บทที่ 11 พิศวาสรักเมียชั่วคืน บทที่11
ภาพตัวเองมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ชายที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อ ลีลาสวาทอันเร่าร้อนระหว่างเธอกับเขาที่เล่นเอาเกือบสว่างคาตา
ค่อย ๆ ฉายชัดเหมือนจอหนังขนาดใหญ่
อัจจิมากวาดสายตามองรอบๆ ห้องที่ไม่คุ้นเคย พยายามตั้งสติอย่างรวดเร็ว ค่อยๆ จับท่อนแขนหนักๆ ที่พาดทับเอวตัวเองออก
พลันอาการปวดระบมเกิดขึ้นกับเธอ เพียงขยับร่างกายก็รู้สึกเจ็บแสบตรงหว่างขา
อัจจิมาไม่มีเวลาจะมานั่งรื้อฟื้นความจำรีบลุกออกจากเตียงควานเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาจากพื้นแล้วใส่อย่างลวกๆ ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่ม
เจ้าของร่างสูงกำยำไม่มีผ้าผ่อนติดกาย โชคดีที่อีกฝ่ายยังนอนหลับอยู่ กลิ่นน้ำหอมจางๆ แบบผู้ชายลอยเข้าโพรงจมูก ตัวตนของเขาเมื่อคืนนี้ไม่ต่างจากสัตว์ป่า หากแต่เธอเองก็ไม่ต่างจากเสือสาวร่านสวาท
ยกมือกุมขมับก่อนจะคิดได้ว่าเธอไม่ควรจะหนีกลับไปเฉย ๆ ล้วงหากระเป๋าสตางค์แล้วหยิบธนบัตรสีม่วงออกมา ซึ่งมันเป็นห้าร้อยสุดท้ายในชีวิตของเธอตอนนี้ เพราะเงินที่ได้จากลูกค้าคนเมื่อคืนเธอต้องเก็บเอาไว้ให้เมธาวีไปจ่ายค่ากิจกรรมของคณะ
วางเงินเอาไว้เรียบร้อยอัจจิมาก็เหลือบไปมองชายหนุ่มซึ่งยังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียง แม้ว่าใบหน้าซีกหนึ่งจะถูกบดบังแต่ก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา รูปร่างสมส่วน คงจะเป็นผู้ชายประเภทชอบมีวันไทน์สแตนด์ทั่วไป
ช่างเถอะ นี่ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมัวมาคิดเรื่องพวกนี้ ถ้าเขาตื่นขึ้นมาเธอจะทำหน้ายังไง จะคุยอะไรกับเขา
เรียกสติกลับมาได้เธอก็เปิดประตูออกไปจากห้อง สาดส่องสายตามองซ้ายขวาแล้วรีบเผ่นออกไปจากโรงแรมม่านรูด หวังว่าชาตินี้เธอคงจะไม่ได้เจอกับผู้ชายคนนั้นอีก
อีกด้าน
ภายในห้องทำงานของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ถูกความเงียบปกคลุมสักพักใหญ่
ชายหนุ่มสวมเครื่องแบบสะอาดตานั่งจ้องตำราเล่มหนาอยู่บนโต๊ะเรียบ ใกล้ ๆ กันนั้นมีแฟ้มเอกสารกองโตวางอย่างไม่ได้เป็นระเบียบมากนักเนื่องจากเพิ่งผ่านการใช้งานมา
สายตาคมจดจ่ออยู่กับข้อมูลของโรคชนิดหนึ่งที่เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดในบ่ายวันนี้
แต่แล้วความสงบเงียบเหมาะแก่การศึกษาความรู้ก็ถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพทำลายลง ประตูห้องดีไซน์สวยเปิดออกโดยชายหนุ่มสวมเครื่องแบบหมออีกคน
“เมื่อคืนนี้หนักไปเหรอวะถึงมาทำงานสายได้” เขาคนนี้ชื่อ ธนา เป็นหมอศัลยกรรมทรวงอกและโรคหัวใจทำงานอยู่แผนกเดียวกันกับเจ้าของห้อง ทั้งสองคนรู้จักกันสมัยเรียนมหาลัยฯ แต่เริ่มสนิทกันตอนเป็นแพทย์ฝึกหัด
“มาตั้งนานแล้วแต่ไปกินกาแฟอยู่” คนถูกแซะรีบออกตัวก่อนจะยกหลักฐานขึ้นมาจิบด้วยท่าทางสบายใจ ถึงจะชอบเที่ยวกลางคืน แต่เจ้าตัวก็แยกเรื่องงานกับเรื่องเที่ยวออกจากกันอย่างชัดเจน
“อย่าบอกนะว่ามึงไปดื่มกาแฟกับคุณหมอมัดมา” ไม่ตอบหากแต่ก็ไม่ปฏิเสธ แต่การที่เขาให้ความเงียบตอบแทนก็ยิ่งทำให้คุณหมอมาดเจ้าชู้รู้สึกเจ็บใจเข้าไปใหญ่
“มึงพาหมอมัดของกูไปกินไส้กรอกมาแล้วใช่ไหมไอ้ภิม มึงยอมรับมาเลยนะ” เหยื่อชิ้นโตที่เล็งเอาไว้คงจะถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมงับไปรับประทานเรียบร้อยแล้ว
เป็นอีกคร้้งที่ชายหนุ่มไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ช่วยไม่ได้ ผู้หญิงเป็นฝ่ายเข้าหาเขาเอง
“ไอ้เพื่อนเลววว” ทำท่าฟึดฟัดก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หมอธนากอดอกมองหน้าเพื่อนด้วยความแค้นเคือง และตอนนั้นเองก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“เออ ว่าแต่ ผู้หญิงที่มึงหิ้วออกไปกินเมื่อคืนเป็นไงบ้างวะ” พอเป็นเรื่องผู้หญิง ดวงตาของหมอธนาก็เป็นประกาย ความขุ่นเคืองก่อนหน้าหายเป็นปลิดทิ้ง ทั้งสองคนคบหากันมานานเกินกว่าจะให้เรื่องยิบย่อยพวกนี้มาทำลายความสัมพันธ์
สายตาคมคายซึ่งกำลังไล่ดูฟีดข่าวบนจอโทรศัพท์มือถือไปเรื่อยเปื่อย
พลันหยุดเคลื่อนไหวและนิ่งไป จนอีกฝ่ายต้องพูดย้ำ
“มึงได้ยินที่กูถามไหม”
“งั้นๆ” เขาแค่จะตอบให้จบ ๆ เพราะรำคาญคู่สนทนา หากแต่นัยน์ตาคมกริบกลับเหมือนคนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง
ความจริงจะใช้คำว่า งั้น ๆ ก็คงไม่ได้เพราะลีลาแบบนั้น...ต้องเรียกว่าเด็ดดวงถึงจะถูก
“เหรอ แล้วมึงมีเบอร์ติดต่อไหม กูขอหน่อยดิ” ไม่รังเกียจถ้าเพื่อนฝูงจะมีน้ำใจแบ่งอาหารชิ้นใหญ๋ให้กันกินบ้าง
ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง ภาพตอนที่เขาตื่นนอนก็ฉายขึ้นในหัว แต่นอกจากเขาจะไม่มีช่องทางติดต่อ แม่เสือสาวคนเมื่อคืนนี้ยังทิ้งค่าตัวไว้ให้เขาพร้อมกับข้อความเหล่านั้น
ความคิดชั่วครู่ทำให้การสนทนาชะงักไปอีกครั้งจนอีกฝ่ายต้องย้ำคำถามอย่างนึกรำคาญบ้าง
"มึงได้ยินที่กูถามไหมเนี่ย ตกลงมึงมีเบอร์ติดต่อผู้หญิงคนนั้นไหม คอนแทคต์ไลน์ก็ได้ หรือว่าจะเก็บไว้กินต่อ"
"ไม่มี" เขาขยับฐานแว่นสายตากรอบสีขาว ตั้งใจว่าจะอ่านตำราแพทย์ต่อเป็นการขอจบการสนทนา แต่พอสั่งให้สมองกลับไปจดจ่อกับตัวหนังสือเจ้าของเงินห้าร้อยก็กวนใจเขาไม่เลิก
“เคยมีผู้หญิงทิ้งเงินไว้ให้มึงไหมวะ?”
“เงินอะไรวะ?” หมอธนาขมวดคิ้วทำท่าสงสัย คนตั้งคำถามชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังหารือกันเรื่องคนไข้
“ก็หลังจากมีอะไรกันแล้ว”
“ไม่เคย ทำไม?”
“เปล่า” เมื่อคิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามพวกนี้ก็หันหน้ากลับไปหาตำราในมือ ทว่าท่าทีส่อพิรุธก็ทำให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์เกิดอยากรู้ขึ้นมา
“อย่าบอกนะว่าหลังจากกินกันเสร็จแล้วผู้หญิงเอาเงินให้มึง” พอเห็นเขาเงียบ หมอธนาก็เลยยิ่งมั่นใจในข้อสงสัยของตนเอง แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ความหมายก็ไม่แตกต่างกัน
“เห้ย! จริงเหรอวะไอ้ภิม”
"อืม" เขายอมรับออกมาง่าย ๆ ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเสียหน้า เพียงแต่เขาไม่เคยเจอผู้หญิงแบบเธอ
ปกติถ้าไม่ขอสานสัมพันต่อ ร้อยทั้งร้อยผู้หญิงก็ต้องขอค่าเสียหาย แต่เธอ…กลับชิ่งหนีไปก่อน หนำซ้ำยังทิ้งแค่ร่องรอยกับเงินห้าร้อยบาทเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
พอสรุปเรื่องราวได้คุณหมอมาดเจ้าชู้ก็ล้อเพื่อนยกใหญ่
“มึงรับงานอย่างว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กูไม่เห็นรูเลย”
“รับพ่อง…” ตอกกลับแบบไม่ออกเสียง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหล่อนทำเหมือนเงินห้าร้อยนั่นคือค่าตอบแทนสำหรับลีลาสุดเร่าร้อนของเขา
“แล้วผู้หญิงคนนั้นทิ้งค่าตัวไว้ให้มึงเท่าไหร่วะ” คนซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมอาชีพและเพื่อนร่วมหัวจมท้ายรอฟังคำตอบด้วยความตั้งใจ ประหนึ่งเป็นประชุมสำคัญกับระดับผู้บริหาร
“มึงไม่ต้องรู้หรอก” พูดจบเจ้าตัวก็เดินออกไปจากห้องเพราะอีกสิบกว่านาทีข้างหน้าเขามีตรวจคนไข้วีไอพี
นอกจากหมออย่างเขาจะต้องรักษาคนมีเงินเหล่านั้นอย่างสุดความสามารถ ข้อมูลทุกอย่างของคนไข้จะต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด
ส่วนมากบรรดาคนไข้วีไอพีเป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียง ตลอดจนนักการเมืองที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้เรื่องสุขภาพ เพราะอาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นตามมา
ชายหนุ่มความสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินไปตามโถงทางเดินของโรงพยาบาล ขณะยืนรอลิฟต์เขาหยิบแบงก์ห้าร้อยออกมาจากช่องหนึ่งในกระเป๋าสตางค์ คิดไปถึงเรื่องในเมื่อคืนนี้
ถ้าไม่ใช่เพราะถูกหมอธนาคะยั้นคะยอให้ไปเปลี่ยนบรรยากาศ เขาคงไม่ได้บังเอิญไปเห็นอะไรดี ๆ เข้า
