บทที่ 9 บทที่ 9.
“ไม่แน่ หากคุณคริสได้รับการดูแลที่ดีจากคุณหนูของแม่จิตก็อาจจะกลับมาเป็นคนเดิมก็ได้ และผมเชื่อว่าคุณหนูน้องมดน่าจะทำให้คุณคริสเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เราก็ได้แต่หวังเช่นนั้น เราทุกคนอยากเห็นเธอมีความสุข ไม่ต้องทนอยู่ในโลกมืดอย่างเจ็บปวดเดียวดายเช่นที่เป็นอยู่”
“แต่คุณคริสของคุณประเสริฐก็ร้ายกาจนัก เท่าที่แม่จิตได้ยินมาเขาอารมณ์ร้ายมากไม่ใช่เหรอคะ” แม่จิตยังกังขา
“นั่นก็เพราะคนพวกนั้นชอบทำให้คุณคริสเหมือนคนพิการ และมันก็ทำให้เธอไม่พอใจ ผมอยู่กับคุณคริสมานาน รู้ว่าเธอชอบหรือไม่ชอบอะไร และการที่คนดีๆ คนหนึ่งกลับต้องมาตกอยู่ในโลกมืด สิ่งเดียวที่จะทำให้เขาอยากจะอยู่บนโลกนี้ก็คือความรักและเอาใจใส่ด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์...”
คุณประเสริฐกล่าวด้วยแววตาที่หมองหม่นซึ่งแม่จิตเองก็เข้าใจดี คุณประเสริฐเองก็คงรักชาคริต ชายหนุ่มผู้เป็นนายเหมือนที่นางรักคุณหนูของนางเช่นกัน
“คุณคริสนั้นเปรียบเหมือนลูกชายของผม เธอกำพร้าพ่อแม่ตอนที่กำลังก้าวสู่วัยรุ่น ตอนนั้นเธอเพิ่งจะเรียนชั้น ม.ปลาย เท่านั้น ในขณะที่กิจการของพ่อแม่กำลังจะรุ่งเรือง เธอเองก็ต้องประคับประคองมันให้อยู่รอดปลอดภัย เพราะมีอีกหลายๆ ชีวิตที่ฝากไว้ในมือ เด็กหนุ่มซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตตนเองทั้งหมดเพื่อครอบครัว มันเป็นภาระที่หนักหนาเอาการอยู่ เธอฝ่าฟันอะไรๆ มาเยอะ จนบางทีเธอก็ดูกร้าวแข็งเย็นชา แต่ลึกๆ แล้วเธอเป็นคนจิตใจอ่อนโยนและรักงานศิลปะมาก คุณคริสกับน้องสาวเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านศิลปะ”
คุณประเสริฐเล่าเรื่อยๆ และแม่จิตก็ฟังอย่างตั้งใจ
“ค่ะ อุ้ย คุณหนูของแม่จิตรู้สึกตัวแล้ว”
แม่จิตอุทานออกมาเมื่อร่างบางเริ่มขยับตัว แพขนตางามงอนกะพริบปริบๆ อยู่สองสามครั้งก่อนดวงตากลมโตจะลืมเต็มตาพร้อมกับยันกายลุกขึ้นนั่งด้วยความช่วยเหลือจากผู้สูงวัยทั้งสอง
“แม่จิตคะ เราอยู่ที่ไหนคะ” รติมาถามอย่างยังรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย
“เราอยู่ที่บ้านหลังเดิมล่ะค่ะ”
“อะไรนะคะ...แล้ว...” รติมาอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ใบหน้านวลยังคงไร้สีสัน
“คุณคริสตกลงให้คุณหนูน้องมดอยู่ที่นี่คอยรับใช้เธอแทนคุณพริมรตาครับ ส่วนแม่จิตก็ให้อยู่ด้วย แต่ให้อยู่ช่วยงานในครัวเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณคริสก็จะจ่ายค่าจ้างให้เหมือนกับคนอื่นๆ แต่คุณหนูน้องมดจะต้องเซ็นชื่อในเอกสารสัญญาฉบับนี้ก่อนนะครับ แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้ อ่านดูก่อนนะครับแต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณหนูเอง”
กล่าวจบคุณประเสริฐก็เดินออกไปเงียบๆ รติมามองซองสีน้ำตาลในมือที่คุณประเสริฐยื่นให้เมื่อครู่ แล้วอ่านอย่างถี่ถ้วน ใบหน้าหวานดูยุ่งยากเล็กน้อย
“คุณหนูไม่จำเป็นต้องทำก็ได้นะคะ” แม่จิตกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของเธอ
“แต่ว่า...”
“คุณหนูคะ เรายังมีที่ไปนะคะ แต่ช่างเถอะค่ะ ไม่ว่าจะอย่างไรแม่จิตก็ยอมรับการตัดสินใจของคุณหนูอยู่ดี”
แม่จิตเอ่ยออกมาเบาๆ กุมมือบางแน่น เหมือนจะถ่ายทอดกำลังใจ หากแต่ลึกๆ แล้ว นางอยากให้รติมาปฏิเสธข้อตกลงในสัญญาฉบับนี้มากกว่า แม้นางจะไม่รู้ว่าในนั้นเขียนว่าอย่างไร แต่นางก็คิดว่าคุณหนูของนางต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่ๆ
“เธอตัดสินใจได้ดีมาก รติมา..” น้ำเสียงนั้นฟังดูเย็นชาและเหยียดหยามนัก หากแต่รติมาก็ทำได้เพียงยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
“แต่ฉันต้องการความมั่นใจว่าเธอพร้อมจะทำตามข้อตกลงจริงๆ เธอจะต้องจดทะเบียนสมรสกับฉัน คอยดูแลฉันอย่างใกล้ชิด สัญญาทั้งหมดระหว่างเรา ฉันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาหรือหย่าขาดจากเธอไม่ว่าฉันจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม”
“คือ แล้วดิฉันเอ่อ...” รติมาอยากจะถามเขาว่า แล้วเธอและเขาจะต้องอยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยาจริงๆ หรือไม่
“เธอจะถามฉันว่า ฉันจะใช้สิทธิ์ของสามีด้วยรึเปล่าใช่ไหม หึหึ”
“...” รติมานิ่งอึ้งเมื่อเขาพูดเหมือนมานั่งอยู่ในใจเธอใบหน้านวลร้อนผ่าวด้วยความอับอาย
“ตามสัญญาฉันก็ระบุนี่ว่าฉันมีสิทธิ์ทุกอย่าง”
“แต่ว่า มัน...มันมากเกินไปน้องมดเสียเปรียบ...” หญิงสาวแย้งอย่างลืมตัว
ชาคริตยกยิ้มในใจ รติมาไม่ใช่คนหัวอ่อนอย่างที่คิด เธอคิดเป็นและรู้ว่าตนเองต้องเจอกับอะไร แต่เธอก็ยังจะยอมรับข้อเสนอของเขาแม้จะแย้งเขาอย่างเสียไม่ได้ก็ตาม เขาไม่เข้าใจเลยว่าหญิงสาวที่เขาไม่สามารถมองเห็นได้ว่ามีหน้าแบบไหนนั้น เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ยอมสองแม่ลูกนั่นขนาดนี้ ซ้ำยังจะยอมทำสัญญากับเขาทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองเสียเปรียบ
“ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่า ป้าของเธอเอาเงินจากฉันไปสิบล้าน ตอนที่ฉันเสนอให้ป้าเธอส่งลูกสาวมารับใช้ฉัน แล้วยังบอกให้ฉันสามารถทำอะไรกับเธอก็ได้ เพื่อไม่ให้เอาเงินสิบล้านคืน พอไหมเหตุผล”
“ไม่จริง ทำไมคุณป้าต้องทำแบบนั้นด้วย”
“ก็เพราะป้าเธอโลภมากอย่างไรล่ะ แล้วยังเห็นแก่ตัวมากๆ ด้วย ว่าไหม”
