บทที่ 4 แขกผู้มาเยือนยามค่ำ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในช่วงที่หิมะกำลังตกหนัก
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...
หลี่เทียนเซียวที่กำลังบดสมุนไพรอยู่ข้างเตาหยุดมือทันที
เขาเงยหน้ามองประตูไม้เก่า
“ใคร?”
ไม่มีเสียงตอบ
เทียนเซียวขมวดคิ้ว
“ใครอยู่ข้างนอก?”
คราวนี้เสียงชายคนหนึ่งดังลอดเข้ามา
“ขออภัยที่รบกวน”
เสียงนั้นทุ้มและสงบนิ่ง
“ข้าหลงทางระหว่างเดินเขา หากไม่เป็นการรบกวน ขอพักหลบหิมะสักครู่ได้หรือไม่”
เทียนเซียวไม่ได้ตอบทันที
เขาหันไปมองจิ้งจอกขาวที่นอนอยู่ข้างเตา
ไป๋หลิงเองก็กำลังมองประตู
นางรู้สึกถึงบางอย่าง
กลิ่นอายที่แตกต่างจากมนุษย์ธรรมดา
ไม่ใช่กลิ่นของปีศาจ
แต่ก็ไม่ใช่กลิ่นของคนธรรมดาเสียทีเดียว
เทียนเซียวลุกขึ้น
“เจ้าอยู่ตรงนี้”
ไป๋หลิงเงยหน้า
“ข้าจะเปิดประตู”
นางรีบลุกขึ้นตาม
“ไม่ต้องตามมา”
นางหยุด
เทียนเซียวเดินไปที่ประตู
แต่ก่อนจะเปิด เขากลับหันมาพูดอีกครั้ง
“ถ้ามีอะไรผิดปกติ ให้หนีไปทางหลังบ้าน”
ไป๋หลิงนิ่ง
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดกับจิ้งจอกตัวหนึ่งเหมือนพูดกับมนุษย์
“เข้าใจไหม”
นางพยักหน้า
เทียนเซียวจึงเปิดประตู
ลมหนาวพัดเข้ามาพร้อมเกล็ดหิมะ
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู
เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ผมยาวถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายและดวงตาสงบนิ่ง
ที่เอวมีดาบเล่มหนึ่งแขวนอยู่
เทียนเซียวมองดาบนั้น ก่อนมองเจ้าของมัน
“เข้ามาก่อน”
ชายคนนั้นพยักหน้า
“ขอบคุณ”
เขาก้าวเข้ามาในเรือน
เทียนเซียวปิดประตู
“ท่านชื่ออะไร”
“เซียวอวิ๋นเหอ”
“ข้าหลี่เทียนเซียว”
อวิ๋นเหอพยักหน้า
“หมอยา?”
เทียนเซียวมองเขาอย่างแปลกใจ
“รู้ได้อย่างไร”
“กลิ่นสมุนไพรติดอยู่ทั่วตัวเจ้า”
“ก็จริง”
เทียนเซียวชี้ไปยังเก้าอี้
“นั่งก่อน”
อวิ๋นเหอนั่งลง
แต่สายตากลับกวาดมองรอบห้อง
เทียนเซียวเห็นแล้วถาม
“กำลังหาอะไร?”
“ไม่มีอะไร”
“ถ้าไม่มีอะไร แล้วมองหาอะไรอยู่”
อวิ๋นเหอยิ้มบาง ๆ
“นิสัย”
“นิสัยชอบมองบ้านคนอื่น?”
“นิสัยระวังตัว”
เทียนเซียวหัวเราะ
“ถ้าอย่างนั้นเราคงนิสัยเหมือนกัน”
“เจ้าก็ระวังตัว?”
“แน่นอน”
เขามองดาบที่เอวของอีกฝ่าย
“โดยเฉพาะคนที่เดินทางกลางเขาตอนหิมะตกหนักแล้วยังพกดาบ”
อวิ๋นเหอไม่ได้ตอบ
แต่ในที่สุดสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง
ตรงนั้นมีจิ้งจอกขาวนั่งอยู่
ดวงตาของอวิ๋นเหอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไป๋หลิงรู้ทันที
ชายคนนี้เห็นนาง
และดูเหมือนจะสังเกตบางอย่างได้
อวิ๋นเหอถาม
“เจ้ามีสัตว์เลี้ยง?”
เทียนเซียวตอบ
“จิ้งจอก”
“มันมาจากไหน”
“ข้าเก็บได้”
“บาดเจ็บ?”
“ใช่”
“เจ้านานแค่ไหนแล้ว?”
“ประมาณหลายวัน”
อวิ๋นเหอหรี่ตา
“หลายวัน?”
“มีอะไรหรือ”
“ไม่มี”
เทียนเซียวเดินไปเติมน้ำชา
“เจ้าถามละเอียดกว่าคนซื้อยาเสียอีก”
“ข้าแค่สงสัย”
“สงสัยอะไร”
อวิ๋นเหอไม่ตอบ
เทียนเซียวจึงยกถ้วยชามาวางตรงหน้าเขา
“ดื่มก่อน”
อวิ๋นเหอมองถ้วยชา
“ไม่กลัวข้าวางยา?”
“ถ้าข้าจะวางยาเจ้าคงไม่รอให้เจ้าดื่มหรอก”
อวิ๋นเหอหัวเราะเบา ๆ
“พูดตรงดี”
“ข้าชอบเรื่องง่าย ๆ”
“แล้วจิ้งจอกตัวนั้นล่ะ”
“อะไร”
“มันก็เรื่องง่าย?”
เทียนเซียวหันไปมองไป๋หลิง
“สำหรับข้าใช่”
“เพราะ?”
“มันบาดเจ็บ ข้ารักษา”
“ถ้าข้าบอกว่ามันอาจไม่ใช่สัตว์ธรรมดา?”
มือของเทียนเซียวหยุดกลางอากาศ
เขามองอวิ๋นเหอ
“หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าถามก่อน”
อวิ๋นเหอวางถ้วยชา
“เจ้าเคยเห็นมันเปลี่ยนร่างหรือไม่?”
ไป๋หลิงตัวแข็ง
เทียนเซียวขมวดคิ้ว
“ไม่เคย”
“เคยได้ยินเสียงมันพูดหรือไม่?”
“มันเป็นจิ้งจอก”
“บางสิ่งสามารถซ่อนตัวตนได้”
เทียนเซียวมองเขานิ่ง
“เจ้ากำลังบอกว่ามันเป็นปีศาจ?”
“ข้าไม่ได้บอกว่าเป็น”
“แต่เจ้าสงสัย”
“ใช่”
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ไป๋หลิงรู้สึกถึงความเย็นที่ไม่เกี่ยวกับหิมะด้านนอก
นางไม่กล้าขยับ
อวิ๋นเหอลุกขึ้น
“ข้าขอดูมันใกล้ ๆ ได้หรือไม่”
เทียนเซียวก้าวมาขวางทันที
“ไม่ได้”
อวิ๋นเหอเลิกคิ้ว
“ทำไม”
“มันกลัวคนแปลกหน้า”
“หรือเจ้ากลัวว่าข้าจะพบอะไร”
“ข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะทำอะไรกับมัน”
อวิ๋นเหอจ้องหน้าเขา
“ถ้ามันเป็นปีศาจล่ะ?”
เทียนเซียวตอบทันที
“แล้วมันทำอะไรเจ้าหรือยัง?”
“ยัง”
“ทำร้ายชาวบ้านหรือ?”
“ยัง”
“ฆ่าใครหรือ?”
อวิ๋นเหอเงียบ
เทียนเซียวจึงพูดต่อ
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะฆ่ามันเพราะอะไร?”
คำถามนั้นทำให้อวิ๋นเหอนิ่งไป
“เพราะมันอาจเป็นปีศาจ”
“คำว่า ‘อาจ’ ไม่ใช่หลักฐาน”
“เจ้าไม่เข้าใจ”
“ข้าเข้าใจ”
เทียนเซียวหันไปมองจิ้งจอกขาว
“ข้าเห็นมันตอนเจ็บหนัก ข้าเป็นคนรักษามัน ข้าเห็นมันกลัว ข้าเห็นมันพยายามกินยาแม้ยาจะขมจนแทบกลืนไม่ลง”
เขาหันกลับมา
“สำหรับข้า มันคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังพยายามรอด”
อวิ๋นเหอถามเสียงเรียบ
“ถ้ามันเป็นปีศาจจริง ๆ เจ้าจะยังพูดเหมือนเดิม?”
เทียนเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าไม่รู้”
เขาตอบตามตรง
“แต่ถ้ามันไม่ได้ทำร้ายใคร ข้าก็ไม่คิดว่าข้าควรเป็นคนฆ่ามัน”
ไป๋หลิงมองเขาอย่างไม่รู้ตัว
หัวใจที่แข็งกระด้างมานานหลายร้อยปีสั่นไหวอย่างประหลาด
อวิ๋นเหอถอนหายใจ
“เจ้าใจอ่อนเกินไป”
“อาจจะ”
“ถ้าวันหนึ่งมันทำร้ายเจ้า?”
เทียนเซียวมองไป๋หลิง
“ถึงวันนั้นค่อยว่ากัน”
“เจ้าคิดง่ายเกินไป”
“แล้วเจ้าคิดยากเกินไปหรือเปล่า”
อวิ๋นเหอหัวเราะเบา ๆ
“หมอยา”
“ว่า?”
“เจ้าน่าสนใจดี”
“ข้าไม่คิดว่าคำชมแบบนี้ฟังแล้วน่าดีใจเท่าไร”
ทั้งสองเงียบไป
ก่อนที่อวิ๋นเหอจะถามขึ้นอีกครั้ง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงนี้มีนักล่าปีศาจขึ้นเขา?”
เทียนเซียวขมวดคิ้ว
“รู้”
“แล้วไม่กลัว?”
“กลัว”
“แต่ยังเลี้ยงมันไว้?”
“ใช่”
“เพราะอะไร”
เทียนเซียวตอบโดยไม่ลังเล
“เพราะข้าช่วยมันแล้ว”
อวิ๋นเหอมองเขานิ่ง
“นั่นคือเหตุผล?”
“ใช่”
“เหตุผลของเจ้าช่างเรียบง่าย”
“ชีวิตคนเรายุ่งยากอยู่แล้ว”
เทียนเซียวรินชาให้ตัวเอง
“อย่างน้อยเรื่องที่ช่วยสัตว์ตัวหนึ่งได้ก็ไม่ควรทำให้ยุ่งยาก”
อวิ๋นเหอยิ้ม
แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้อยู่ได้นาน
เพราะทันใดนั้นเขาหันไปมองประตู
เทียนเซียวถาม
“มีอะไร?”
“เงียบ”
“อะไร?”
“เจ้าฟัง”
เทียนเซียวตั้งใจฟัง
ตอนแรกเขาไม่ได้ยินอะไร
แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากนอกเรือน
กรอบ...
กรอบ...
เหมือนมีคนกำลังเหยียบหิมะ
เทียนเซียวลุกขึ้น
อวิ๋นเหอจับด้ามดาบทันที
“อย่าเปิด”
เทียนเซียวหันมอง
“ทำไม?”
“มีคน”
“นักล่าปีศาจ?”
“ไม่แน่”
เสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าประตู
ทั้งห้องเงียบสนิท
ไป๋หลิงลุกขึ้นช้า ๆ
กลิ่นอายที่นางสัมผัสได้ไม่เหมือนอวิ๋นเหอ
และไม่เหมือนมนุษย์ด้านนอก
มันเป็นกลิ่นของปีศาจ
นางหันไปมองอวิ๋นเหอ
ชายหนุ่มเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสได้
เขาพูดเสียงเบา
“มีบางอย่างอยู่ข้างนอก”
เทียนเซียวกระซิบ
“ปีศาจ?”
“ใช่”
“แล้วมันมาทำอะไร?”
“ไม่รู้”
“มันรู้หรือไม่ว่าเรามีจิ้งจอกอยู่ในบ้าน?”
อวิ๋นเหอไม่ได้ตอบ
แต่สีหน้าของเขาบอกคำตอบแล้ว
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เคลื่อนออกไป
เทียนเซียวถอนหายใจ
“มันไปแล้ว?”
อวิ๋นเหอเดินไปใกล้หน้าต่าง
“ยัง”
“อยู่ตรงไหน?”
“หลังบ้าน”
เทียนเซียวหน้าตึง
“ข้าจะไปดู”
“ไม่ได้”
“ทำไม”
“เจ้าไม่มีอาวุธ”
“ข้าเป็นหมอ ไม่ใช่นักรบ”
“นั่นแหละ”
อวิ๋นเหอหันกลับ
“อยู่ในบ้าน”
เทียนเซียวมองเขา
“เจ้าจะออกไป?”
“ใช่”
“คนเดียว?”
“ใช่”
“ถ้าเจ้าตายล่ะ?”
อวิ๋นเหอชะงัก
“ข้าจะพยายามไม่ตาย”
“คำตอบดีมาก”
เทียนเซียวหยิบมีดหั่นสมุนไพรขึ้นมา
อวิ๋นเหอมอง
“เจ้าจะเอานั่นไป?”
“อย่างน้อยก็มีด”
“มันใช้สู้ไม่ได้”
“ข้ารู้”
“แล้วถือทำไม?”
“ให้ใจกล้าขึ้น”
อวิ๋นเหอหัวเราะออกมา
“เจ้าประหลาดจริง ๆ”
“ขอบใจ”
อวิ๋นเหอเปิดประตูหลังออกไป
เทียนเซียวเดินตาม
แต่ไป๋หลิงกลับรีบวิ่งไปขวาง
“กลับไป”
เขาบอกนาง
ไป๋หลิงส่ายหน้า
“เจ้าอยู่ในบ้าน”
นางยังส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังกลัวอะไร แต่ข้าจะไม่ให้เจ้าออกไป”
ไป๋หลิงมองเขา
เทียนเซียวคุกเข่าลง
“ฟังข้า”
นางนิ่ง
“ข้าจะกลับมา”
นางยังไม่ขยับ
“เชื่อข้า”
คำพูดนั้นทำให้นางยอมถอย
เทียนเซียวจึงลุกขึ้น
แต่ทันใดนั้นเสียงคำรามเบา ๆ ก็ดังมาจากป่าหลังบ้าน
อวิ๋นเหอชักดาบ
“ออกมา”
ไม่มีใครตอบ
เขาก้าวไปข้างหน้า
หิมะด้านหลังเรือนเป็นสีขาวบริสุทธิ์
ไม่มีใครอยู่
แต่มีรอยเท้าปรากฏอยู่บนพื้น
อวิ๋นเหอก้มมอง
เทียนเซียวเดินเข้ามา
“รอยเท้าอะไร?”
อวิ๋นเหอไม่ตอบ
เขาก้มลงตรวจดูอย่างละเอียด
“ไม่ใช่ของมนุษย์”
เทียนเซียวกลืนน้ำลาย
“ของจิ้งจอก?”
อวิ๋นเหอส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
“แล้วของอะไร?”
อวิ๋นเหอเงยหน้ามองป่า
“ข้าไม่รู้”
รอยเท้านั้นมีขนาดใหญ่ผิดปกติ
คล้ายรอยเท้าสัตว์สี่ขา
แต่ระหว่างรอยเท้ากลับมีรอยลากยาวเหมือนบางสิ่งกำลังลากหางผ่านหิมะ
และที่น่าประหลาดที่สุด...
มันไม่ได้มาจากป่า
แต่มุ่งจากป่าเข้ามาหาเรือน
เทียนเซียวมองตามแนวรอย
“มันมาที่นี่?”
“ใช่”
“ทำไม?”
อวิ๋นเหอไม่ตอบ
เขามองกลับไปยังเรือน
ตรงหน้าต่างชั้นล่าง...
มีเงาสีขาวเล็ก ๆ ยืนอยู่
ไป๋หลิงกำลังมองพวกเขา
อวิ๋นเหอหรี่ตา
จากนั้นเขาหันกลับไปมองรอยเท้าอีกครั้ง
“มันไม่ได้ตามข้ามา”
เทียนเซียวถาม
“แล้วมันตามใคร?”
อวิ๋นเหอเงียบ
ก่อนตอบช้า ๆ
“ข้าคิดว่า...มันตามจิ้งจอกของเจ้า”
หัวใจของไป๋หลิงเย็นวาบ
นางถอยหลังหนึ่งก้าว
เพราะในวินาทีนั้นเอง...
เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากแนวป่าที่ไม่มีใครยืนอยู่
“ในที่สุด...ก็เจอเจ้า”
ไป๋หลิงเบิกตากว้าง
นางจำเสียงนั้นได้
ไม่ใช่เสียงของมนุษย์
และไม่ใช่เสียงของนักล่าปีศาจ
แต่มันเป็นเสียงจากอดีตของนาง...
เสียงที่นางไม่คิดว่าจะได้ยินอีกครั้งในโลกมนุษย์
นางหันไปมองเทียนเซียว
ชายหนุ่มยังไม่รู้เลยว่า...
สิ่งที่กำลังตามหานางอยู่
อาจไม่ใช่เพียงปีศาจธรรมดา
และค่ำคืนนี้...
อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก
