บทที่ 4 บทที่ 4.
รติมาเพียรพยายามหาโอกาสเรียนเพื่อหวังว่าวันใดเมื่อเธอก้าวพ้นจากบ้านหลังนี้ เธอจะมีใบปริญญาเบิกทางในการหางานทำ แม้ครั้งแรกเธอเองก็ไม่คิดอยากจะออกจากบ้านที่อยู่มาแต่อ้อนแต่ออกไปไหนไกล แต่เมื่อมีซาตานร้ายถึงสองตนอยู่ร่วมชายคาบ้าน ความปลอดภัยและความสุขก็พลอยหายไปจากชีวิตของเธอด้วย และเมื่อมีโอกาสเธอจึงไม่รั้งรอที่จะโบยบินออกจากบ้านหลังนี้ทันทีเช่นกัน และเธอก็ใช้เวลาเพียงสามปีก็สามารถเรียนจบและคว้าใบปริญญามาได้ ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของแม่จิตและคนรับใช้เก่าแก่อีกสามคนที่ไปร่วมยินดีกับเธอในวันรับปริญญา
และในค่ำคืนนั้นหลังจากที่ทุกคนกลับจากการเลี้ยงรับปริญญาเล็กๆ ของเธอที่ร้านข้าวเหนียวส้มตำข้างทาง กับคนที่ยังจงรักภักดีต่อเธอและบิดามารดาผู้ล่วงลับ ก็เป็นคืนวันเดียวกันกับที่เธอเจอเรื่องบัดสี จนเกือบจะสูญเสียสิ่งที่หวงแหนไปและนั่นคือสาเหตุที่เธอจะต้องไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้โดยเร็ววัน...
แม่จิตลูบเรือนผมสลวยของคุณหนูซึ่งนางเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อยอย่างอาทร น้ำตาแทบไหลเมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่หญิงสาวผู้นี้ได้พบเจอ ดวงตาฝ้าฟางตามวัยมองเห็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ นอนหลับพริ้มอยู่ตรงหน้าและนับจากนี้นางและคุณหนูของนางคงต้องออกไปใช้ชีวิตตามลำพัง นอกกำแพงบ้านที่อยู่มาแทบทั้งชีวิต เพราะคนเลวกำลังครอบครองที่แห่งนี้อยู่ และเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนก็ยืนยันได้ดีว่า หากจะรั้นอยู่ต่อไป คุณหนูของนางคงต้องพลาดท่าคนเลวพวกนั้นเข้าสักวัน
“คุณหนูคะตื่นมาทานข้าวต้มแล้วทานยาก่อนนะคะ”
แม่จิตปลุกคนที่หลับใหลมาตลอดวันอย่างอ่อนโยน หญิงสาวก็พยายามลืมตาตื่น ความปวดระบมที่ไม่รู้มาจากมุมไหนของโลกโถมเข้าใส่จนหนักอึ้งไปทั้งศีรษะ
“แม่จิตจ๋าน้องมดปวดหัวจัง”
“ค่ะ แม่จิตรู้ แต่คุณหนูต้องตื่นมาทานอะไรบ้างนะคะ ร่างกายแข็งแรงเมื่อไหร่เราจะได้ออกไปจากที่นี่กัน”
“ค่ะ น้องมดจะพยายาม” หญิงสาวตอบแผ่วเบาและพยุงกายลุกขึ้นด้วยความช่วยเหลือของหญิงชรา
“ป้าจิต นี่ป้าคิดจะไปจริงๆ เหรอ ป้าจะทิ้งพวกฉันให้อยู่กับพวกคนใจร้ายลำพังเหรอ”
“นั่นสิ หากป้าจิตไปเราก็ขอไปด้วยนะ นะๆๆ”
เสียงของจอยและจุ๊บแจง สองสาววัยดึกคนรับใช้เก่าแก่อีกสองคนที่อยู่เคียงข้างคุณหนูน้องมดมาตลอดเอ่ยขึ้น เมื่อเดินผ่านห้องแคบๆ ของป้าจิต
“ฉันด้วยป้า ฉันก็อยากไปด้วย”
เสียงห้าวๆ ของ แสง คนขับรถวัยกลางคนเอ่ยขึ้นแล้วก็เข้ามานั่งเสนอหน้าอยู่หน้าเตียงเล็กๆ ที่คุณหนูของพวกเขากำลังมองพวกตนตาแป๋ว
“อะไรของพวกเอ็งวะ อยู่ที่นี่อย่างน้อยๆ พวกเอ็งก็มีที่ซุกหัวนอนนะเว้ย ข้ากับคุณหนูไปยังไม่รู้เลยว่าจะไปอยู่อย่างไร อดทนเอาหน่อยเถอะวะ อย่าออกไปลำบากกันเลย งานก็ใช่จะหาได้ง่ายๆ ที่ข้าออกไปก็เพราะข้าเองก็พอมีเงินเก่าเงินเก็บ และที่ผืนเล็กๆ พอได้ทำกิน นี่ข้าก็กะว่าจะสร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่กับคุณหนูก่อน”
“โธ่ป้า อดทงอดทนอะไรกันพวกฉันก็ใช่ว่าอยากจะได้เงินเดือนที่จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง แถมไม่ตรงเวลาอีกต่างหากแบบนี้นะ อย่างน้อยฉันไปเป็นพนักงานทำความสะอาดก็ได้”
“นั่นสิ ฉันก็จะไปเป็นยาม”
“ทุกคนอย่าลำบากเพราะน้องมดเลยนะคะ แค่นี้น้องมดก็ซาบซึ้งแล้วล่ะค่ะ”
ในที่สุดรติมาก็เอ่ยออกมาอย่างตื้นตัน น้ำตาใสๆ เอ่อล้นขอบตาด้วยความซาบซึ้งใจต่อความรักภักดีที่พวกเขามีให้เธอ
“แต่พวกเราเต็มใจจะไปกับคุณหนูนะคะ” พวกพี่ๆ ยังคงยืนกรานเช่นเดิมรติมาจึงหันไปมองแม่จิตเหมือนขอความคิดเห็น...
“อะไรนะคะคุณแม่ ฝ่ายนั้นเขาจะให้เรารับผิดชอบด้วยการให้รตาไปเป็นขี้ข้าดูแลคนป่วยตาบอดเนี่ยนะ ไม่เอาหรอก จะหล่อแค่ไหนแต่พิการ รตาก็ไม่สนหรอกนะ”
“แต่มันเป็นทางเดียวที่เราจะไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลนะลูก แค่ที่เขาปิดข่าว และให้ทนายมาเดินเรื่องคดีความเงียบๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว เราเองก็ไม่ได้เสียเงินเสียทองให้เขาสักบาท แค่แลกกับการไปดูแลเขา”
มารดาพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรสาวคนสวยในชุดรัดรึงเน้นสัดส่วนสีเพลิงนั้นอย่างคาดหวังว่า พริมรตาผู้เป็นบุตรสาวจะยินยอม ด้วยใจหนึ่งนั้นนางกลัวการเสียเงินเสียทองให้คู่กรณี ที่พริมรตาเมาแล้วขับรถไปชนกับรถชาคริต ประติมาไพบูลย์ ทายาทตระกูลดังผู้ร่ำรวยมีกิจการมากมาย
แม้ชาคริตจะเป็นชายรูปงามเนื้อหอมเป็นที่หมายปองของสาวๆ ในแวดวงไฮโซ หากเขาไม่ตาบอดนางเองก็คาดหวังจะเกี่ยวดองด้วยอยู่หรอก แต่มีลูกเขยตาบอดซ้ำยังอารมณ์ร้ายกาจอย่างนั้น นางก็ไม่อยากจะให้บุตรสาวที่รักไปรองรับอารมณ์แน่ๆ ที่นางรู้ว่าเขาร้ายกาจนั่นก็เพราะ ข่าววงในที่บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างพากันพูดถึงชายหนุ่มกันอย่างสนุกปาก ซ้ำยังมีข่าวว่าคู่หมั้นที่รักกันมานานกว่าสี่ปีนั้นทิ้งชายหนุ่มไปอย่างไม่แยแสอีกด้วย แต่ข้อเสนออีกข้อของชาคริตต่างหากที่นางสนใจ เงินจำนวนสิบล้านและการไถ่ถอนบ้านอรุณวลัยจากธนาคารที่นางเอาไปจำนอง เพียงแค่ให้รติมาไปดูแลเขาเท่านั้น
“คุณแม่ก็พยายามหาทางสิคะ หากทำไม่ได้ก็ปล่อยให้รตาติดคุกซะดีกว่าให้ไปเป็นขี้ข้าใคร”
