บทที่ 5 ลั่นทมผู้หมองเศร้า (2) จบตอน

“เฮือก!” เธอสะดุ้งโหยง ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นเรือนกายของผู้ชาย แม้ว่าไอ้สันต์จะพยายามล่วงเกินแต่นั่นก็แค่มันคนเดียวที่พยายามปลดเปลื้องอาภรณ์เธอผ่านสายตา แต่เธอบริสุทธิ์มากในทุกๆ ด้าน รวมถึงดวงตาที่ไม่เคยได้มองเห็นเรือนกายของบุรุษเพศ รวมถึงนึกคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือแม้แต่มีเวลาไปชายตามองชายคนไหน 

นี่จึงเป็นสรีระของชายคนแรกที่เธอเคยเห็น 

หุ่นกายเขาล่ำสัน กำยำ แต่สิ่งนี้ก็พอชินตาอยู่บ้างเพราะผู้ชายในบ้านล้วนเปลือยท่อนบนนุ่งแต่โจงกระเบนกันเกือบหมด หากแต่เบื้องล่างนั่นน่ะสิ... 

ตรงจุดนั้นมีสิ่งแปลกประหลาดน่าสงสัย มันดูคล้ายกับผลกล้วยสุกปลั่งที่ลูกใหญ่อุดมสมบูรณ์เอาเสียมากๆ 

แต่ดูเหมือนร่างนั้นจะสัมผัสได้ว่ามีคนแอบมองอยู่นานพอสมควร เขาผงะหันกลับมาทางนี้ ลั่นทมจึงรีบหลบไปหลังต้นไม้ในทันใด เธอรู้สึกได้ว่าตนเองนั้นหายใจหอบถี่ราวกับคนกำลังทำความผิด ดวงตากลมโตเบิกกว้าง แก้มร้อนก่ำราวกับถูกเผา 

นี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่? 

เธอนึกสับสนกับสิ่งที่ได้เห็นเมื่อครู่ รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปพลางยกหาบตุ่มน้ำเดินเป็นวิ่งตรงกลับไปยังเรือนกาแล 

แม้นล้างจานชามเสร็จสรรพก็ยังไม่วายนึกถึงสิ่งที่ได้เห็น ไม่แปลกนักเพราะหล่อนกำลังแตกเนื้อสาว จึงเริ่มรู้สึกสนใจกับสรีระของเพศตรงข้าม หากแต่คิดได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไป 

พ่อหมอเดินขึ้นกระไดเรือนหลังจากชำระร่างกายขจัดเหงื่อไคลและความเหนื่อยล้าออกไปเรียบร้อย เขาสังเกตเห็นร่างเล็กที่นอนคุดคู้อยู่บนเสื่อ สายตาของหนุ่มฉกรรจ์ลอบมองสรีระหล่อนด้วยความสงสัยใคร่รู้ เพราะถึงแม่จันทน์ผาจะจำแลงกายเป็นหญิงสาวสวยได้ แต่เขาไม่เคยนึกมองหล่อนในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเลยแม้แต่นิด 

แม่จันทน์ผาเนื้อแท้เป็นเพียงเดรัจฉานที่กินคนมีอาคม การจำแลงกายของหล่อนไม่อาจสั่นไหวความคิดของเขาได้ หล่อนงามแค่ไหนแต่เขาก็เห็นเป็นเพียงเสือเพศเมียตัวหนึ่ง 

ก็ยอมรับว่าฝึกมาดี 

หากแต่... กับลั่นทมมันแตกต่างออกไป 

เธออายุน้อยกว่าเขา แต่ก็ไม่ห่างกันมากนัก นิสัยและหน้าตาของเธอดูเรียบร้อย เธอเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ เจอกันครั้งแรกก็สะดุดตาที่ดวงหน้าว่าจะสวยอะไรขนาดนั้น น่าแปลกใจที่เขาไม่เคยเห็นใครที่สวยเท่าเธอมาก่อน แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหว เขาไม่เคยคิดจะมีพันธะผูกพัน เพราะจำเป็นต้องทำหน้าที่ที่พ่อสั่งเสียไว้ให้สำเร็จ 

แต่เขากลับสงสัยทุกครั้ง ทุกครั้งว่าเธอจะมีอากัปกิริยาอย่างไร 

อาจเพราะเธอเก็บงำอะไรไว้ในใจหลายอย่าง 

“อึก...!” หากแต่ดวงหน้าเธอตอนหลับมันกลับดูทุกข์ทรมานเสียเหลือเกิน ปกติการตกลงสู่ห้วงนิทราคือการพักผ่อนหลังใช้ชีวิตมาเต็มวัน หากแต่มันกลับไม่ต่างกับนรกสำหรับลั่นทมเลย เธอตื่นมาเพื่อทำงานบ้านให้ยุ่งมากจนลืมเรื่องราวเลวร้ายที่เพิ่งผ่านไป หากแต่เมื่อหลับตาฝัน ภาพนั้นก็กลับมาวนฉายซ้ำอยู่ตลอด ราวกับไอ้สันต์ที่ตายตาไม่หลับตามราวีไม่ให้เธอได้มีความสุข 

เลือดที่สาดกระเซ็น มีดที่ปักกลางเนื้อลำคอจนมิดด้าม ดวงหน้าทุรนทุรายเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายของไอ้สันต์ตามหลอกหลอนเธอทุกค่ำคืน ยิ่งหลับตาฝันมากกว่าหนึ่งวัน เหตุการณ์ในฝันค่อยๆ ชัดขึ้นราวกับว่าเมื่อหล่อนฆ่ามันแล้ว มันก็ลุกขึ้นมาทั้งร่างไร้วิญญาณ และบีบคอหล่อนให้ตายตกไปตามกันในความฝันนั่นเอง 

แปลก... แต่เหมือนภาพตรงหน้ามันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ 

เหมือนมันกำลังตามล่าหาเธอ และฆ่าเธอทิ้งเพื่อชำระรอยแค้นที่ถูกเธอฆ่าตายไปโดยไม่ตั้งใจ 

‘... ลั่นทม’ 

หากแต่เสียงเพรียกหาหล่อนในเวลาทีจะขาดใจในฝันนั้นเป็นเสียงทุ้มต่ำของชายปริศนาผู้หนึ่ง ในฝันหล่อนไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าชายผู้นั้นคือใคร เสียงนั้นเรียกชื่อเธอดังขึ้นข้างใบหูดังขึ้นในทุกชั่วขณะจิต ราวกับต้องการเรียกสติหล่อนคืนกลับมา 

‘ลั่นทม... ลั่นทม’ 

“ใคร!” ทั้งที่รู้สึกตัวว่ากำลังตะโกนถามเสียงอันไร้ที่มานั่นในฝันด้วยซ้ำ หากแต่เมื่อลืมตาโพลงขึ้นมา จึงพบว่าตนอยู่ในความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ทั่วสรรพางค์กายเต็มไปด้วยคราบเหงื่อ เธอผุดลุกขึ้นจากเสื่อนอน ใช้หลังมือกอบกุมใบหน้าของตนเองเอาไว้ 

“ฝันเช่นนี้อีกแล้ว” คงต้องขอบคุณเสียงของชายผู้นั้นที่เรียกสติของเธอจากในฝัน เด็กสาวรู้สึกเหนียวตัวเหลือเกิน อากาศนอกเรือนนั้นมีแต่พงไพรจึงหนาวจับใจ แต่ร่างกายเธอกลับร้อนรุ่มราวกับจับไข้ ดวงหน้างามซีดเผือด ค่อยๆ หยัดกายลุกเดินลงกระไดเรือนไป 

ไมยราฬที่หลบอยู่ที่หลังห้องจึงได้แต่ผ่อนลมหายใจเมื่อเห็นว่าเจ้าหล่อนลุกเดินไปแล้ว ดวงใจพ่อหมอวัยหนุ่มเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอกเสียแล้ว เมื่อเห็นว่านางลืมตาโพลงขึ้นมาในระหว่างที่เขากำลังบริกรรมคาถาให้เธอก่อนนอน 

เมื่อเห็นดังนั้นเขาจะอยู่ให้เข้าหน้าหล่อนไม่ติดเพื่ออะไร รีบกลับเข้าไปหลบหลังห้องนอนเหมือนคนขี้ขลาด รักษาสมาธิสุขุมไว้ได้ตลอดแท้ๆ เขาไม่เคยพบเจอตนเองในอาการร้อนรนเช่นนี้มาก่อน 

จะให้รู้ได้อย่างไรว่าเขาแอบมาท่องคาถาให้เธอหลับสนิทโดยไม่ฝันถึงสิ่งลี้ลับที่ตามเอาชีวิต 

ทั้งที่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว... และเขาคงไม่อาจห้ามชะตากรรมของเด็กสาวคนนี้ได้ แต่เพราะเหตุใดจึงทนไม่ได้เมื่อเห็นดวงหน้างามที่บิดเบี้ยว ดิ้นรนอย่างทุกข์ทรมานปานจะขาดใจ เขาไม่สามารถทำความเข้าใจความรู้สึกที่ไร้ความเด็ดขาดนี้ได้เลย 

คงเริ่มทำของแล้วสินะ ฝั่งตระกูลนั่น 

เพื่อเรียกคนทรยศวงศ์ตระกูลกลับมาด้วยความตาย และกลายเป็นผีบริวารของ ‘สิ่งนั้น’ ต่อไป 

คงทำได้เพียงแต่เฝ้ามองดูหล่อนค่อยๆ ป่วย ทรมาน และตายจากไป 

เหมือนดั่งมารดาของตนในอดีตนั่นเอง 

ลมหายใจที่เป่าออกมากลางดึกนั้นเย็นเยียบ ลั่นทมคงฝืนนอนต่อไม่ได้อีกแล้ว เธอกลัวเหลือเกินกับการตกอยู่ในฝันร้ายนั่นอีกครั้ง เมื่อรู้สึกเหนียวตัวจึงเดินตรงไปที่ท่าน้ำในกลางดึก ความอุ่นวาบของน้ำใสนั้นยังคงแจ่มชัดแม้จะเป็นช่วงกลางคืน เมื่อปลดเปลื้องอาภรณ์และก้าวเท้าลงไปในน้ำ ความอบอุ่นนั้นราวกับกำลังซึมซาบไปทั่วร่างกาย 

ลั่นทมนั่งวักน้ำถูคราบเหงื่อออก เธอพยายามไม่คิดลบจนเกินไป เพราะรู้ชะตากรรมของตนดี พ่อคงไม่ยอมให้คนทรยศหนีออกไปได้ เมื่อสุดท้ายเธออาจจะต้องทุกข์ทรมานกับการที่ถูกไอ้สันต์ตามหลอกหลอนตลอดไป ก็คงได้แต่ยอมรับมันอย่างเสียไม่ได้ 

นั่นเพราะเธอทำบาปกรรมมาครั้งใหญ่หลวง 

ถึงเขาจะเป็นคนที่ชิงชังมากสักเท่าไร ก็ไม่ควรฆ่าแกงกันถูกไหม หรือว่า... เธอไม่ควรจะดิ้นรนตั้งแต่แรก ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ต้นตระกูลทำมันไม่ถูกต้อง บางทีนั่นอาจทำให้เธอยังคงใช้ชีวิตต่อไปได้แม้จะต้องหลอกตัวเองไปตลอดจนกว่าจะตายก็ตาม 

ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ นึกโทษแต่ตนเอง ทั้งที่เธอถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจมาทั้งชีวิต ราวกับการทุ่มโทษตนเองในทุกๆ เรื่องนั้นเป็นบาดแผลฝังลึกที่เธอขูดจนแผลเปิดทุกวี่วัน 

บาดแผลที่ไม่มียาขนานไหนรักษาหายได้ 

“... ฮึก” หากแต่ลั่นทมเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบแปดปี แม้ว่าเธอจะผ่านเรื่องราวเลวร้ายมามากมาย แต่สติสัมปชัญญะรวมถึงอายุความนึกคิดของเธอยังเต็มไปด้วยความบอบช้ำ เธอยังไม่มีภูมิคุ้มกันพอที่จะทำใจให้ไม่เจ็บปวดกับสิ่งที่เจอ ร่างเล็กกอดตัวเองเอาไว้แน่น ท่ามกลางแม่น้ำใสที่อบอุ่น เธอรู้สึกเหมือนตัวเองนั้นเหลือเพียงตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ 

หากแต่ว่า... 

แผ่นหลังกว้างที่อิงแอบแนบกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งนั้นมีเหงื่อผุดพราย แผงอกหนานั้นกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนัก ไมยราฬตามเธอออกมาแม้จะปลงตกแล้ว เพราะกลัวว่าระหว่างที่เธอออกไปกลางค่ำคืนคนเดียว จะถูกโจรหรือผีป่าที่ยังหลงเหลืออยู่ลักพาตัวไป เขาผ่อนปรนลมหายใจที่แทบระส่ำ ริมฝีปากของพ่อหมอหนุ่มนั้นแห้งผาก พยายามตั้งสติเพื่อไม่ให้ตนเองสั่นคลอน 

เรือนร่างอันเย้ายวน ผิวขาวผ่องราวกับงาช้างเผือก แต่นั่นเทียบไม่ได้เมื่อบาดแผลฟกช้ำภายในร่มผ้านั้นดูมากมายยิ่งกว่านอกเสื้อผ้าที่สวมใส่ เมื่อนึกว่าหล่อนจะโดนทำร้ายมานานแค่ไหนจนทิ้งรอยแผลเป็น รวมถึงรอยแผลใหม่มากมายเช่นนี้ เขาก็ทั้งโกรธ ทั้งสับสนจนไม่อาจควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ 

เขาบอกตนเองว่าเขาจะไม่มีวันสอดตัวเข้าไปยุ่งกับชีวิตของเธอ ที่เขารับหล่อนมาดูแล นั่นเป็นเพราะแม่จันทน์ผาขอร้องเท่านั้น หากแต่เมื่อเห็นหน้าหล่อนที่หมองเศร้า แต่กลับยิ้มได้ทุกคราที่ถูกไว้วางใจจากเขาแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ลั่นทมคงมองเขาเป็นผู้มีพระคุณ แต่เขากลับยิ่งสับสนเพราะทั้งรู้ว่าเขาเองเพียงแค่หยิบยื่นน้ำใจไปตามมารยาทที่ควรมีต่อคนหลงทางเท่านั้น 

เขาผู้เคยเห็นการตายด้วยการทำของจากบ้านนั้นไปสู่มารดาตนเองกับตา การตายที่แม้แต่พ่อยังไม่อาจทนมีชีวิตอยู่ได้เพื่อจดจำสิ่งๆ นั้นได้ 

เด็กสาวตัวเล็กแค่นี้ เหตุใดจึงต้องมาพบเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ 

แม้จะมองออกได้ว่านั่นเป็นบาปกรรม แต่เหตุใด... เหตุใดภายในอกเขากลับถึงร้อนรุ่มไม่หยุดหย่อน? 

สวบ 

หากแต่เสียงฝ่าเท้าของใครสักคนที่เหยียบใบไม้แห้งที่ดังขึ้นอีกฝั่งของตรงนั้นกลับทำให้ทั้งคนที่แช่น้ำกอดตนเองร่ำไห้อยู่ รวมทั้งคนที่หลบอยู่หลังต้นไม้ต้องผงะ เนื่องจากป่าในยามค่ำคืนนั้นเงียบสงัดจนน่าแปลก เสียงของผู้บุกรุกจึงแจ่มชัดกว่าที่เคย เมื่อลอบมองไปจึงเห็นว่าเป็นไอ้เจิดที่ยืนสะพายย่ามอยู่ริมตลิ่ง ดวงตาคมมองแผ่นหลังเนียนที่พยายามหลบสายตาเขาลงไปในน้ำด้วยความตกใจ ก่อนที่จะตัดสินใจหันหลังให้ 

“ยะ... อย่ามองนะ” 

“ข้าขอโทษ ว่าจักแวะมาหาพ่อหมอ มันต้องเลาะผ่านริมแม่น้ำตรงนี้ ไม่คิดว่าเธอจะอยู่ที่นี่” ลั่นทมใจเต้นไม่เป็นส่ำ นี่ไม่ใช่คราแรกที่ถูกแอบมอง แต่ต่างกันตรงคราวนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัย หล่อนรีบว่ายเข้าฝั่งโดยเหลือบมองคนที่หันแผ่นหลังกว้างให้เป็นระยะๆ รวมถึงยกผ้าถุงมากระโจมอก 

เมื่อฝีเท้าเล็กทำท่าจะวิ่งหนีไป ไอ้เจิดที่ชำนาญการได้ยินเหมือนแมวป่าจึงรีบห้ามเอาไว้ 

หมับ! 

“ประเดี๋ยวก่อน จักหนีข้าอีกแล้วหรือ” ไวกว่าความคิด เขาหันไปรั้งข้อมือของเด็กสาวที่ทำท่าจะย่ำเท้าหนีตัวเองไปได้โดยสัญชาตญาณแทบจะทันที เพราะไม่ได้เจตนาจะทำให้เธอกลัวเลยสักนิด แต่เพราะเขานั้นเป็นชายชนบทใช้ชีวิตแต่ในป่า วันๆ ทำไร่ทำนาไม่ค่อยได้พูดคุยกับผู้หญิง เขาจึงไม่รู้ว่าควรเข้าหาเธออย่างไร เขาอยากคุยกับเธอให้มากกว่านี้ 

ไม่ใช่เพราะแค่เป็นผู้หญิง หรือหน้าตาสะสวย แต่เขาอยากเป็นเพื่อนกับลั่นทมด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ เขาไม่อยากให้เธอกลัว แต่ก็หงุดหงิดตนเองที่มาพบเจอเธอในจังหวะที่ไม่ดีทุกครั้งไป 

ลั่นทมเองก็ไม่ใช่เด็กสาวผู้รับรู้ความแตกต่างของผู้ชาย เธอมีชีวิตอยู่ในบ้านปุณณ์เตชะมาทั้งชีวิตเช่นกัน ผู้ชายที่รู้จักหนึ่งเดียวมีเพียงครอบครัว ลั่นทมไม่อาจอ่านใจใครได้ว่าเขาหวังดีหรือหวังร้ายต่อหล่อน ทำได้เพียงประเมินต่อสถานการณ์ด้วยมุมมองของตนเองเท่านั้น 

เขาเห็นเรือนร่างของเธอแม้ว่ามันจะจมอยู่ใต้น้ำ แต่ธารน้ำใสไม่อาจปฏิเสธว่าไม่เห็นทั้งหมดของร่างกายนี้ 

แค่คิดก็อับอายเหลือทน หล่อนเม้มปากแน่นหน้าแดงก่ำแถมคิ้วขมวดแทบพันกัน เมื่อสายตาของเด็กหนุ่มที่เผลอคว้าตัวหล่อนไว้หลุบลงมองสภาพของเธอที่นุ่งเพียงกระโจมอก ไอ้เจิดรีบผละมือออกราวกับต้องของร้อน แต่ที่ร้อนผ่าวที่สุดคงจะเป็นดวงหน้าของเขาเอง 

“อะ... คือข้า” 

“...” 

“ข้า... ไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยว!” เมื่อเห็นว่าเขาปล่อยมือเธอออก ลั่นทมไม่อยู่รอฟังคำขอโทษจากเขา สาวเท้าวิ่งหนีหายไปในทางที่ตรงไปยังเรือนกาแลของพ่อหมอไมยราฬ เมื่อร่างเล็กนั้นลับสายตาไป เขาก็ห่อเหี่ยวใจ 

“พับผ่าสิ กูนี่!” เขาขยี้หัวตัวเองจนผมสั้นๆ นั้นชี้ฟู เมื่อลงมือลงโทษตนเองอย่างสาสมใจ เขาจึงสะพายย่ามคอตกเดินตรงไปตามทางที่พ้นหลังเธอไวๆ 

“มาหาข้าเองแท้ๆ แต่ทำหน้างอคอตกอยู่ได้ มีกระไรกันแน่ ฮึ? ไอ้เจิด” 

เพราะเป็นคนตรงไปตรงมาไม่อาจเก็บซ่อนความเจ็บปวดใจที่ถูกสาววิ่งหนีเอาไว้ได้ เขาเลยมานั่งหน้าซึมกระทืออยู่หน้าประตูเรือนกาแล พ่อหมอไมยราฬที่เปิดประตูมาชนแผ่นหลังหนาจึงพาเข้าเรือน เพราะถ้ามาดึกดื่นเช่นนี้น่าจะมีเรื่องมีราวอะไรเป็นแน่ 

“เปล่านี่ขอรับพ่อหมอ” 

“แล้วต้องการให้ข้าช่วยเรื่องกระไร มีเรื่องเร่งด่วนกระไรรึถึงมาเสียกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้?” น้ำเสียงของท่านเคร่งเครียดจริงจังขึ้น ดวงตาชายหนุ่มสบกัน ไอ้เจิดพยักหน้าท่าทางขึงขัง 

“ข้าทะเลาะกับพ่อแล้วหนีออกจากบ้านมา อาจจักมาขอข้าวขอน้ำขอที่พักแรมกับพ่อหมอสักสองสามคืนขอรับ” 

สิ้นประโยคนั้นก็ถูกเขกหัวดังโป้ก

“มึงนี่อีกแล้วหนา ทะเลาะกับพ่อทีไรเดือดร้อนเรือนข้าทุกที!” เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไอ้เจิดหนีร้อนมาพึ่งเย็น ด้วยลูกเป็นไงพ่อก็เป็นเช่นนั้น น้ำมันกับไฟเมื่ออยู่ร่วมกันก็แผดเผากันไม่หยุด เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลงให้กัน เวลาพ่อลูกบ้านนี้ทะเลาะกันทีไร มันจะมาฝากตัวที่เรือนเขาเป็นที่แอบอิงเพราะถูกตาเปี๊ยกที่อารมณ์รุนแรงด่าทอไล่ออกจากบ้าน 

“สักสองสามคืนก็พอนี่ขอรับ ข้าสัญญาว่าจักช่วยงานบ้านด้วย” เด็กหนุ่มลูบหัวที่โดนเขกกบาลป้อยๆ 

“มือหนักแบบเอ็งหยิบจับกระไรก็พังหมด คราวก่อนก็ทำแจกันทองเหลืองของกูแตกไม่ใช่รึ” 

“โถ่พ่อหมอ... อนุโลมให้ศิษย์ผู้น้อยคนนี้หน่อยได้หรือไม่ขอรับ” 

“กูไม่มีศิษย์เป็นของตนเอง อีกอย่างเรือนนี้งานบ้านงานเรือนก็มีลั่นทมคอยปัดกวาดเช็ดถูอยู่แล้ว” เมื่อได้ยินชื่อนั้นเจ้าสุนัขตัวโตก็แทบจะหูผึ่งในทันใด ในที่สุดเขาก็ได้รู้ชื่อหล่อนสักที แต่พอนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ก็กลับมาห่อไหล่อีกครั้ง “แต่จะมานอนพักก็ย่อมได้” 

“จริงหรือขอรับ!” 

“แต่มึงต้องไปกางมุ้งนอนนอกเรือน” เพราะที่ที่มันเคยปูนอนในตอนนี้มีเจ้าของเสียแล้ว หากให้ผู้ชายขึ้นบ้านนอนใกล้หญิงสาวสองต่อสอง แม้เขาที่เป็นผู้ใหญ่จะอยู่ด้วยก็ตาม แต่คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ 

เมื่อนึกถึงภาพก่อนหน้าที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกัน ในอกเขาร้อนรน แต่ในขณะเดียวกันก็เบาใจ แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดีแต่เพราะเขารู้ว่าไอ้เจิดเป็นคนเช่นไร จึงไว้ใจ หากหล่อนจะมีเพื่อน... ก็น่ายินดี 

แต่เห็นทีต้องสั่งสอนถึงการเข้าหาเด็กผู้หญิงของมันสักหน่อย 

แม้ไอ้เจิดจะทำหน้าซึมกะแด่วใส่ก็ไม่มีผลต่อเขา มันไปกางมุ้งนอกเรือนนั่นแล้ว พ่อหมอยืนมองจนเห็นว่ามันสอดตัวเข้าไปในมุ้ง จึงย่างเท้ากลับเข้าไปในเรือน เหลือบเห็นเด็กสาวนอนคลุมโปงอยู่ในมุ้งนั่นเอง 

เขาเพียงลอบมองเล็กน้อย จึงสาวเท้ากลับเข้าห้องนอนตนในทันที 

ให้ตายสิ 

ลั่นทมเองก็สั่นระส่ายเมื่อนึกถึงเรื่องที่ถูกแอบมองเมื่อครู่นี้ ภาพวันคืนอันน่าอัปยศหลั่งไหลเข้ามาในโสตประสาทจนแทบกระอัก หล่อนนอนคลุมโปงเพราะอับอายไม่หาย จะให้ไม่คิดลบคงไม่ไหวเพราะคนมันเคยมีแผลใจมาก่อน จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าที่เดินตรงมาทางนี้ 

“ลั่นทม” เสียงทุ้มต่ำที่เรียกเธอดังขึ้นเหนือมุ้ง เสียงนั้น... เหมือนเคยได้ยินในฝัน แต่ทำไมกลับจำแทบไม่ได้ว่าน้ำเสียงของคนที่เรียกหาเธอเป็นเช่นไร 

เด็กสาวค่อยๆ โผล่หน้าออกจากผ้าห่ม จึงเห็นร่างสูงใหญ่ของพ่อหมอไมยราฬนั้นค่อยๆ ลดตัวลงมานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าตนเพื่อให้หน้าเทียมกัน เขาเองก็ให้เกียรติคนธรรมดาอย่างเธอไม่น้อย ลั่นทมจึงรีบลอดมุ้งออกไป ในขณะที่เขาขยับตัวหลบให้เธอออกมา 

“มีกระไรหรือเจ้าคะ” เมื่อมองดวงหน้าคมคายนั้น เด็กสาวก็เอียงคอสงสัยว่าเขาเรียกเธอออกนอกมุ้งมาเพื่อการใด แต่ก่อนจะได้คิดไปไกลกว่านั้น คนตัวใหญ่ตรงหน้าก็ถอดตะกรุดที่ข้อมือตน แล้วสบตาหล่อนอย่างมั่นคง 

“ยื่นมือมาสิ” เด็กสาวยื่นมือส่งให้ เขาจึงคล้องกำไลสายตะกรุดกับข้อมือเล็กในทันที ร่างเล็กมองหลังมือที่ใหญ่และหนาแข็งแรงนั้นค่อยๆ ผูกปมเชือกให้มั่น ความอบอุ่นแตะผ่านข้อมือด้วยไอร้อนจากร่างกาย เด็กสาวจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาตาปริบๆ “คือกระไรหรือเจ้าคะ” 

“ในอดีตเคยมีโรคระบาดและผีป่าอาละวาด แม้ข้าจะกำจัดไปมาก หากแต่ก็วางใจไม่ได้ว่าจะไม่เหลือ ตะกรุดนี้ข้าให้” 

“...” 

“มันจะคุ้มกะลาหัวเอ็งจากผีร้ายทั้งปวง” 

ดวงหน้าเล็กก้มลงมองกำไลตะกรุดนิ่งงัน ก่อนที่จะเงยหน้ามองผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือเธอเงียบๆ มาถึงสองครั้งสองครา หากแต่ยังไม่ทันที่จะได้เอ่ยปากขอบคุณ พ่อหมอหนุ่มก็หยัดกายลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอนไปโดยไม่ฟังเสียงกัน 

ลั่นทมทำได้เพียงลูบสายตะกรุดในข้อมือ สัมผัสที่อบอุ่นยังคงอยู่ตรงนั้นไม่จางหาย เธอค่อยๆ มุดกลับเข้าไปในมุ้งตามเดิม และปิดตาลงห่มผ้าคลุมกาย และผล็อยหลับไป 

น่าแปลกเหลือเกินที่หลังจากที่ถูกมอบตะกรุดให้ ค่ำคืนนี้หล่อนก็ไม่ฝันร้ายอีก 

เช้าวันต่อมา 

ลั่นทมลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ ค่อยๆ หยัดกายเล็กลุกขึ้นบิดขี้เกียจสะบัดความงัวเงียออก หล่อนรู้สึกแปลกใจนักเพราะเป็นอาการยามตื่นนอนที่สดชื่นพิกล ราวกับว่าเมื่อคืนได้หลับจนเต็มอิ่ม รีบกุลีกุจอเก็บผ้าผ่อนของตนพร้อมกับมุ้งพับให้เข้าที่และเอาไปเก็บไว้ในตู้ไม้สักใหญ่พอประมาณที่พ่อหมอให้เอาฟูกที่นอนไปพับในนั้นได้ ก่อนที่จะตรงไปดูแลเรื่องสำรับกับข้าวให้กับผู้มีพระคุณตามความเคยชิน 

แม่จันทน์ผาหายไปตั้งแต่เมื่อวาน คงจะไปตระเวรหาอาหารในป่าหรือเปล่า ทั้งๆ ที่ตรงนี้มีเนื้อสดตุนอยู่แทบจะล้นครัว 

เธอเริ่มตั้งหม้อหุงข้าว จุดฟืนไฟ กลิ่นข้าวสารหอมกรุ่นกับน้ำเดือดๆ ของเครื่องแกงได้ส่งมาถึงปลายจมูกของไอ้เจิดที่ตื่นเช้ามายืดเส้นยืดสาย เขากำลังคอยมองโอ่งของพ่อหมอว่ามีโอ่งใดน้ำเหือดบ้างหรือไม่ แต่ก็ไม่มีเลย 

และนี่ก็คงจะเป็นฝีมือของเด็กสาวตัวเล็กๆ หน้าตาน่ารักคนนั้นใช่หรือไม่? ก็ไม่แปลกนักที่พ่อหมอจะปฏิเสธเขา ในเมื่อคนดูแลเรือนในตอนนี้ทำงานเรียบร้อยสมบูรณ์จนไร้ที่ติเสียขนาดนี้ 

เขาเดินไปตามกลิ่นข้าวที่คุ้นจมูกว่าจะเป็นข้าวจากบ้านตน และเห็นว่าหล่อนกำลังนั่งพัดฟืนให้ไฟหามอยู่บนเรือนครัวเล็กๆ 

ดวงหน้างดงามนั้นจดจ่ออยู่กับการคนเครื่องแกงให้เข้าที่ พลางตักมาชิม อากัปกิริยาเวลาทำกับข้าวนั้นดูผ่อนคลายน่ามองผิดแปลกไปจากทุกทีที่เจอ 

เมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนยืนมองอยู่ เด็กสาวจึงเหลือบไปมอง และก็เห็นว่าเป็นคู่กรณีเมื่อคืน 

เฮือก! 

เธอสะดุ้งโหยง หอบความอับอายแล้วก้มหน้างุดหันหน้ากลับไปจดจ่ออยู่กับการคนเครื่องแกงตามเดิม 

ในขณะที่ไอ้เจิดเองก็เกาหัว แต่เพราะเขาสะเพร่าเองนั่นล่ะนะ จึงค่อยๆ เดินไปที่ใต้ถุนเรือนครัวที่ค่อนข้างเตี้ยอย่างระมัดระวังไม่ให้กระต่ายตื่นตูม 

“ทำกระไรหรือ?” 

“...” 

“กลิ่นข้าวกลิ่นแกงหอมเชียว ให้ข้าช่วยชิมไหม” 

แม้ว่าจะพยายามชวนคุยเท่าไหร่หล่อนก็ไม่คิดที่จะตอบกลับมาแม้แต่คำถามเดียว ชายหนุ่มยืนซึมอยู่ด้านล่าง แต่การที่เขาพยายามเบี่ยงเบนสิ่งที่ควรจะพูดมากที่สุดนี่ทำให้เขาหงุดหงิดใจชะมัด การพูดคุยกับใครสักคน เขามักจะเปิดเผยตรงไปตรงมาเสมอ 

แต่เมื่อได้เห็นเธอเมื่อคืนนี้... เขาก็รู้สึกขัดเขินจนพูดจาอะไรไม่ถูก 

ให้ตายสิ ไอ้เจิดประหม่าจริงๆ 

“ข้าขอโทษ” เมื่อตัดสินใจได้ว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ควรพูดออกมามากที่สุด เจิดก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง เขาก้มลงนั่งคุกเข่าพนมมือไหว้อย่างคนหมดหนทางจะขอคืนดี เขาต้องการแสดงความจริงใจให้หล่อนเห็นว่าเขาไม่ได้เจตนาจะคุกคามอย่างที่คิด “ข้าหนีออกจากบ้านมาเพราะทะเลาะกับพ่อ ไม่มีที่ไหนให้ซุกหัวนอนนอกจากเรือนพ่อหมอ ทางหมู่บ้านจำเป็นต้องเลาะไปทางป่าตรงนั้นเพื่อลัดไปฝั่งเรือนพ่อหมอ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบดูเอ็งหรือกระไรทั้งสิ้น ข้าขอโทษจริงๆ อย่าโกรธข้าได้หรือไม่ ข้าอยากเป็นเพื่อนด้วยจริงๆ นะ” 

เสียงบนครัวเงียบไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ไอ้เจิดยังคงคุกเข่าพนมมือไหว้ราวกับขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้หล่อนเข้าใจด้วยเถิด จนกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าเดินลงกระไดมา 

“... ลุกขึ้นเถอะ” เสียงหวานๆ นั้นปลุกให้เขาฟื้นตัว เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็พบร่างเล็กของเด็กสาวตรงหน้าเขา หากแต่หล่อนไม่ได้มองตาเขาเต็มตานัก “จะขึ้นมาชิมเครื่องแกงก็ได้ แต่อย่ามาเกะกะข้าล่ะ” 

“จริงรึ! ขอบใจมากลั่นทม” เมื่อได้ยินชื่อของตนเองเด็กสาวก็ชะงักไป 

“รู้ชื่อข้าได้อย่างไรหรือ” 

“พ่อหมอบอกข้ามา ชื่อเอ็งเพราะดีนะ” 

“ขึ้นมาเถิด ข้าต้องรีบไปคดข้าว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป