บทที่ 1 บทนำ
(เสือเล็กหรือเสือใหญ่)
คนตัวเล็กนั่งขัดสมาธิอยู่บนโซฟา ในเสื้อสายเดี่ยวสีขาวจับคู่กระโปรงพลีทฟ้าลายทาง ถักผมเปียสองข้างแกว่งไปมา มือเล็กเกาพุงเจ้าแมวอ้วนสีขาวแซมน้ำตาลที่กระโดดมานอนคลอเคลีย ทั้งที่ปกติไม่ชอบให้ใครแตะตัว แต่วันนี้กลับทำตัวอ้อนเป็นพิเศษ
อีกมุมของห้อง เสียงพี่สาวกับเพื่อนสนิทกำลังเถียงกันลั่น
“ไหนมึงลองพูดอีกทีสิ” เสียงชายหนุ่มทุ้มต่ำปนหงุดหงิดดังขึ้น
“ช่วยสอนพิเศษให้น้องกูหน่อย”
“หน้ากูเหมือนครูสอนพิเศษ?”
“…” อีกคนส่ายหน้าอย่างระอา
“แล้วมึงจะให้กูสอนน้องมึงเพื่อ?”
“ก็ถือว่าช่วย ๆ กันไงไทเกอร์…นะคะ พี่ไทเกอร์สุดหล่อ” เสียงออดอ้อนของพี่สาวทำคนเป็นน้องเผลอยกยิ้มมุมปาก ‘ไม้ตายของพี่พาสต้าคือลูกอ้อนนี่แหละ’
“ไม่ต้องมาอ้อน กูไม่เชื่อมารยาหญิงแบบมึง”
“จะช่วย ไม่ช่วย!”
“ไม่!” เขายืนกราน
“แน่ใจ?”
“เออ น้องมึงก็สอนเองสิวะ”
พาสต้าหรี่ตาเผยยิ้มชั่วร้าย “จำได้ไหมตอนมึงอยู่ ป.1”
“พาสต้า! มึงหยุดพูดเลยนะ” ไทเกอร์ชี้หน้าห้ามก่อนที่ไอ้เพื่อนปากหมามันจะพูดอะไรออกมา
“งั้นรับปากว่าจะติวให้น้องกู แล้วกูจะไม่พูดเรื่องนี้อีก”
เขาเงียบไปชั่วอึดใจ สายตาเลื่อนไปยังคนน้องที่กำลังนั่งเล่นกับแมวอ้วนบนโซฟา ตากลมโต จมูกเล็ก ผิวขาว ตัวก็เล็กจนน่าหยิก ยิ่งน้องเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้…แค่รอยยิ้มนั้นก็เหมือนโลกทั้งใบสดใสขึ้นทันที ‘เออน้องแม่งโคตรน่ารัก’เขาเผลอคิดในใจ
“ว่าไง กูให้เวลามึงคิดสองวิ”
ไทเกอร์ยกมือบีบขมับ “….”
“ไม่ตอบ ถือว่าตกลง งั้นฝากด้วย กูมีธุระ เย็น ๆ เดี๋ยวมารับ”
ยังไม่ทันได้อ้าปาก เพื่อนสาวก็หยิบกระเป๋าแล้วเดินฉับออกจากห้อง
“เฮ้ย! ไอ้ต้า ห้องกูไม่ใช่สถานรับเลี้ยงเด็กนะเว้ย!” เจ้าของตะโกนตาม
“ก็มีธุระไง มึงก็สอนพื้นฐานน้องกูรอ” เธอหันมาพูดแค่นั้นก่อนหายลับไป
ไทเกอร์สบถเสียงต่ำ “เหี้ยอะไรของกูวะเนี่ย!” พร้อมยกมือขยี้หัวตัวเองแรง ๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้โวยวายอะไรต่อ นิ้วเล็กของใครบางคนก็สะกิดไหล่ เขาค่อย ๆ หันกลับไป…เจอเด็กตัวเล็กจิ๋วความสูงแค่ระดับอกเงยหน้ามอง หน้าหวานตากลมใสซื่อ ริมฝีปากจิ้มลิ้ม ทว่ารอยยิ้มกลับทำหัวใจเขากระตุกแรง โคตรน่ารัก…น่ารักจนใจเจ็บ น้องมันเหมือนตุ๊กตาเลยว่ะ!
“เค้าไม่เด็กแล้วนะ เค้าสิบแปดแล้ว ไม่ต้องห่วง เค้าไม่ดื้อ ว่าแต่…ห้องพี่มีอะไรกินปะ?”
“…”
“ว่าไงคะ ห้องพี่มีอะไรให้เค้ากินไหม” เสียงใสเอ่ยซ้ำ กลัวคนพี่ไม่ได้ยินเพราะเอาแต่เงียบ
“จะกินอะไร” ถามเสียงห้วน เวรกรรมอะไรของกู ทำไมต้องมาวุ่นวายกับเด็กนี่ด้วย เป็นภาระคนอื่นยังไม่พอ ยังทำหน้าซื่อตาใสใส่กูอีก…อยากด่าแต่ดูทำหน้าเข้าไอ้เหี้ยกูด่าไม่ลงฉิบหาย
“เค้าเลือกเองได้เหรอ”
“อืม”
“มีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไหม” แค่พูดถึงบะหมี่ ตากลมก็เป็นประกายทันที
“มี เอารสไหนไปเลือกเอง” เขาว่า พลางเดินนำเข้าครัว
“ว้าว” เสียงตื่นเต้นดังตามมา
“เว่อร์ แค่บะหมี่ ทำอย่างกับไม่เคยกิน” คนพี่แอบขำกับท่าทีเกินเรื่องของน้อง
“ค่ะ เค้าไม่เคยกิน”
“…ว่าไงนะ” ไทเกอร์เลิกคิ้ว นี่กูหูฝาดเปล่าวะคนอะไรเกิดมาไม่เคยกินบะหมี่
“แล้วแถวนี้มีพิซซ่าขายไหม” อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉยไอ้เด็กนี่
“ไม่มี ต้องสั่งเอา”
“แล้ว KFC มีไหม”
“ไม่มีครับ! ถามนั่นถามนี่ ตกลงจะกินอะไร” เสียงเริ่มหงุดหงิด เด็กอะไรเรื่องมากฉิบหาย
“อยากกินทุกอย่างเลย กินได้ไหม”
ไทเกอร์ทำหน้าดุ กูจะไม่ตามใจเด็กนี่เด็ดขาด เดี๋ยวเสียระบบ แต่พออีกฝ่ายยิ้มกว้าง ทำตาใสแป๋วใส่เท่านั้นแหละ…
“อืม เดี๋ยวสั่งให้ แล้วบะหมี่จะกินไหม” เวร…แล้วกูจะตามใจเด็กมันทำไมวะเนี่ย ช่างแม่ง! ถือว่ทำบุญ
“กินค่ะ! กิน!” เด็กผมเปียพยักหน้ารัวดีใจราวได้ของขวัญชิ้นโปรด
“ไปรอข้างนอก”
“รับทราบ!”
ว่าแล้วน้องก็วิ่งออกไปข้างนอกอย่างดีใจเกินเหตุ คนพี่ได้แต่มองตามแล้วถอนหายใจ “แล้วทำไมกูต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยวะ!” ถึงปากจะบ่น แต่มือกลับหยิบนั่นจับนี่ลงหม้อ เตรียมทำบะหมี่ให้เด็กมันกินอยู่ดี
เวลาผ่านไป…
ไทเกอร์นั่งหลังพิงโซฟา ในมือถือรีโมท สายตามองเด็กผมเปียที่นั่งกินบะหมี่ที่เขาทำให้อย่างเอร็ดอร่อย จนคนทำอดคิดไม่ได้ นี่กูทำอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ พร้อมยิ้มมุมปากภูมิใจ
“พี่ทำอร่อยมาก” เธอพูดทั้งที่เส้นบะหมี่ยังเต็มปาก
“ค่อย ๆ กินดิ เดี๋ยวติดคอ” น้ำเสียงเหมือนห่วง แต่ในหัวคือ กลัวน้องมันตายคาห้องกูมากกว่า
“ว่าแต่…พิซซ่ากับ KFC เค้ามายัง”
“…” คนถูกถามไม่ตอบ แค่หยิบมือถือขึ้นมาดูอย่างใจเย็น
ส่วนคนถามก็ไม่สนใจ ยังคงซู้ดเส้นบะหมี่ต่ออย่างมีความสุข
