บทที่ 5 บทที่ 5.

“โถๆ ลูกแม่อย่างเพิ่งอารมณ์เสียสิคะลูกขา เดี๋ยวแม่จะพยายามคิดหาทางให้นะคะ”

คุณพริ้งหลบตาบุตรสาวเมื่อคิดหาทางให้ลูกสาวตกลง นางพยายามเอาใจบุตรสาวคนสวยอย่างเต็มที่ บุตรสาวที่นางแสนภาคภูมิใจว่าสวยสดงดงาม บุตรสาวที่นางเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม

“วันนี้รตาขอเงินสักห้าหมื่นนะคะคุณแม่ ตอนเย็นรตาจะไปพัทยากับเพื่อนๆ คนมีปาร์ตี้ที่บ้านพักของ วินนี่ แม่คงรู้จักนะคะเพื่อนของรตาคนที่รตาเคยเล่าให้ฟังว่า เป็นลูกสาวคุณหญิงวิไลวัลย์ ภริยาอดีตท่านรองนายกฯ น่ะค่ะ”

“เอ่อ ห้าหมื่นเลยเหรอลูก”

“แค่ห้าหมื่นนะคะคุณแม่ไม่ใช่ห้าแสน คนอื่นๆ เขาพกเงินไปทีละเป็นแสนๆ มีรตานี่ล่ะพกเงินหมื่น รตาอายนะคะจะไปงานวันเกิดลูกสาวอดีตนายกฯ ทั้งทีของขวัญวันเกิดแสนจะถูกราคาแค่ไม่กี่หมื่น”

พริมรตาเอ่ยประชดมารดา แต่ในใจก็คาดหวังว่ามารดาจะต้องให้เงินเธอมากกว่าที่ขออยู่แล้ว

“เอ่อลูกรักจ๊ะ เมื่ออาทิตย์ก่อนหนูก็เอาไปแล้วห้าหมื่นนะจ๊ะ”

“แต่นั่นมันคนละงานนะคะคุณแม่ งานนี้ลูกหลานไฮโซเขามากันทั่วประเทศ หากรตาไปร่วมงานก็ต้องได้พบแต่คนรวยๆ ยิ่งเพื่อนสมัยที่เรียนอยู่เมืองนอกอีกล่ะคะ พวกนั้นน่ะผู้ดีเก่ากันทั้งนั้น ยิ่งเพื่อนๆ ที่อยู่ฝรั่งเศสน่ะมีแต่คนรวยๆ หากรตาเข้ากลุ่มกับพวกเขาไม่ได้ นั่นก็เพราะคุณแม่นะคะ”

“จ้ะๆ ลูก เอ่อแล้วนี่แต่งตัวจะไปไหนคะลูก”

“รตาว่าจะไปสปาก่อนน่ะค่ะ ขอเงินหน่อยสิคะ งั้นเอาแค่สองหมื่นก่อนก็ได้ค่ะ รตากะว่าจะใช้แค่นี้เพราะช่วงนี้ รตาเซ็งๆ ยังไม่อยากได้อะไรเป็นพิเศษ”

เธอกล่าวเหมือนว่าการใช้เงินวันละหมื่นสองหมื่นนั้นเป็นเรื่องปรกติ และมันก็เล็กน้อยหากเทียบกับที่ผ่านๆ มาซึ่งเธอใช้เงินราวกับน้ำ ในความคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ นั่นคือ มารดาของเธอนั้นร่ำรวยมหาศาลและเธอก็ได้ในสิ่งที่ปรารถนาเสมอ ทุกๆ อย่างไม่เคยที่พริมรตาจะไม่ได้...

“โธ่เอ้ย.. จะทำอย่างไรดีนะ เงินตั้งสิบล้านแถมยังได้บ้านคืนจากธนาคารด้วย..”

หลังจากที่ให้เงินลูกสาวไปแล้วคุณพริ้งนั่งคิดอย่างหนักอกหนักใจ เงินก็อยากได้ บ้านก็อยากได้ แต่ต้องให้ลูกสาวไปเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนตาบอด...นางจะทำอย่างไรดีที่จะได้ทั้งบ้านและเงินโดยที่ไม่ต้องให้พริมรตาไปลำบาก...

ร่างบอบบางกอดกระเป๋าเดินทางกลางเก่ากลางใหม่ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสำคัญชิ้นเดียวที่มีติดตัวไว้แน่น ดวงตากลมโตกวาดมองรอบๆ กายอย่างหวั่นวิตก มือบางเย็นเฉียบในใจก็หวิวๆ ราวจะเป็นลม

“ไม่ต้องกลัวนะคะคุณหนู แม่จิตจะอยู่เคียงข้างคุณหนูเสมอ”

“คุณหนูน้องมดเข้าไปพบคุณท่านได้แล้วครับ ส่วนแม่จิต รออยู่ตรงนี้”

คุณประเสริฐกล่าวอย่างเอ็นดู เขามองใบหน้านวลใสนั้นอย่างเวทนา เมื่อเขาได้รับรู้เรื่องของเธอจากแม่จิตและพอรู้กิตติศัพท์ของคุณพริ้งมาบ้าง และยังวิตกแทนรติมาที่จะต้องมาพบเจอกับชาคริต ผู้ซึ่งบัดนี้อารมณ์ไม่ค่อยปรกตินัก

“ขอบคุณค่ะคุณลุงทนาย”

หญิงสาวเอ่ยขอบคุณเบาๆ พลางวางกระเป๋าใบโตที่เธอใช้ยึดเป็นเกราะสร้างความมั่นใจมาตลอดเวลาที่เดินทางจากบ้านของตนมายังบ้านหลังใหญ่โตงดงามหลังนี้ บ้านประติมาไพบูลย์

มือบางสั่นน้อยๆ ขณะผลักประตูไม้สักสลักลายสวยหรู หากแต่หลังประตูบานนี้กลับไม่มีสิ่งงดงามใดๆ ให้เธอได้ยลแม้แต่นิดเดียว มีเพียงภาพเงาของชายรูปร่างสูงใหญ่ซึ่งนั่งหันหลังให้เธอ รติมามองเงาของชายคนนั้น พลางกลืนน้ำลายลงลำคอที่แห้งผากขึ้นมาทัน รัศมีรังสีความร้ายกาจปกคลุมไปทั่วทั้งห้องกว้าง ที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นทว่าเรียบหรู

ศีรษะทุยได้รูปนั้นตั้งตรง ไหล่กว้างตั้งขนานกับพื้นเป็นราวไม้บรรทัด และเขาไม่มีทีท่าว่าจะหันมาสนใจผู้เข้ามาใหม่เลยสักนิด และไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่รติมารู้สึกว่ายืนนานจนรู้สึกเมื่อยล้าไปทั้งเรียวขา หญิงสาวแอบถอนใจเบาๆ พยายามรวบรวมกำลังเพื่อจะเอื้อนเอ่ยให้เขารู้ว่าเธอได้เข้ามาในห้องนี้นานแล้ว

เขาอาจจะไม่รู้ว่าเธอเข้ามาเพราะเขาตาบอด แต่ เอ๊ะ เขาก็ไม่ได้หูหนวกนี่นา สองเสียงเล็กๆ แย้งกันในหัว

“เอ่อ คุณ ชาคริตคะ คือ ดิฉัน...” รติมาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะไม่ให้สั่นและบังคับให้มันเรียบที่สุด ทำไมเธอถึงรู้สึกอึดอัด หายใจไม่ออกราวกับว่าในห้องนี้มันไม่มีออกซิเจนให้หายใจ หญิงสาวคิด..

“ฉัน คือฉัน...”

“หุบปาก หากฉันไม่ได้ถามหรือพูดอะไรกับเธอ ห้ามพูดแม้แต่คำเดียว!” เสียงห้วนๆ นั้นตวาดลั่น พร้อมกับที่เขาค่อยๆ หันมาช้าๆ

ใบหน้าเรียวคมคายได้รูปนั้นดูเย็นชา ริมฝีปากหยักสวยเม้มสนิท ดวงตาถูกปกปิดด้วยแว่นสีดำอันโต ทำให้รติมาไม่สามารถมองเห็นดวงตาของเขาได้ และไม่อาจจะรู้ได้ว่าคนตรงหน้าอยู่ในอารมณ์ไหน แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่อารมณ์ที่ดีแน่นอน

“เธอไม่ใช่พริมรตา” เสียงนั้นเยือกเย็นนัก จนรติมารู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับอสูรร้าย

“เอ่อ คือ ฉัน...”

“พวกเธอมันน่ารังเกียจ ไร้สัจจะ และละโมบ คงนึกว่าฉันตาบอดแล้วจะโง่เหรอ” ชายหนุ่มตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยโทสะจนรติมาตัวสั่นด้วยความกลัวเกรง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป