บทที่ 13 ตามติดกันเป็นเงา

ในเมื่อรู้ว่าคนที่ตัวเองอยากไล่ออก แต่ไม่สามารถไล่ออกได้อย่างใจ ซ้ำเขายังต้องมารับหน้าที่ตามติดกันเป็นเงาอีก

ไล่ออกไม่ได้

งั้นก็ได้…เมื่อเขาต้องอยู่ แม่ก็จะจัดให้เขาทนไม่ไหวจนลาออกไปเอง

หญิงสาวเดินเชิดอย่างไม่แคร์ใคร แกล้งเดินเข้าออกร้านแบรนด์เนมชื่อดังแทบทุกร้าน ปล่อยให้บอดี้การ์ดอย่างเขาเดินหอบหิ้วถือถุงพะรุงพะรังจนเต็มไม้เต็มมือ แอบรู้สึกสะใจนิด ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะหยุด

จนกระทั่งผ่านไปสามชั่วโมงกับการช็อปกระจาย และคิดว่าคนที่เดินตามหลังมาคงถือถุงจำนวนมากนั้นไม่ไหวแน่

ใบหน้าหวานลอบยกยิ้มรู้สึกเหมือนตัวเองแกล้งเขาได้สำเร็จ ก่อนจะหันหลังกลับไปเตรียมเยาะเย้ย

แต่…

ผิดคาด…

ในมือของบอดี้การ์ดกลับว่างเปล่าไม่มีถุงอะไรติดมือเลยสักใบ

อย่าบอกนะว่า….เขากำลังแกล้งเธอคืน ด้วยการเอาถุงแบรนด์เนมที่เธอเพิ่งช็อปปิงโยนทิ้งไปหมดแล้ว

“นายเอาถุงข้าวของของฉันไปไหนหมด!”

เสียงหวานแข็งใส่ สีหน้าพร้อมเอาเรื่อง ในขณะที่อีกฝ่ายทำสีหน้าเรียบนิ่งไม่บ่งบอกความรู้สึก

“ผม…ให้คนมาเอาไปเก็บแล้วครับ”

ใช่...ใครมันจะไปหอบหิ้วถือถุงพะรุงพะรังให้โง่ บอดี้การ์ดคนอื่นก็มีและพวกนั้นก็ยังสแตนด์บายอยู่ไม่ไกล เพราะงั้นเขาจึงเรียกให้คนเหล่านั้นมารับช่วงต่อเอาไปเก็บที่รถแค่นั้นเอง

คำตอบของคนตรงหน้าทำเอาเรียวคิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างหงุดหงิดที่ผิดแผน เธออุตส่าห์ช็อปปิงแบบจัดเต็ม หวังจะให้เขาหนักและเหนื่อย

ไป ๆ มา ๆ จะมีก็แต่เธอนี่แหละที่เหนื่อย อุตส่าห์เดินโง่ ๆ จนขาลากถึงสามสี่ชั่วโมง นอกจากจะแกล้งเขาไม่ได้ผล ซ้ำยังเป็นฝ่ายที่ต้องเดินจนปวดขาซะเองอีก 

มีอารู้สึกหัวร้อนจนต้องใช้มือเรียวยกขึ้นพัดไปมาที่ใบหน้า

“งั้นกลับ”

“ยังเดินไม่ครบทุกร้านเลยนะครับ”

เหมือนโดนเขายอกย้อนกลับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ฟังแล้วเหมือนกำลังเยาะเย้ยเธอนิด ๆ

“ก็บอกว่าฉันจะกลับไง!”

ไปก็โง่ เธอเมื่อยขาขนาดนี้ ใครจะไปมีแรงเดินต่อที่ไหนอีก อย่าว่าแต่ให้ขับรถกลับตอนนี้ยังขี้เกียจสุด ๆ 

“อ้อ งั้นเดี๋ยวนายมาขับรถให้ฉันด้วยนะ ฉันขี้เกียจขับเอง” เธอว่าพลางส่งกุญแจให้

“ครับ” อีกฝ่ายตอบสั้น ๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์แบบเดิม แต่เพราะท่าทีเย็นชาของเขามันทำให้เธอหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

มีอาพ่นลมหายใจเบา ๆ พลางเหลือบมองใบหน้าของชายหนุ่ม ดูเหมือนว่าคนแบบเขาเธออาจจะใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล

งั้นถ้าเธอลองใช้ไม้อ่อนกับเขาดูล่ะ

คิดได้ดังนั้นใบหน้าหวานก็ยิ้มกริ่มอย่างคนมีแผน

ทั้งคู่พากันออกจากห้างสรรพสินค้าเกือบ ๆ หกโมงเย็น ระหว่างทางบรรยากาศภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนออกไปตามถนนกว้าง เบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารเป็นที่ของมีอา เธอเอนกายพิงเบาะหนังแท้สีดำสุดหรู ในขณะที่มือเรียวถือโทรศัพท์ไถหน้าเลื่อนดูไอจีเล่นไปเรื่อย ๆ และ ‘L’ ผู้ชายที่เธอคุยด้วยเมื่อวานก็ไม่ตอบแชตเธอเลยสักนิด

จนกระทั่งสายตาของเธอสะดุดเข้ากับภาพวิวด้านนอก แสงพระอาทิตย์ยามเย็นกำลังทอแสงสีส้มละมุนตัดกับขอบฟ้าสีน้ำเงินเข้ม มันสวยมากจนเธออดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป

“อื้ม...ท้องฟ้าสวยจัง”

แชะ!

กดถ่ายไปหลายช็อต ก่อนจะเลือกมุมที่ถูกใจที่สุดแล้วแต่งสีฟิลเตอร์เพิ่มเล็กน้อย จากนั้นก็โพสต์ลงไอจีพร้อมแคปชัน

Evening vibes

เธออมยิ้มพอใจ ก่อนจะเหลือบตามองชายหนุ่มข้างกายที่นั่งเงียบมาตลอดทาง

“อิล” เสียงใสเรียกชื่อเขา แต่คนถูกเรียกไม่ได้ตอบสนองอะไร นอกจากขับรถต่อไปด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาช่างเป็นคนที่แทบจะไม่เคยพูดเกินความจำเป็น ใบหน้าเรียบนิ่ง แววตาดุดัน ราวกับมีม่านกำแพงขวางกั้นให้เขาดูเข้าถึงยาก

“ถามก็ขานรับตอบหน่อยสิ จะหยิ่งไปถึงไหน” ประโยคแรกเธอพูดกับเขา ส่วนประโยคหลังเธอพึมพำพูดคนเดียว

ที่สุดเขาก็ยอมเหลือบตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองถนนต่อ สายตาจดจ่ออยู่กับถนนข้างหน้า มีอารออยู่ไม่กี่วินาทีแต่เมื่อเห็นเขายังเงียบอยู่ เธอได้แต่กลอกตาไปมาอย่างหงุดหงิด

“ฉันถามอะไร นายก็ช่วยตอบหน่อยสิ! เงียบแบบนี้เหมือนคุยกับก้อนหินเลย” เธอขึ้นเสียงใส่เขาอย่างลืมตัว

นับหนึ่งจนสิบ จนร้อยแล้ววนกลับมาใหม่ ก่อนจะปรับอารมณ์ด้วยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วปรับสีหน้าใหม่ด้วยการฉีกยิ้มหวาน

“นี่...นายไม่คิดจะตอบฉันหน่อยเหรอ? ฉันพยายามญาติดีกับนายแล้วนะ”

มีอากะพริบตาปริบ ๆ รอคำตอบ ก่อนจะเบ้ปากออกมาเมื่อเห็นว่าเขายังเล่นบทเงียบใส่

งั้นเอาใหม่…

“อิล~” เธอลากเสียงเรียกชื่อเขา พลางยื่นมือไปแตะต้นแขนเขาเบา ๆ สีหน้าท่าทางออดอ้อนสุดฤทธิ์

“ตอบหน่อยน้า~”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป