรู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด
“จำได้หรือ”
เทียนเซียวถาม
ไป๋หลิงพยักหน้า
ชายหนุ่มยิ้ม
“ฉลาดดีนี่”
นางแอบเบือนหน้า
ถ้าเขารู้ว่านางมีชีวิตมากว่าพันปี เขาคงไม่พูดเช่นนั้นแน่
ช่วงสายผ่านไปอย่างเงียบสงบ
เทียนเซียวจัดสมุนไพรใส่ถุงทีละชุด
บางครั้งมีชาวบ้านมาเคาะประตู
บางคนมาขอยาแก้ไข้
บางคนมาขอยาแก้ปวดท้อง
บางคนพาลูกเล็กมาหาเพราะเด็กไม่ยอมกินอาหาร
เทียนเซียวรับทุกคนด้วยท่าทีเหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นคนมีเงินหรือชาวบ้านยากจน เขาไม่เคยแสดงความรังเกียจ
ถ้าใครจ่ายเงินไม่ไหว เขาจะรับเพียงไข่ไก่ ข้าวสาร หรือผักจากสวนแทน
ไป๋หลิงมองทุกอย่างจากมุมห้อง
ในตอนแรกนางคิดว่ามนุษย์ช่างวุ่นวาย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางกลับเริ่มสนใจชีวิตของพวกเขา
ชายชราที่นำข้าวสารมาให้พูดกับเทียนเซียวว่า
“หมอหลี่ ปีนี้หิมะหนักจริง ๆ”
“อากาศแบบนี้อย่าออกไปไหนไกล”
“ข้าจะระวัง”
เทียนเซียวตอบ
หญิงชราหัวเราะ
“เจ้าน่ะนะ ระวัง? เมื่อคืนยังออกไปเก็บสมุนไพรกลางเขาอยู่เลย”
เทียนเซียวไม่ได้เถียง
เพียงยิ้มแล้วรับถุงข้าวสารมา
“ขอบคุณท่านป้า”
บทสนทนาสั้น ๆ เหล่านั้นทำให้ไป๋หลิงรู้ว่าเขาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนี้มานาน
ผู้คนรู้จักเขา
และเขารู้จักผู้คน
แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางสิ่งในตัวชายหนุ่มที่แตกต่าง
ทุกครั้งที่มีใครพูดถึงปีศาจหรือเรื่องบนภูเขา สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย
ไม่ถึงกับหวาดกลัว
แต่เหมือนมีความทรงจำบางอย่างที่ไม่อยากพูดถึง
ครั้งหนึ่งเด็กชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในเรือน
“ท่านหมอ! ท่านแม่บอกว่าเมื่อคืนมีเสียงประหลาดตรงป่า”
เทียนเซียวชะงัก
“เสียงอะไร”
“เหมือนสัตว์ร้อง”
เด็กชายทำท่าหวาดกลัว
“แม่บอกว่าอย่าออกจากบ้าน เพราะช่วงนี้อาจมีปีศาจลงจากเขา”
ไป๋หลิงเงยหน้าทันที
คำว่า ‘ปีศาจ’ ทำให้นางตั้งใจฟัง
เทียนเซียวกลับตอบเพียง
“อย่าไปเชื่อเรื่องเล่ามากนัก”
“แต่ท่านแม่บอกว่าเคยเห็นรอยเท้าใหญ่ ๆ”
“บนภูเขามีสัตว์มากมาย”
เด็กชายพยักหน้า
ไม่นานก็ถูกผู้ใหญ่เรียกกลับไป
เมื่อประตูปิดลง เทียนเซียวถอนหายใจเบา ๆ
ไป๋หลิงจ้องเขา
“เจ้าก็ไม่เชื่อเรื่องปีศาจสินะ”
เขาพูดกับนางเหมือนพูดเล่น
แน่นอนว่าไป๋หลิงไม่สามารถตอบได้
เทียนเซียวหยิบสมุนไพรขึ้นมาหั่น
“ก็ดีแล้วที่เจ้าเป็นแค่จิ้งจอก”
มือของเขาหยุดชั่วครู่
“ถ้าเป็นปีศาจจริง ๆ คงยุ่งน่าดู”
ไป๋หลิงนิ่งไป
ความเย็นแล่นผ่านแผ่นหลัง
นางไม่รู้ว่าควรดีใจหรือกังวล
เขาไม่รู้ความจริง
และบางที...
การไม่รู้ก็อาจเป็นเรื่องดีที่สุด
ช่วงบ่าย เทียนเซียวออกไปส่งยา
ก่อนออกจากบ้าน เขาเติมฟืนในเตาให้
จากนั้นวางผ้าห่มอีกผืนไว้ใกล้ตัวนาง
“ข้าจะกลับก่อนมืด”
ไป๋หลิงมองเขา
“ถ้าเจ็บก็อย่าฝืนเดิน”
เขาหยุดที่ประตูแล้วหันกลับมา
“แล้วก็อย่าออกไปข้างนอก”
จิ้งจอกขาวทำหน้าไม่พอใจ
นางไม่ใช่เด็กเสียหน่อย
เทียนเซียวเหมือนจะเข้าใจท่าทางนั้น
“ใช่ ข้ารู้ว่าเจ้าดื้อ”
พูดจบก็หัวเราะแล้วเดินออกไป
ประตูปิดลง
เรือนทั้งหลังกลับเข้าสู่ความเงียบ
ไป๋หลิงรออยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น
นางเดินไปยังหน้าต่าง
มองออกไปด้านนอก
หมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากเรือนมากนัก
หลังคาหลายหลังถูกหิมะคลุมจนกลายเป็นสีขาว
ควันจากปล่องไฟลอยขึ้นช้า ๆ
มีเสียงเด็กหัวเราะดังมาจากที่ไกล ๆ
ผู้คนใช้ชีวิตกันตามปกติ
เรียบง่าย
ธรรมดา
และไม่รู้เลยว่าท่ามกลางพวกเขามีปีศาจพันปีซ่อนตัวอยู่
ไป๋หลิงมองภาพนั้นอยู่นาน
หรือบางที...
นี่อาจเป็นสิ่งที่สวรรค์ต้องการให้นางเรียนรู้
การใช้ชีวิตแบบมนุษย์
ความสุขเล็ก ๆ
ความเหนื่อยล้า
ความผูกพัน
ความกลัวการสูญเสีย
นางต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ก่อนที่จะก้าวผ่านด่านสุดท้าย
แต่เหตุใดสวรรค์จึงส่งนางมาพบมนุษย์คนนี้
นางยังไม่มีคำตอบ
เวลาผ่านไปจนแสงด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทา
ไป๋หลิงได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางเดิน
นางคิดว่าเทียนเซียวกลับมาแล้ว
แต่ทันทีที่เสียงนั้นหยุดอยู่หน้าประตู นางกลับรู้สึกถึงบางสิ่งผิดปกติ
กลิ่นที่มากับลมเย็น...
ไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์
ไป๋หลิงขนลุกชัน
ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงเพียงชั่ววูบ ก่อนกลับมาเป็นสีดำเช่นเดิม
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง
ก๊อก...
ก๊อก...
ก๊อก...
นางถอยหลัง
ขนทั่วร่างตั้งขึ้น
คนที่อยู่หน้าประตูไม่ใช่เทียนเซียว
ไป๋หลิงสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่าง
พลังของผู้ฝึกตน
และยังมีกลิ่นของยันต์ปราบมารติดอยู่ด้วย
หัวใจของนางเต้นแรง
เป็นไปไม่ได้...
พวกนักล่าปีศาจตามมาถึงที่นี่แล้วหรือ?
เสียงชายคนหนึ่งดังจากด้านนอก
“ขอถามหน่อย”
เงาร่างสูงปรากฏผ่านกระดาษหน้าต่าง
“มีสัตว์บาดเจ็บเข้ามาที่เรือนนี้หรือไม่”
ไป๋หลิงแข็งค้าง
อีกฝ่ายกำลังตามหานาง
มือของนางกำแน่นกับพื้นไม้
ถ้าอยู่ในร่างเดิม นางสามารถหนีได้
แต่ตอนนี้บาดเจ็บหนัก
พลังวิญญาณยังฟื้นไม่ถึงครึ่ง
หากถูกพบ...
ทุกอย่างจะจบลง
เสียงฝีเท้าด้านนอกขยับเข้าใกล้
“ถ้าไม่มี ข้าขอเข้าไปตรวจดูได้หรือไม่”
ไป๋หลิงมองประตู
จากนั้นหันไปมองห้องด้านใน
ไม่มีที่ซ่อน
นางพยายามขยับขาหลัง แต่ความเจ็บทำให้ทรุดลงอีกครั้ง
ประตูเริ่มถูกผลัก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าอีกชุดก็ดังมาจากถนนด้านนอก
“ท่านหมอหลี่กลับมาแล้ว!”
เสียงชาวบ้านดังขึ้น
เงาหน้าประตูชะงัก
คนด้านนอกรีบถอย
ไป๋หลิงได้ยินเสียงชายคนนั้นพูดเบา ๆ
“ไว้ค่อยกลับมาใหม่”
ฝีเท้าค่อย ๆ หายไป
ประตูถูกเปิดออกในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา
หลี่เทียนเซียวเดินเข้ามาพร้อมถุงสมุนไพรในมือ
“วันนี้ลมแรงจริง ๆ”
เขาปิดประตูแล้วหันมา
ทันทีที่เห็นจิ้งจอกขาวนอนอยู่บนพื้น เขาก็รีบเดินเข้าไปหา
“บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าเดินมาก”
ไป๋หลิงมองเขา
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้สนใจคำดุ
นางยังคงมองไปยังประตู
เทียนเซียวสังเกตเห็น
“เป็นอะไร”
เขาหันไปมองด้านนอก
ไม่มีอะไร
“มีใครมาหรือ”
ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา
ในใจของนางมีคำตอบเพียงหนึ่งเดียว
มนุษย์ผู้นี้...
กำลังกลายเป็นสถานที่ปลอดภัยเพียงแห่งเดียวที่นางมี
และนั่นอาจเป็นเรื่องอันตรายที่สุดสำหรับจิ้งจอกที่ตั้งใจจะเดินผ่านบททดสอบของสวรรค์
เพราะการผูกพันกับมนุษย์...
อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลที่อยู่บนร่างกายของนางเสียอีก
เทียนเซียวไม่รู้เลยว่าในอ้อมแขนของเขาไม่ได้มีเพียงสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ
แต่เป็นจิ้งจอกเก้าหางที่มีชีวิตมานานกว่าราชวงศ์หลายยุค
และเขาก็ไม่รู้เช่นกันว่า...
นับจากคืนนี้เป็นต้นไป ชะตาของมนุษย์กับปีศาจสองตนนี้จะเริ่มพันกันแน่นขึ้นทีละน้อย
โดยไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก
