บทที่ 2 2

‘เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากเลยครับ สำหรับการประกาศแต่งงานสายฟ้าแลบของซีอีโอหนุ่ม แอชตัน มารีโน่ เจ้าของอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบินพาณิชย์แอชตัน แอร์แพลน คอมพานี ทั้งนี้อดีตประธานบริษัทอย่างคุณอาร์เธอร์ มารีโน่ และคุณสุชาดา มารีโน่ ภรรยา ได้เปิดคฤหาสน์มารีโน่ให้นักข่าวเข้าไปทำข่าวเกี่ยวกับการประกาศแต่งงานครั้งนี้กันถึงที่ และยิ่งเซอร์ไพรส์มากขึ้นไปอีกด้วยการขอไม่บอกเรื่องว่าที่เจ้าสาวว่าเป็นใครมาจากไหนแบบนี้ยิ่งทำให้เป็นที่สนใจของนักข่าวอย่างพวกเรา งานนี้ผู้หญิงทั่วเมืองที่เคยฝันหวานว่าจะเป็นผู้ครอบครองหัวใจของเจ้าพ่อมารีโน่คงจะต้องอกหักกันเป็นแถว...’

ร่างสูงใหญ่ยืนแข็งทื่อไปชั่วครู่ก่อนจะคว้าขวดแชมเปญที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้างขึ้นมาทุ่มลงกับพื้นด้วยความโมโห มือขวาหนุ่มที่รู้จักเจ้านายของตัวเองเป็นอย่างดีรีบจัดการไล่นางแบบสาวที่เป็นคู่ขาของเจ้านายหนุ่มเมื่อคืนนี้ให้รีบออกจากห้องให้เร็วที่สุด ก่อนพายุที่กำลังตั้งเค้าจะทำลายสิ่งที่อยู่รอบตัวจนราบเป็นหน้ากลอง

“ฉันเนี้ยนะจะแต่งงาน โว้ยยย!!!”

“เจ้านายใจเย็นๆ ก่อนครับ”

“ไม่ใช่แกนิพอล รีบบอกคนของเราให้เตรียมเครื่องบินเดี๋ยวนี้ ฉันจะกลับนิวยอร์กภายในครึ่งชั่วโมง”

“ครับ เจ้านาย”

มูลนิธิฟ้าพราว เชียงใหม่ ประเทศไทย

“ลูกแพร เสร็จหรือยัง”

“จ้า รอเดี๋ยวนะตีตี้ ฉันขอแต่งตัวให้ฟ้าพราวก่อน”

“โอเค เสร็จแล้วรีบตามมานะ”

แพรวา ตะโกนบอกเพื่อนหนุ่มหัวใจสาวที่ขึ้นมาตามเธอและฟ้าพราวให้ลงไปร่วมงานเลี้ยงอาหารมื้อกลางวันที่จัดเลี้ยงให้แก่เด็กยากไร้ในมูลนิธิฟ้าพราวที่เธอและตีตี้ หรือเอกพลเป็นคนก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสที่ถูกทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ หรือโรงพยาบาลเพื่อรับเข้ามาอยู่ในความดูแล

มูลนิธิฟ้าพราวเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญของเธอและเอกพลที่กำลังจอดรถติดไฟแดงในตอนที่เธอแอบหนีมาเที่ยวประเทศไทยเมื่อสองปีก่อน แล้วบังเอิญหันไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่หน้าโรงพยาบาลในสภาพที่กำลังกอดห่อผ้าที่มีชื่อโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเอาไว้แน่น การเคลื่อนไหวในห่อผ้าทำให้แพรวารู้ว่าเธอคนนั้นต้องเป็นคุณแม่มือใหม่ที่กำลังออกจากโรงพยาบาลแล้วรอรถกลับบ้าน แพรวามองภาพนั้นด้วยความยินดีที่ได้เห็นชีวิตน้อยๆ ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ด้วยความรัก แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ วางห่อผ้าที่มีทารกน้อยลงบนเก้าอี้ข้างตัวแล้วลุกขึ้นเดินห่างออกไปโดยไม่หันกลับมาสนใจห่อผ้านั้นอีกเลย แพรวารีบบอกให้เอกพลจอดรถเข้าข้างทางแล้วรีบวิ่งเข้าไปอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง ขณะที่เอกพลรีบวิ่งไล่ตามแม่ใจร้ายไปได้ไกลพอสมควรกว่าจะตามให้กลับมารับลูกของเธอคืนได้

น้ำตาไหลอาบแก้มเมื่อได้รู้ความจริงออกจากปากของคุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้เพราะฐานะที่ยากจนเหลือตัวคนเดียวอีกทั้งยังเป็นเด็กกำพร้าที่มีโรคร้ายติดตัว กว่าจะรู้ตัวว่าท้องก็ตอนที่พบว่าตัวเองเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้อง ยังดีที่เด็กในท้องไม่ติดเชื้อไม่อย่างนั้นเธอคงจะฆ่าตัวตายตั้งแต่รู้ว่ามีเด็กคนนี้อยู่ในท้องไปแล้ว แต่ในเมื่อเด็กไม่ติดเชื้อเธอจึงอุ้มท้องจนกระทั่งคลอดแต่ก็ไม่สามารถมีชีวิตเลี้ยงดูลูกน้อยได้เพราะอาการของโรคที่กำเริบมากขึ้นทุกที เธอจึงคิดที่จะทิ้งลูกให้พบเจอกับคนดีๆ ที่พร้อมจะเลี้ยงดูหรืออาจจะมีคนเก็บเอาไปส่งสถานรับเลี้ยงเด็กให้ดูแล แต่แพรวาและเอกพลก็มาพบเข้าเสียก่อน

แพรวาเป็นลูกสาวคนสุดท้องที่ถูกพ่อแม่และพี่ชายตามใจมาตลอด แต่เธอก็ได้รับความรักความอบอุ่นในครอบครัวเสมอมา ในขณะที่เอกพลก็เป็นน้องชายคนสุดท้องของครอบครัวเช่นกันแต่ติดตรงที่มีจิตใจเป็นหญิง ครอบครัวของเอกพลเป็นครอบครัวที่อบอุ่นจึงยอมรับในตัวลูกชายได้ขอแค่ให้ลูกของพวกเขาเป็นคนดี ทั้งสองจึงอยากรับเลี้ยงดูเด็กหญิงตัวน้อยเพื่อช่วยเหลือคุณแม่ที่มีเวลาใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกไม่นานเอาไว้ เพราะเอกพลไม่สามารถมีลูกของตัวเองให้กับพ่อแม่ได้จึงอยากรับเด็กหญิงไว้เป็นบุตรบุญธรรม แม่ของเด็กน้อยร้องไห้ก้มลงกราบเท้าเธอและเอกพล จนเธอต้องรีบบอกให้ลุกขึ้นเพราะทั้งคู่ช่วยไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ใช่อย่างอื่น เด็กหญิงจึงได้ชื่อว่าเด็กหญิงฟ้าพราว อนุวัฒ ตามนามสกุลของเอกพลที่รับเป็นพ่อบุญธรรม มูลนิธิฟ้าพราวจึงก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาเช่นเดียวกับฟ้าพราวด้วยทุนของเธอและเอกพล

แน่นอนเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความลับ!!

“มะ..แม่ แม่”

“จ๋า ลูก”

“หนม..กินหนม”

“หิวแล้วเหรอคะคนเก่ง เสร็จแล้วลูก”

เด็กหญิงตัวน้อยในชุดน้องหมีพร้อมกับถักผมเปียสองข้างน่ารักราวกับตุ๊กตา กำลังร้องเรียกหาขนมหวาน แพรวาที่แต่งตัวให้กับเด็กหญิงฟ้าพราวและตัวเองเรียบร้อยแล้วจับจูงมือเล็กออกจากห้องพักที่จัดไว้สำหรับเธอโดยเฉพาะในมูลนิธิแห่งนี้ลงไปยังห้องอาหารในตอนที่ทุกคนนั่งพร้อมกันในห้องเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่เธอกับเด็กหญิงฟ้าพราวเท่านั้น

“ลูกแพร ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ทุกคนต้องรอ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป