บทที่ 9 เงาจากสำนักปราบมาร

เสียงเคาะประตูหยุดลงแล้ว

แต่ความเงียบที่ตามมากลับน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

ไป๋หลิงยืนอยู่ไม่ไกลจากหลี่เทียนเซียว สายตาของนางจับจ้องประตูไม้ที่ปิดสนิท ขณะที่กลิ่นอายแปลกประหลาดยังคงลอยอยู่ด้านนอก

เทียนเซียวกำมีดสั้นในมือแน่น

“มันไปแล้วหรือ?”

ไป๋หลิงหลับตาลงครู่หนึ่งเพื่อสัมผัสพลังที่อยู่รอบเรือน

“ยัง”

“อยู่ตรงไหน?”

“หน้าประตู”

“ข้ามองไม่เห็น”

“เพราะมันไม่ได้ยืนอยู่ในจุดที่เจ้ามองเห็น”

เทียนเซียวขมวดคิ้ว

“ปีศาจ?”

“ไม่แน่”

“หมายความว่าอย่างไร?”

ไป๋หลิงลืมตา

“กลิ่นอายมันแปลกมาก บางส่วนเหมือนปีศาจ แต่บางส่วนกลับเหมือนมนุษย์”

“มนุษย์ที่มีกลิ่นอายปีศาจ?”

“มีหลายวิธีที่ทำได้”

“เช่น?”

“เครื่องราง ยา หรือวิชาบางอย่าง”

เทียนเซียวเงียบไป

ก่อนจะได้ถามต่อ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากนอกบ้าน

“ไป๋หลิง”

ครั้งนี้เสียงไม่ดัง

กลับเป็นเสียงราบเรียบเหมือนคนที่มั่นใจว่าเหยื่อของตนไม่มีทางหนี

“ออกมาคุยกันเถอะ”

ไป๋หลิงขยับตัว

“เสียงนี้...”

“รู้จักหรือ?”

“ไม่”

“แล้วทำไมถึงดูเหมือนกลัว?”

“เพราะมันรู้ชื่อข้า”

“คนในโลกนี้มีตั้งมากมาย คนที่รู้ชื่อเจ้าไม่ได้หมายความว่าจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า”

“แต่คนที่เรียกข้าด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้มาหาข้าเพื่อถามสารทุกข์”

เทียนเซียวเหลือบมองนาง

“เจ้ามีศัตรูเยอะหรือ?”

“ข้าอยู่มาพันปีนะ”

“คำตอบนี้หมายความว่าเยอะ?”

“เยอะมาก”

“เข้าใจแล้ว”

“เจ้าดูไม่ตกใจเลย”

“ข้าควรตกใจหรือ?”

“เจ้ากำลังถูกลากเข้าไปยุ่งกับเรื่องของจิ้งจอกเก้าหางพันปี”

เทียนเซียวมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า

“แต่ตอนนี้เจ้ากำลังยืนถือถ้วยชาอยู่”

ไป๋หลิงก้มมองมือตัวเอง

นางถือถ้วยชาจริง ๆ

“มันเกี่ยวอะไร?”

“ทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้าก็ไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าไร”

“หลี่เทียนเซียว!”

“ข้าไม่ได้พูดว่าเจ้าอ่อนแอ”

“แต่เจ้ากำลังหัวเราะ”

“เพราะเจ้าทำหน้าตลก”

“ข้าจะเสกเจ้าให้กลายเป็นหมู”

“ทำได้หรือ?”

“...”

“เห็นไหม”

ไป๋หลิงจ้องเขา

“ตอนนี้ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าถึงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้”

“เพราะข้าฉลาด?”

“เพราะเจ้าหน้าด้าน”

“ขอบคุณที่ชม”

“ข้าไม่ได้ชม!”

เสียงหัวเราะของเทียนเซียวทำให้ความตึงเครียดในเรือนลดลงเล็กน้อย

แต่เพียงชั่วครู่

ประตูด้านนอกก็ถูกผลักเปิดอย่างแรง

ปัง!

ไป๋หลิงสะดุ้ง

เทียนเซียวรีบยกมีดขึ้น

ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู

ชุดสีเทาเข้มปักลายเมฆสีเงิน

เอวคาดกระบี่

ที่อกมีตรารูปดวงอาทิตย์ล้อมด้วยวงแหวนสามชั้น

ไป๋หลิงเห็นตรานั้นแล้วสีหน้าเปลี่ยนไปทันที

“สำนักปราบมาร...”

ชายคนนั้นมองนาง

“ในที่สุดก็ยอมรับตัวเองเสียที”

เทียนเซียวขยับมายืนขวางหน้าไป๋หลิง

“เจ้าเป็นใคร?”

“ข้าชื่อฉินหยวน”

“มาที่นี่ทำไม?”

“มารับตัวปีศาจ”

“นางไม่ได้ทำอะไร”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“เพราะนางอยู่กับข้ามาหลายวัน”

ฉินหยวนหัวเราะเย็น ๆ

“เจ้าคิดว่าปีศาจจะเผยตัวตนที่แท้จริงให้มนุษย์เห็นง่าย ๆ หรือ?”

ไป๋หลิงก้าวออกมา

“เขารู้แล้ว”

เทียนเซียวหันไปมอง

“ไป๋หลิง”

“ไม่เป็นไร”

นางมองฉินหยวนตรง ๆ

“เจ้าต้องการอะไร?”

“สิ่งที่ควรเป็นของสำนัก”

“ข้าไม่ใช่ของสำนักเจ้า”

“แต่เจ้าเป็นปีศาจ”

“แล้วอย่างไร?”

“กฎของสำนักระบุไว้ชัดเจน”

“กฎของพวกเจ้าไม่ใช่กฎของโลก”

ฉินหยวนหรี่ตา

“เจ้าจิ้งจอกเก้าหางพูดเก่งกว่าที่คิด”

“ข้าอยู่มาพันปี ถ้าพูดไม่เก่งก็คงเสียเวลา”

เทียนเซียวหลุดหัวเราะเบา ๆ

ฉินหยวนหันไปมองเขา

“เจ้าหัวเราะอะไร?”

“นางพูดจริง”

“เจ้าควรระวังคำพูด”

“ข้าก็ระวังอยู่”

“แล้วเหตุใดจึงยังปกป้องนาง?”

เทียนเซียวตอบโดยไม่ลังเล

“เพราะนางไม่ได้ทำร้ายใคร”

“นั่นเป็นสิ่งที่เจ้ารู้ในตอนนี้”

“ใช่”

“แล้วถ้าวันหนึ่งนางทำร้ายคนขึ้นมา?”

“ตอนนั้นค่อยพูดกัน”

ฉินหยวนจ้องเขา

“เจ้าจะรอให้มีคนตายก่อนหรือ?”

เทียนเซียวเงียบไป

ไป๋หลิงเองก็ไม่ได้ตอบ

คำถามนั้นแทงเข้ากลางใจนาง

ฉินหยวนเห็นท่าทีของนางจึงพูดต่อ

“ปีศาจทุกตนมีธรรมชาติของตัวเอง”

“ข้าไม่ใช่ปีศาจทุกตน”

“ทุกตนพูดเช่นนั้น”

“แล้วเจ้ารู้จักข้าหรือ?”

“ไม่จำเป็นต้องรู้จัก”

“นั่นแหละปัญหา”

ไป๋หลิงก้าวออกมา

“พวกเจ้าไม่เคยคิดจะรู้จักปีศาจเลยด้วยซ้ำ”

ฉินหยวนชะงัก

“เจ้าจะพูดอะไร?”

“พวกเจ้ามองเห็นเขี้ยว เห็นหาง เห็นพลัง แล้วก็ตัดสินว่าพวกเราเป็นสิ่งที่ต้องกำจัด”

“แล้วไม่จริงหรือ?”

“ถ้าอย่างนั้นมนุษย์ที่ฆ่าคนก็เป็นสัตว์ร้ายทุกคนหรือ?”

ฉินหยวนไม่ตอบ

ไป๋หลิงจ้องเขา

“มนุษย์บางคนฆ่าเพราะความโลภ บางคนฆ่าเพราะความแค้น บางคนฆ่าเพราะกลัว แต่เจ้าจะเรียกมนุษย์ทั้งหมดว่าเป็นคนชั่วเพราะคนกลุ่มนั้นหรือไม่?”

“มันไม่เหมือนกัน”

“ตรงไหน?”

“มนุษย์คือมนุษย์”

“ส่วนปีศาจคือปีศาจ?”

“ใช่”

ไป๋หลิงหัวเราะเบา ๆ

“คำตอบง่ายดี”

“เจ้ากำลังดูถูกสำนักของข้า?”

“ข้ากำลังบอกว่าความเชื่อของพวกเจ้ามันง่ายเกินไป”

ฉินหยวนจับกระบี่แน่น

“ระวังคำพูด”

“ถ้าข้ากลัว ข้าคงไม่พูด”

เทียนเซียวมองไป๋หลิงแล้วพูดเบา ๆ

“เจ้าทำให้เขาโกรธแล้ว”

“เขาโกรธง่ายเอง”

“ข้าคิดว่าเขาจะชักกระบี่”

“ถ้าเขาชักจริง เจ้าช่วยข้าหรือ?”

“ข้ากำลังคิดอยู่”

“หลี่เทียนเซียว!”

“ข้าล้อเล่น”

ฉินหยวนมองทั้งคู่สลับกัน

สีหน้าเริ่มเปลี่ยนไป

“พวกเจ้าสนิทกันถึงเพียงนี้?”

เทียนเซียวตอบทันที

“ใช่”

ไป๋หลิงหันไปมองเขา

นางไม่ได้คิดว่าเขาจะตอบตรง ๆ

ฉินหยวนหัวเราะ

“มนุษย์กับปีศาจ”

เขาส่ายหน้า

“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไร?”

เทียนเซียวถามกลับ

“ข้ากำลังยืนคุยกับเจ้า”

“เจ้ากำลังปกป้องปีศาจ”

“นั่นข้ารู้”

“แล้วเจ้าจะเสียใจ”

“เรื่องนั้นข้าจะเป็นคนตัดสินเอง”

ฉินหยวนไม่พูดต่อ

เขามองไป๋หลิงอีกครั้ง

“อีกสามวัน”

“อะไร?”

“สำนักจะส่งคนมา”

“มากกว่านี้?”

“มากพอที่จะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหนี”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“ทำไมต้องสามวัน?”

“เพราะข้าได้รับคำสั่งให้เตือนก่อน”

“เตือน?”

“ใช่”

ฉินหยวนมองเทียนเซียว

“ข้าจะไม่แตะต้องชาวบ้านในสามวันนี้”

“แล้วหลังจากนั้น?”

“ถ้านางยังอยู่ที่นี่ ข้าไม่รับประกันอะไร”

เทียนเซียวกำหมัด

“เจ้ากำลังข่มขู่ข้า”

“ข้ากำลังบอกความจริง”

“แล้วถ้าข้าไม่ส่งนางให้?”

“เจ้าจะกลายเป็นผู้ร่วมมือกับปีศาจ”

“แล้ว?”

ฉินหยวนมองเขานิ่ง ๆ

“เจ้าอาจต้องถูกจัดการไปพร้อมกับนาง”

ไป๋หลิงรีบพูด

“อย่าแตะต้องเขา”

“เจ้ากังวลมาก”

“แน่นอน”

“เพราะเขาสำคัญ?”

ไป๋หลิงเงียบ

ฉินหยวนยิ้มเล็กน้อย

“ข้าคงไม่ต้องถามคำตอบแล้ว”

เทียนเซียวหันไปมองนาง

ไป๋หลิงหลบสายตา

“อย่ามองข้า”

“ข้ายังไม่ได้พูดอะไร”

“แต่เจ้ากำลังมอง”

“เพราะเจ้าน่ารักตอนเขิน”

“...”

ฉินหยวนมองทั้งคู่แล้วถอนหายใจ

“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเรื่องนี้ถึงยุ่งยาก”

เขาหันหลัง

“สามวัน”

ก่อนเดินจากไป เขาหยุดแล้วพูดโดยไม่หันกลับมา

“และไป๋หลิง...อย่าคิดว่าคนที่กำลังมาหาเจ้ามีเพียงสำนักปราบมาร”

นางชะงัก

“หมายความว่าอะไร?”

ฉินหยวนไม่ตอบ

ร่างของเขาหายไปในป่าด้านหน้า

ไป๋หลิงยืนมองอยู่นาน

เทียนเซียวปิดประตู

“เขาทิ้งปัญหาไว้ให้เราอีกแล้ว”

“เขารู้อะไรบางอย่าง”

“เจ้าคิดอย่างนั้นหรือ?”

“ใช่”

“เกี่ยวกับใคร?”

“ข้าไม่รู้”

“ดี”

“ดี?”

“อย่างน้อยครั้งนี้เราก็มีเรื่องให้ไม่รู้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง”

ไป๋หลิงหันมามองเขา

“เจ้าพูดจริงหรือเล่น?”

“ครึ่งหนึ่ง”

นางถอนหายใจ

“เจ้าจะเล่นเวลาแบบนี้ไม่ได้”

“ถ้าไม่เล่น ข้าคงเครียดตายก่อน”

ไป๋หลิงเงียบ

จากนั้นจึงเดินเข้าไปหาเขา

“เทียนเซียว”

“ว่าอย่างไร?”

“ถ้าสามวันหลังจากนี้ข้าต้องต่อสู้จริง ๆ”

“อืม”

“ข้าอาจควบคุมพลังไม่ได้”

“ข้าจะอยู่ข้างเจ้า”

“ถ้าข้ากลายเป็นจิ้งจอก?”

“ข้าจะจำเจ้าได้”

“ถ้าข้ามีเก้าหาง?”

“ข้าก็นับให้”

“ถ้าข้ากลับไปเป็นปีศาจที่น่ากลัว?”

“ข้าจะถามเจ้าก่อนว่าอยากกินอะไร”

ไป๋หลิงหลุดหัวเราะ

“เจ้าคิดเรื่องอาหารตลอดเลยหรือ?”

“ข้าเป็นหมอยา ไม่ใช่นักรบ”

“แล้วไม่กลัวหรือ?”

“กลัว”

คำตอบนั้นทำให้นางนิ่ง

“เจ้ากลัวจริง ๆ?”

“จริง”

“แล้วทำไมยังอยู่?”

เทียนเซียวมองนาง

“เพราะกลัวไม่ได้แปลว่าต้องหนี”

ไป๋หลิงมองเขาอยู่นาน

ประโยคนั้นทำให้นางนึกถึงตัวเอง

หนึ่งพันปีที่ผ่านมา นางไม่เคยกลัวการผ่านด่านสวรรค์

ไม่เคยกลัวความเจ็บปวด

แต่ตอนนี้กลับกลัวเพียงเรื่องเดียว

กลัวว่าจะเสียคนตรงหน้าไป

“เทียนเซียว”

“อืม?”

“ถ้าข้าอยากให้เจ้าปลอดภัย เจ้าจะยอมทำตามข้าสักครั้งได้ไหม?”

“ต้องดูว่าเรื่องอะไร”

“ถ้าเกิดการต่อสู้ เจ้าต้องอยู่ห่างจากข้า”

“ไม่ได้”

“ข้ายังพูดไม่จบ”

“คำตอบก็เหมือนเดิม”

“แต่ข้าอาจทำร้ายเจ้า”

“ข้าจะระวัง”

“เจ้าจะตาย”

“เจ้าเองก็อาจตาย”

“ข้าไม่ตายง่าย ๆ”

“ข้าก็เหมือนกัน”

“เจ้านี่...”

ไป๋หลิงไม่รู้จะพูดอะไร

เทียนเซียวเอื้อมมือมาหยิบใบไม้แห้งที่ติดอยู่บนผมของนางออก

การเคลื่อนไหวธรรมดา ๆ กลับทำให้นางหยุดนิ่ง

“มีอะไร?”

“ไม่มี”

“หน้าเจ้าแดง”

“อากาศร้อน”

“ตอนนี้หิมะตก”

“ข้ารู้”

“แล้วเหตุใดถึงร้อน?”

“ข้าไม่รู้!”

เทียนเซียวหัวเราะ

ไป๋หลิงยกมือปิดหน้า

“มนุษย์นี่น่ารำคาญจริง ๆ”

“แล้วเจ้าจะอยู่กับมนุษย์ต่อหรือไม่?”

นางค่อย ๆ ลดมือลง

มองชายหนุ่มตรงหน้า

“อยู่”

“แน่ใจ?”

“แน่ใจ”

“ถึงสำนักปราบมารจะมา?”

“อยู่”

“ถึงเจ้าจะต้องเสียอะไรบางอย่าง?”

ไป๋หลิงนิ่งไป

คำถามนั้นทำให้นางรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังสะกิดอยู่ลึก ๆ ในหัวใจ

นางไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคืออะไร

ไม่รู้ว่าสามวันข้างหน้าจะมีใครมา

ไม่รู้ว่านางจะต้องต่อสู้กับใคร

และไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับมนุษย์คนนี้จะเดินไปถึงไหน

แต่ในเวลานี้ นางรู้เพียงอย่างเดียว

“ข้ายังไม่อยากจากไป”

เทียนเซียวไม่ได้ตอบ

เขาเพียงยิ้มให้นาง

ข้างนอกเรือนสมุนไพร หิมะเริ่มตกหนักขึ้น

และไกลออกไปจากหมู่บ้าน...

บนยอดเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอก ชายชุดขาวหลายคนกำลังยืนอยู่หน้าประตูหินขนาดใหญ่

เหนือประตูมีอักษรสามคำสลักเอาไว้

สำนักปราบมาร

ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่กลางกลุ่ม

“พบตัวแล้วหรือ?”

ฉินหยวนคุกเข่าลง

“พบแล้ว”

“อยู่ที่ไหน?”

“หมู่บ้านเชิงเขา”

“แล้วเหตุใดจึงยังไม่จับตัวกลับมา?”

ฉินหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง

“เพราะนางไม่ได้อยู่เพียงลำพัง”

ชายชราหรี่ตา

“มนุษย์?”

“ใช่”

“ฆ่ามันเสีย”

ฉินหยวนเงยหน้าขึ้น

“ท่านอาจารย์...”

“มีปัญหาอะไร?”

“ข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายอย่างที่คิด”

ชายชราหันมามอง

“จิ้งจอกเก้าหางตนนั้นสำคัญกว่าที่เจ้ารู้”

“หมายความว่าอย่างไร?”

ชายชราไม่ตอบ

เพียงมองไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆดำ

“ก่อนจับนางกลับมา อย่าเพิ่งฆ่า”

ฉินหยวนขมวดคิ้ว

“แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้...”

“เพราะมีคนอื่นกำลังตามหานางเช่นกัน”

“ใคร?”

ชายชราหันหลังให้

“ศัตรูของเรา”

“เป็นปีศาจหรือ?”

“ไม่”

เขาหยุดเพียงครู่เดียว

“เป็นสิ่งที่แม้แต่ปีศาจเองยังไม่อยากพบ”

ฉินหยวนเงียบ

ลมหนาวพัดผ่านยอดเขา

ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างไร

แต่สามวันที่สำนักปราบมารมอบให้...

อาจไม่ใช่เวลาเพื่อให้ไป๋หลิงหนี

แต่อาจเป็นเวลาที่เหลืออยู่ก่อนบางสิ่งจะมาถึง

และครั้งนี้...

คนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเดินไปทางไหน

อาจไม่ใช่เพียงไป๋หลิง

แต่อาจรวมถึงหลี่เทียนเซียวด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป