บทที่ 6 πrᵀᴵᴳᴱᴿ 5. เสือเสียอาการ
หนึ่งเดือนเต็มที่ไทเกอร์รับหน้าที่ ‘ครูสอนพิเศษ’ ของน้องสาวเพื่อน…
แทนที่จะได้ติวเลข ฟิสิกส์ หรืออะไรก็ตามที่พาสต้าฝากฝัง เขากลับได้ทำอย่างอื่นแทนเสมอ
อ่านหนังสือ? ไม่ถึงสิบหน้า น้องก็ลุกเดินไปเล่นกับเจ้าต้มยำ
ฝึกทำโจทย์? ทำไปได้สองข้อก็หันมาทำตาปิ๊ง ๆ ขอให้พาไปกินไอศกรีมบ้าง เค้กบ้าง แล้วไอ้คนที่บอกจะไม่ตามใจน้องมันเด็ดขาดก็ได้แต่ ‘อืม’ ในลำคอ
แถมบางวันยังอ้างว่า สมองตัน ต้องออกไปเดินเล่น แล้วลากพี่ออกไปทั้งที่แดดเปรี้ยง ๆ
ไทเกอร์อดไม่ได้แต่ถามตัวเอง กูติวหนังสือให้น้อง…หรือรับบทพี่เลี้ยงเด็กกันแน่วะ แต่ก็นั่นแหละถือว่าชีวิตมีสีสันไปอีกรูปแบบ...
รถสปอร์ตหรูเคลื่อนไปตามถนนในวันที่รถติด เนื่องจากโรงเรียนและหลายมหาลัยเริ่มทยอยเปิดภาคเรียน
แต่ในหัวใครบางคนกลับเอาแต่คิดถึงดวงตาใสแป๋วและรอยยิ้มทะเล้นของคนที่เคยนั่งเบาะข้าง ตลอดระยะเวลาปิดเทอมกลางภาคที่ผ่านมา
ไทเกอร์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ภาพคนตัวเล็กผมเปียนั่งแกว่งขา กินเค้กไปยิ้มไป…ก็โผล่มาเต็มหัว
เขาส่ายหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน หัวเราะหึในลำคอพึมพำกับตัวเอง
“มึงต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ไอ้ไทเกอร์! จะไปคิดถึงเด็กแสบนั่นทำไม! ไร้สาระฉิบหาย”
12:30 น.
โรงเรียนเอกชนชื่อดัง
สนามหน้าตึกเรียนแน่นไปด้วยเด็กนักเรียนที่กระจายกันอยู่เป็นกลุ่ม ๆ เสียงหัวเราะคละเคล้ากับเสียงเตะลูกบอลอยู่ไม่ไกล
สายตาหลายคู่หันไปทางเดียวกัน เมื่อร่างสูงในเสื้อช็อปวิศวะสีแดงเลือดหมูเดินตรงเข้ามาในบริเวณโรงเรียน
ผมสีขาวเงินตัดกับผิวขาวเนียนทำให้ใบหน้าคมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น เส้นผมปรกหน้าผากเล็กน้อยขับให้ดวงตาคมกริบดูลึกลับและน่ามอง ริมฝีปากบางได้รูปลับสันกรามชัดเข้ม รอยสักที่โผล่พ้นปกเสื้อขึ้นมาบริเวณลำคอและท่อนแขนยิ่งทำให้ภาพรวมของเขาดูทั้งหล่อเหลาและอันตรายไปพร้อมกัน
ผมเงินสะท้อนแสงแดดเด่นสะดุดตาจนใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง เขาเหมือนตัวละครที่ก้าวออกมาจากหน้าหนังสือการ์ตูนอย่างไรอย่างนั้น
สายตาคมเหลือบมองรอบสนามนิดเดียวแล้วเดินต่อ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า อีกข้างถือถุงกระดาษจากร้านเค้ก
“ใครงะ หล่อมาก”
“โห คิดว่าไอดอลเกาหลีมาถ่ายซีรีส์”
“หนุ่มวิศวะที่จริงใจ กรี๊ด คนอะไรหล่อฉิบหาย”
เสียงซุบซิบของนักเรียนหญิงดังระลอก เจ้าของร่างสูงได้ยินทุกคำ…แต่ไม่ได้ใส่ใจ
สายตาเขามุ่งตรงไปยังศาลาข้างสนามฟุตบอล ที่มีคนตัวเล็กในชุดนักเรียนมัธยมปลายถักเปียคู่นั่งอยู่ เธอกำลังคุยกับเพื่อน พอหันมาเห็นพี่ ดวงตากลมก็สว่างวาบขึ้นทันที
“พี่เสือ! มาได้ไงคะ” เสียงใสเอ่ยถามด้วยความดีใจ พร้อมวิ่งไปหา
“พอดีมีธุระแถวนี้” เสียงทุ้มนิ่ง ก่อนเขาจะยื่นถุงกระดาษให้น้องโดยไม่พูดอะไรต่อ
พายอาร์ก้มมองแล้วตาโตทันที พอเห็นโลโก้เค้กร้านโปรดรอยยิ้มกว้างก็ผุดขึ้นบนใบหน้า
“เค้ก~ ขอบคุณนะคะพี่เสือ!” เสียงหวานดีใจจนตาปิด
ไทเกอร์พยักหน้า “กินสิ” ว่าแล้วก็เดินไปนั่งที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ น้องเดินตามไปนั่งข้าง ๆ
แล้วแกะกล่องทันที มือเล็กตักคำแรกเข้าปาก “อื้ม~ อร่อย” ตักคำต่อแทบไม่ทันกลืนคำแรก
ไทเกอร์เหลือบมองแล้วหัวเราะหึในลำคอ ส่ายหน้าอย่างนึกเอ็นดู
“เสาร์อาทิตย์นี้จะติวต่อไหม” เขาถามเหมือนไม่ได้สนใจ แต่หางเสียงแอบคาดหวัง
พายอาร์หันมายิ้มแกล้ง “ทำไมคะ…พี่เสือคิดถึงเค้าเหรอ”
“เปล่า ใครจะไปคิดถึงเด็กแสบ” เขาตอบเสียงเรียบ พลางเก็บสีหน้า “แค่ถามดูเฉย ๆ”
แต่ถึงปากจะบอกแบบนั้น สายตากลับเผลอมองเธอบ่อยเกินไป จนคนตัวเล็กอดอมยิ้มอย่างรู้ทันไม่ได้
“เหรอคะ” น้องว่ายิ้ม ๆ ก่อนยกช้อนตักเค้กเข้าปากอย่างเพลินจนวิปครีมเลอะมุมปาก
“กินเลอะ…เป็นเด็ก” ไทเกอร์เอ่ยเสียงทุ้มนิ่ง แล้วเอื้อมมือเช็ดวิปครีมให้น้อง
แต่แทนที่จะเช็ดแล้วจบ เขากลับยกนิ้วนั้นเข้าปากตัวเอง รสหวานแผ่วติดปลายลิ้น
‘ก็อร่อยดี…’ ความคิดในหัวผุดขึ้นพร้อมมุมปากที่ยกยิ้มเล็กน้อย โดยไม่รู้เลยว่าน้องกำลังมองตาไม่กะพริบ
“พี่เสือยิ้มอะไรคะ” พายอาร์ถามทันควัน ตัวเล็กหรี่ตาจ้องหน้าพี่อย่างจับผิด
“ใครยิ้ม อย่ามั่วแสบ” ตอบนิ่ง ๆ ทำหน้าตายกลบเกลื่อน แต่หัวใจกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ…
“ไม่ยิ้มก็ไม่ยิ้ม” คนน้องว่าแล้วก้มหน้าก้มตากินเค้กต่อ
“ตกลงว่าไงจะให้ติวหนังสือต่อไหม”
“ต้องถามพ่อกับพี่พาสต้าดูก่อน”
“....” ไทเกอร์เงียบ
พายอาร์เหลือบตามองแล้วแกล้งถาม “ว่าแต่…พี่เสือไม่ไปทำธุระเหรอคะ? เห็นบอกว่ามีธุระแถวนี้”
เขาอ้ำอึ้งไปครู่ ก่อนตอบสั้น ๆ “…เดี๋ยวไป”
“ค่ะ~ แต่ว่า” พายอาร์เอียงคอ ทำเสียงใส “ร้านเค้กกับโรงเรียนเค้ามันอยู่คนละทางกันนะ”
ไทเกอร์ไอกระแอม ยกมือขึ้นเกาหลังคอทำหน้าตาย “ก็…ขับผ่านมาพอดี เห็นร้านลดราคา”
“เหรอคะ” น้องลากเสียงยาว ทำตาใสปิ๊ง “นึกว่าพี่เสือตั้งใจขับรถไปซื้อมาให้เค้าเสียอีก”
เขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “พูดมากวะแสบ กินเข้าไปเลย…” แต่ปลายประโยคดันอ่อนลงเอง
น้องหัวเราะชอบใจที่เห็นพี่เสียอาการ ก่อนก้มหน้าก้มตากินเค้กต่อ
ไทเกอร์มองน้องแกว่งขา กินเค้กยิ้มตาหยี ‘ก็ไม่มีธุระอะไรทั้งนั้น… แค่อยากมาหา’ แต่สิ่งที่เปล่งออกไปมีแค่ว่า “ค่อยกิน ๆ เดี๋ยวติดคอ…”
