บทที่ 8 บทที่ 8.

“แต่น้องมดก็ยังหวังว่าให้เขาอยากให้น้องมดอยู่แทน เพราะเราก็เป็นฝ่ายผิด เราทำให้เขาตาบอดนะคะ ถึงแม้ว่าน้องมดจะไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหานี้ขึ้น แต่คุณป้ากับพี่รตาต้องลำบากแน่ๆ หากเขาปฏิเสธน้องมด”

“ยังจะห่วงคนใจร้ายพวกนั้นอีก”

แม่จิตกล่าวอย่างอัดอั้น รติมาดูจะห่วงใยทุกคนจนนำพาเรื่องร้ายๆ มาสู่ตัว แต่นางก็รู้ว่ารติมารู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ เธอรักทุกคน แม้สองแม่ลูกคู่นั้นจะร้ายกาจกับเธอและนางเองก็ไม่เคยสอนให้เธอโกรธหรือเกลียดใคร ที่พูดไปอย่างนั้นก็แค่อัดอั้นใจเท่านั้นเอง

“ก็น้องมดสงสารเขานี่คะ หากเขายอมรับให้น้องมดอยู่แทน บ้านก็ยังคงเป็นของเรา และน้องมดจะหาทางไถ่คืนบ้านจากเขาในสักวันหนึ่ง แต่ตอนนี้เราหมดหวังแล้ว เราไปกันเถอะค่ะ..”

หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแห้งระโหย ร่างบางซึ่งกำลังลุกขึ้นจากพื้นก็พลันเซถลา พร้อมกับสติที่ดับวูบไม่ทันได้ยินเสียงกรีดร้องตกใจของแม่จิต..

คุณประเสริฐนั่งมองร่างแบบบางที่หลับพริ้มอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเรียวรูปไข่นั้นสวยนวลเนียนไร้ที่ติ คิ้วเรียวราววาดด้วยพู่กันของจิตกรเอก ดวงตากลมโตที่เขาเคยได้เห็นนั้นดำสนิทเงาระยับประดับด้วยแพขนตางามงอนอ่อนช้อย หากแต่ดวงตางดงามนั้นแฝงไว้ด้วยความหม่นเศร้าไม่สมวัยสาวสดใสนั้นหลับพริ้ม จมูกเล็กๆ โด่งเป็นสันได้รูปงดงาม รับกับริมฝีปากรูปกระจับอิ่มระเรื่อแม้จะดูแห้งผาก เธอน่าสงสารและไร้ที่พึ่งพิงในยามนี้ ซ้ำยังต้องมารับเคราะห์แทนคนไร้สำนึกอย่างสองแม่ลูกนั่นอีก นั่นคือสิ่งที่คุณประเสริฐรับรู้และไม่คิดว่าทายาทของอรุณวลัยจะต้องทนอยู่เป็นผู้อาศัยในชายคาบ้านของตนเองมานานว่าสิบปี ซ้ำยังทนให้ผู้หญิงจิตใจหยาบกระด้างอย่างคุณพริ้งโขลกสับราวทาส รวมถึงเรื่องที่เธอเกือบถูกอานนท์ข่มเหงด้วย หนุ่มใหญ่ได้แต่ถอนหายใจอย่างนึกเวทนา แล้วพลันนึกถึงเรื่องที่เขาคุยกับนายหนุ่มเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

“ผมไม่เห็นว่าผมจะต้องสงสารเห็นใจคนพวกนั้น”

“คุณคริสครับ อย่าหาว่าผมก้าวก่ายเลยนะครับ แต่คุณหนูน้องมดเธอน่าสงสารจริงๆ”

คุณประเสริฐพยายามอย่างที่สุดที่จะเปลี่ยนใจชายหนุ่มให้ยอมรับรติมาแทนพริมรตาซึ่งหายหน้าหนีความรับผิดชอบไป

“มันเป็นเรื่องของคนพวกนั้นที่จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำอยู่แล้ว คุณจะเดือดร้อนแทนเขาทำไม”

“ผมไม่ได้เดือดร้อนแทนคุณพริ้งหรือคุณพริมรตาหรอกครับ แต่ผมสงสารคุณหนูน้องมด...”

แล้วคุณประเสริฐก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวของรติมาให้ชาคริตฟังอย่างละเอียด และขอร้องให้ชาคริตให้รติมาอยู่ที่นี่แทน พริมราตา โดยสัญญาจะจัดการเรื่องของสองแม่ลูกนั่นเอง และทำให้บริษัทและบ้านหลังนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาคริตโดยเร็ว

“หากคุณสัญญาว่าจะทำตามที่พูด ผมก็จะลองพิจารณาดูก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็อยู่กับคนของคุณประเสริฐเองหรอกนะว่าทนอยู่ได้นานแค่ไหน และผมไม่รับรองด้วยว่าเธอจะต้องเจอกับอะไรบ้าง”

“ครับ ผมขอแค่นี้ หวังว่าคุณคริสจะเมตตาเธอบ้าง...”

“ผมมีเมตตากับทุกคนอยู่แล้ว คุณก็รู้..”

ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเย็นชาแล้วหันหลังให้คุณประเสริฐเป็นการตัดบท อย่างที่เขามักจะทำเสมอหากไม่ต้องการพูดอะไรต่อมันอาจจะดูเป็นการเสียมารยาท แต่คุณประเสริฐก็เข้าใจดี อย่างน้อยๆ ตอนนี้ ชายหนุ่มก็คงลดความเคร่งเครียดเจ็บปวดลงบ้างแล้ว..

“ขอบคุณนะคะคุณประเสริฐ”

เสียงแม่จิตเอ่ยเบาๆ ทำให้คุณประเสริฐหันไปมองหญิงสูงวัยที่กำลังลูบเรือนผมสวยนั้นอย่างรักใคร่

“ไม่เป็นไรครับ ผมช่วยเท่าที่ทำได้ แต่ความจริงแล้ว ผมเองก็ไม่อยากให้คุณหนูอยู่รับเคราะห์แทนคนอื่นหรอกครับ แต่คิดๆ ดูแล้วหากจะปล่อยให้เธอออกไปเผชิญชะตากรรมข้างนอกก็อดคิดไม่ได้ว่าเธออาจจะเจอคนที่ไม่ดีรังแก”

“แต่อยู่ที่นี่ก็คงจะเลวร้ายไม่แพ้กัน...”

“ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ จริงๆ แล้วคุณคริสเธอจิตใจดี มีน้ำใจกับทุกๆ คน แต่ครึ่งปีหลังที่ผ่านมา เธอกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์นั่นก็เพราะเธอประสบอุบัติเหตุ... ตอนนั้นรถยนต์ของคุณคริสถูกคุณพริมรตาชนจนไถลลงไปในหุบเหวข้างทาง แต่โชคดีที่รถนั้นไม่ตกลงไปในเหว เพราะต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นหนาแน่นเป็นเสมือนกำแพงกั้นไม่ให้รถตกลงไปแม้ไม่ลึกมาก แต่หากรถตกลงไปก็นับว่ารอดยาก เมื่อคุณคริสถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ก็พบว่าศีรษะคุณคริสได้รับการกระทบอย่างรุนแรง และประสาทด้านการมองเห็นก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งหมอเองก็บอกว่าคุณคริสจะสามารถมองเห็นได้อีกครั้งอย่างแน่นอน... ซึ่งเรื่องร้ายๆ ทั้งหมดนี้มันก็จากผลของการเมาแล้วขับของคุณพริมรตานั่นล่ะครับ”

คุณประเสริฐเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชาคริตให้แม่จิตรับรู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงเป็นเช่นนี้ และแม่จิตเองก็ได้แต่ทอดถอนใจ

“ถือเสียว่ามันเป็นกรรมของคุณหนูของแม่จิตสินะ โถ แม่คุณ...”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป