บทที่ 2 เธอผู้มีสัตว์ร้ายเป็นเพื่อน (1)
ป่าอันมืดมิด มีเพียงเด็กสาวตัวเล็กที่กำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ฝีเท้าเปล่าที่ย่ำไปตามดินโคลนในป่าและมีดสั้นที่เผลอคว้าติดมือมา มีดคมปลาบนั้นเต็มไปด้วยเลือดของพี่ชายที่อาบไล้จนได้กลิ่นคาวน่าแขยง
ลั่นทมหอบหายใจ แหงนหน้ามองป่าลึกที่วิ่งมาจนสุดลูกหูลูกตา แผ่นหลังนั้นเย็นเยียบ ไร้เสียงของผู้คนที่ตามล่าเธออย่างในตอนต้นที่หน้าตั้งวิ่งเข้ามา อาจเป็นเพราะว่าป่านี้เป็นป่าใหญ่ที่อยู่หลังกระท่อมที่เธออาศัยอยู่ มีดวงวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ทำให้พวกเขาที่นับถือมนต์ดำและหวังร้ายต่อลั่นทมไม่สามารถมองเห็นเธอได้
ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้ว่าป่านี้มีที่มาอย่างไร แต่อย่างน้อยเธอก็รู้สึกปลอดภัยมากกว่าอยู่ที่บ้าน แสงจากหิ่งห้อยส่องสว่างรอบๆ กายเล็กๆ ที่สั่นเครือของเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ไร้ที่ไป แสงสีเขียวนั้นส่องผ่านหมู่พงไพร และพบกับลำธารที่น้ำไหลเอื่อยๆ ราวกับเป็นจังหวะพอเหมาะพอเจาะ ลั่นทมไม่รอช้าที่จะลงไปวักน้ำล้างตัวเพื่อขัดถูเอาคราบเลือดออกในทันที
ทั้งคมมีดที่เปื้อนหยดเลือด เธอเอามันมาล้างและใช้ผ้าถุงขัดจนเงาวับเช่นเดิม เพราะเลือดยังสด และยังไม่แห้ง จึงล้างออกได้โดยง่าย
“ฮึก หนูขอโทษที่ทำให้น้ำสกปรก แต่หนูเองก็รังเกียจเลือดของพี่สันต์เหลือเกิน” เธอร้องบอกกับเจ้าป่าเจ้าเขา กลางป่าอันเงียบสงัดจนน่าหวาดหวั่นนั้นโอบล้อมรอบสรรพางค์กาย น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความอดสู ซ้ำยังเจ็บช้ำเมื่อความเย็นเยียบมาถึง เหลือทิ้งไว้เพียงความบอบช้ำทั้งกายและใจ เด็กสาวโฉมสะคราญสวมกอดตนเองเอาไว้ ความเจ็บแสบยังคงอยู่จากรอยไซร้ของพี่ชายที่ทิ้งไว้ที่ซอกคอ มันน่ารังเกียจเสียจนเธอต้องข่วนตัวเองจนเป็นแผลราวกับพยายามจะลบล้างรอยราคีเหล่านี้ออกไปจากผิวกายที่เริ่มเย็นเฉียบจากหมอกจางๆ ในป่ายามค่ำคืน
เด็กสาวล้มตัวทรุดเข่าลงกับพื้นหญ้า นอนสั่นเครือบนพื้น พร้อมกับร่ำไห้เหมือนคนที่กำลังจะขาดใจ
เธอลงมือฆ่าพี่ชายของตนเอง แม้ในใจจะพร่ำพูดแต่เพียงคำว่า ‘สมควรแล้ว มันสมควรตาย มันต่างหากที่ผิด มันต่างหากที่ล่วงละเมิดเธอ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเธอเป็นน้องสาวแท้ๆ ของตนเอง’
ครอบครัววิปริต แม่ทนอยู่และตั้งท้องกับคนที่เคยเป็นพ่อของตัวเองได้ยังไง ลั่นทมคิดแล้วได้แต่เจ็บช้ำเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอวิ่งหนีและทิ้งแม่เอาไว้ข้างหลัง
แต่ลำพังแค่เพียงตนเองยังเอาตัวไม่รอด จะไปช่วยเหลือใครได้?
เธอช่างอ่อนแอ และไร้กำลังเหลือเกิน
กว่าจะรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังอยู่ท่ามกลางป่าลึกในค่ำคืนที่มืดมิดยิ่งกว่าคืนไหนๆ เด็กสาวก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไปท่ามกลางความเย็นเยียบที่ปกคลุมรอบๆ กาย
ท่ามกลางสายตาอันวาววับของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ มันคือเสือดำตัวยักษ์ที่สวมลูกประคำที่ห้อยคอเอาไว้ เสือดำตัวนั้นเคลื่อนกายสีทมิฬเพื่อดมกลิ่นเด็กสาวที่นอนปล่อยคราบน้ำตาเปรอะคาดวงหน้างามเอาไว้ กลิ่นเลือดจางๆ ติดที่ปลายจมูกใหญ่ กลิ่นคาวชวนอ้วกจนสัตว์ป่าต้องย่นจมูกสะบัดหน้าอย่างเหม็นสาป เพชรฆาตสีทมิฬตัวนั้นเคลื่อนตัวหนีไปอีกทาง ข้ามลำธารตื้นไปอีกฝั่ง และค่อยๆ ล้มตัวลงนอนอยู่ขนาบข้างต้นไม้ใหญ่ ดวงตาสีอำพันเฝ้ามองร่างของเด็กสาวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางร่มพงไพรที่ปกคลุมรอบกาย ก่อนที่จะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ
เช้าวันต่อมา
ลั่นทมลืมตาตื่นขึ้น เธอรู้สึกปวดตัวและหนาวเย็นไปทั่วร่างกาย ฝ่ามือเล็กหยัดลงพื้น เหลียวมองไปรอบๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงเสียงหายใจสม่ำเสมอของตัวอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นเสือดำตัวใหญ่ที่นอนหลับอยู่อย่างเอื่อยเฉื่อยอยู่ลำธารฝั่งตรงข้าม สัญชาตญาณร้องบอกให้เธอขยับถอยกรูดไปด้านหลังทันที
แต่ก็ไวน้อยกว่าสัญชาตญาณของสัตว์ป่า เสือดำตัวนั้นเบิกตาสีอำพันขึ้นมองเธอ นัยน์ตารีหุบเข้าเพื่อเพ่งมองร่างเด็กสาว ลั่นทมเกร็งไปหมดเพราะเหมือนมันตั้งท่าจะลุกขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาอย่างที่คิดเอาไว้
เมื่อเธอสังเกตดีๆ จึงเห็นว่ามันบาดเจ็บอยู่ที่ขาหน้าข้างขวานั่นเอง
แต่สัตว์ร้ายเช่นนี้ แค่แผลลึกที่ขาคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหากจะเข้ามาขย้ำเธอ ลั่นทมยังคงระแวดระวัง และค่อยๆ ขยับถอยหลังเพื่อที่จะหาทางเดินเลาะป่าไปทางอื่น หากแต่เมื่อลงแรงเดินไปได้ไม่ไกลนักก็วนกลับมาที่เดิม ที่ที่เสือดำนอนอยู่หลังแอ่งลำธาร ดวงตาสีอำพันยังคงจดจ้องที่ร่างของเธอที่เดินกลับมา หากแต่มันกลับนิ่งสงบ เลียแผลของตนเองราวกับไม่ยี่หระต่อเหยื่ออันโอชะตรงหน้า
ลั่นทมจ้องมองร่างใหญ่ยักษ์นั่นอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ดวงตากลมโตสังเกตเห็นลูกประคำบนคอของมัน จึงพอรับรู้ได้ว่าเสือดำตัวนี้อาจจะมีเจ้าของ
หยั่งเชิงอยู่ครึ่งวันเต็มๆ ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม พอๆ กับเพชฌฆาตตัวเขื่องที่ยังคงนอนซบกับขาหน้าของตนเองด้วยท่าทางเงียบสงบ ราวกับมันไม่ได้คิดจะจะทำร้ายเธอมาตั้งแต่แรก
ลั่นทมเองก็เริ่มหิวขึ้นมาแล้ว เธอจึงเดินออกหาของป่ากิน แต่ดูเหมือนเสือดำตัวนี้จะไม่ได้กินอะไรมานาน แต่ด้วยความไร้ประสบการณ์ด้านการล่าสัตว์เพราะไม่ได้ถูกรับการสั่งสอนมา เนื่องจากหน้าที่นี้เป็นของผู้ชาย ลั่นทมจึงเปลี่ยนเป็นไปจับปลาในลำธารต่อหน้าพยัคฆาตนั่นเอง
“ฮึบ” สีหน้าตั้งอกตั้งใจของหล่อนอยู่ในนัยน์ตาสีทอง มันจดจ้องจนกระทั่งเห็นว่าเด็กสาวจับปลาไม่ได้สักตัวจนหมดเรี่ยวแรง จึงค่อยๆ หยัดกายแกร่งลุกขึ้น ย่ำฝีเท้ามากลางลำธารจนลั่นทมต้องผงะรีบถอยหนีไป นึกว่าอีกฝ่ายจะตรงเข้ามาจับเธอกิน
แต่เสือดำกลับคุ้ยจมูกในน้ำใส สักพักมันก็จับปลาที่กำลังดีดดิ้นร้องขอชีวิต พร้อมกับเบนดวงตาสีอำพันขึ้นมองหน้าเธอ ราวกับจะสั่งสอนว่า ‘นี่ต่างหากล่ะคือการล่าอาหารที่แท้จริง’
เด็กสาวเผลอผ่อนลมหายใจหนักเมื่อมันหมุนตัวหันหลังไปนอนที่เดิมพร้อมกับปลาในปากที่ค่อยๆ สิ้นเรี่ยวแรง มันคายปลาลงบนพื้นดิน แล้วล้มตัวลงหมอบเอาคางขนเกยกับหน้าขาเช่นเดิม
เสือตัวนั้นมันจับปลาให้เธอหรือ?
เด็กสาวเผลอคิดกับตัวเอง แต่กระนั้นปลาก็ยังวางอยู่ตรงหน้ามันก็ค่อนข้างใกล้กับเสือดำที่ยังไม่มั่นใจว่าอันตรายน้อยลงแค่ไหนอยู่พอสมควร เพชฌฆาตสีทมิฬค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง เมื่อเห็นว่าผ่านไปสักพัก ท้องไส้ที่เริ่มครวญครางบ่งบอกว่าต้องการอะไรมาตกถึงท้อง จึงทำให้ลั่นทมค่อยๆ ย่างเท้าไปใกล้สัตว์ร้ายเรื่อยๆ
จนเธอเขย่งตัวสุดแรงคว้าเจ้าปลานั่นมาได้ จึงรีบวิ่งกลับไปยังบกฝั่งตรงข้าม และเริ่มจุดไฟด้วยตัวเอง ดีที่บ้านอยู่ในป่าเลยพอรู้วิธีอยู่บ้าง เพราะการทำอาหารคือหน้าที่ของผู้หญิง
แม่เคยสอนว่า หากมีผัว จงทำข้าวให้เขากินโดยไม่ปริปากบ่น
แต่ผัวที่แม่หมายถึงก็คือคนในครอบครัวของตัวเอง ที่ไม่เคยแม้แต่จะให้โอกาสปลดปล่อยพวกเธอให้เป็นอิสระ
คิดไม่ออกเลยว่าถ้าไม่ลงมือฆ่าพี่ชายตัวเองแล้วหนีเข้ามาในป่า เธอจะหลุดพ้นไปจากตระกูลวิปริตนี้ได้อย่างไร
ถึงตอนนี้จะหนีได้ แต่พวกเขาจะปล่อยเธอไปงั้นหรือ?
ได้แต่คิดไม่ตกในขณะที่ควันไฟค่อยๆ ลุกโขมงขึ้น พร้อมๆ กับไฟที่ติดกิ่งไม้แห้งและใบไม้ ปลาที่นิ่งสนิทนั้นมีรอยคมเขี้ยวของเสือตัวนั้น จนเนื้อเริ่มไหม้ และถูกเธอใช้ปลายนิ้วฉีกกินอย่างหิวโหย
ราวกับคนที่ไร้ที่ไป
ลั่นทมนั่งอยู่ที่บกฝั่งตรงข้ามอยู่ร่วมสองวันได้แล้ว ทั้งกระเพาะอาหารและร่างกายของเธอร่ำร้องบอกว่าต้องการที่พักอันอบอุ่นมีปัจจัย 4 ที่ครบครัน รวมถึงข้าวปลา เนื้อผักที่ควรจะตกถึงท้องให้พอได้รับสารอาหาร
แต่เธอไม่มีที่ไหนจะให้พักพิง
เมื่อเพ่งสายตามองไปยังฝั่งตรงข้าม เจ้าเสือดำตัวนั้นยังคงนอนอยู่ราวกับกำลังฝึกจำศีล บางครั้งถ้าไม่ได้สังเกตที่จังหวะผ่อนขึ้นลงของหน้าท้องมันดีๆ คงคิดว่าเจ้าเสือตัวนั้นตายไปแล้วเพราะพิษบาดแผลจริงๆ
มันนิ่งมาก สงบเสงี่ยมจนน่าตกใจ
ราวกับต้องการสื่อสารอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็ตะล่อมเหยื่อให้ตายใจ
แต่จะเป็นเช่นนั้นแน่หรือ ในเมื่อสัตว์ป่าในเวลาปกติเช่นนี้ก็ไม่ได้มีความอดทนได้มากขนาดนั้น นี่ก็สองวันเข้าแล้วที่เธอนั่งโง่ๆ อยู่ตรงนี้โดยที่มันไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาขย้ำ อีกอย่างช่องโหว่ของเธอก็มีเยอะมากพอให้ตกเป็นอาหารเข้าปากมันได้ตลอดเวลาด้วยซ้ำไป
น่าแปลกที่รู้สึกคุ้นเคยกับมัน และวางใจมากกว่าทั้งชีวิตที่อยู่ที่บ้านปุณณ์เตชะ
รู้สึกราวกับคนบ้าตอนที่โพล่งออกไปราวกับคิดว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่อง
“แกมีเจ้าของหรือเปล่า”
เสือดำตัวนั้นขยับใบหูแหลมเป็นเชิงว่าได้ยิน แต่มันก็ยังคงนอนหมอบหลับตาซบหน้าขาไม่ตอบอะไรเฉกเช่นเดิม
“ลูกประคำและเขี้ยวที่คอ... อาคมเหรอ มีใครเลี้ยงแกเอาไว้หรือเปล่า”
มันยังคงไม่แสดงอาการตอบสนองใดๆ กับคำถามนั้น แต่เธอมั่นใจว่าต้องใช่แน่ๆ ลูกประคำนั่นต้องมีอาคมสะกดวิญญาณ ดูท่าเสือดำตัวนี้คงไม่ธรรมดาแน่แล้ว
“ฉันหนีออกมาจากบ้านเพราะพี่ชายพยายามจะข่มขืนฉันเพื่อให้กำเนิดทายาทรับขันธ์ผี ประเพณีของบ้านฉันมันแปลกประหลาดมากเลย ทั้งที่รู้ว่ามันผิดแต่ไม่สามารถทำอะไรได้... ฉันจึงหนีเข้าป่ามาเช่นนี้”
“...”
“พ่อต้องไม่ปล่อยฉันไว้แน่ๆ ฉันกลัว กลัวมากๆ ต้องการความช่วยเหลือ”
“...”
“คนที่เลี้ยงแกไว้ พอจะช่วยฉันได้บ้างไหม?” สิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องไปขอความช่วยเหลือจากสัตว์หน้าขนที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเข้าใจภาษามนุษย์เลยด้วยซ้ำ มันกระดิกหูอีกครั้ง ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมา อุ้งเท้าหนาตะปบดินเหยียดกายลุกขึ้นเต็มความสูงในรอบสองวันหลังจากนอนเฝ้าเธอตบยุงป่ามานาน มันเริ่มหมุนตัวหันหลังแล้วเดินหายเข้าไปในพุ่มไม้
“ดะ... เดี๋ยวก่อน! รอด้วยสิ” ลั่นทมผงะรีบย่ำข้ามลำธารตื้นๆ เพื่อเดินตามหลังของเสือดำตัวนั้น ตอนนี้ไม่มีที่ไป ไร้ที่พึ่ง มีแต่ต้องเชื่อกฎเหนือธรรมชาติเท่านั้น อย่างไรก็คงไม่แย่ไปกว่าการตกไปเป็นเมียของพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองแล้วล่ะ
พยัคฆ์สีทมิฬพาเธอลัดเลาะมาตามพุ่มไม้ สักพักภาพตรงหน้าจึงเห็นหลังคาไวๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรือนกาแลขนาดใหญ่ดูค่อนข้างเก่า เธอเงยหน้าขึ้นมองเคหะสถานตรงหน้า ในขณะที่เสือดำตัวนั้นนำหน้าเธอไปก่อนแล้ว
มันยืนรออยู่ตรงใต้ถุนบ้าน หญิงสาวเองก็หยุดยืนเช่นเดียวกัน ด้วยความหวาดหวั่นไม่ทราบว่าที่นี่รกร้างหรือไม่เพราะค่อนข้างมีอายุ จนกระทั่งมีชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่เธอเห็นหน้าค่าตาไม่ชัดนักเพราะเป็นช่วงหัวค่ำผลักประตูเรือนก้าวออกมาด้วยแรงกดดันมหาศาล
“แม่จันทน์ผา พาผู้ใดเข้าเรือนข้ารึ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำถูกเปล่งขึ้นมาจากชายหนุ่ม เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบจึงเห็นหน้าตาของเขาได้ชัดขึ้น เขาเป็นชายที่มีดวงตาดุ หากแต่รูปหน้าคมคาย มีไรหนวดยิ่งเสริมความน่าเกรงขาม นัยน์ตาสีดำสนิทจดจ้องมองร่างเล็กที่ก้มหน้าจรดอกด้วยความขลาดกลัว
แม่จันทน์ผา? หรือคือชื่อของเสือดำตัวนี้
เจ้าเสือดำทำเพียงครางอื้ออึงในลำคอเป็นเสียงโหยหวนฟังไม่ได้ศัพท์ หากแต่ชายผู้นั้นกลับพ่นลมหายใจหนักออกมา
“เอ็งน่ะ” เด็กสาวสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองผู้ที่เอ่ยปากเสวนาด้วย “ขึ้นมาคุยกันหน่อยซิ”
“จะ... เจ้าค่ะ” เพราะแรงกดดันที่มาจากเขานั้นค่อนข้างรุนแรงจนรู้สึกว่าจำเป็นต้้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น ลั่นทมจึงทำได้เพียงรับคำและค่อยๆ เดินขึ้นเรือนกาแลไปอย่างระมัดระวัง เจ้าเสือดำตัวนั้นยืนอยู่ด้านล่าง มันค่อยๆ ล้มตัวลงนอนหมอบซบหน้าขาอีกครั้ง ลั่นทมทำเพียงแค่เหลียวหลังมองท่าทางเชื่องสนิทลงอย่างถนัดตาด้วยความแปลกใจ
ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?
ภายในเรือนกาแลนั้นกว้างขวาง หากแต่เครื่องเรือนค่อนข้างเก่าแก่ หากแต่พื้นไม้กลับถูกขัดถูเสียจนเงาวับราวกับมีคนหมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ชายผู้นั้นนำเธอเข้ามานั่งในห้องที่ไม่มีประตูปิดกั้น เป็นเพียงชานโล่ง มีเสื่อปู และพานหมากพลูข้างๆ ตั้งไว้พอเป็นพิธี
เขาล้มตัวลงนั่งบนเสื่อด้วยท่าชันขาข้างหนึ่งท่าทางดูน่ากังขาขึ้นอีกเท่าตัว ทั้งที่ดวงหน้ายังดูไม่มีอายุมากนักและเกรงว่าจะอายุมากกว่าหล่อนไม่กี่ปีด้วยซ้ำ หากแต่กิริยาท่าทางราวกับชายแก่ที่เจนโลกมานานนับหลายสิบปี เด็กสาวยืนละล้าละหลัง แต่เมื่อดวงตาคมปลาบสบมอง หล่อนจึงค่อยๆ ล้มตัวลงนั่งพับเพียบ ยกมือไหว้สาจรดอก
“รับรู้เรื่องราวจากจันทน์ผามาคร่าวๆ ดูเหมือนเอ็งจะต้องการความช่วยเหลือใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“เอ็งชื่ออะไรกัน”
“หนูชื่อลั่นทมเจ้าค่ะ... หนูมาขอรบกวนไม่นาน หากเจอที่ทางหนูก็จะไปจ้ะ”
