บทที่ 1 บทที่ 1 ตกลงมาจากฟ้า...ใส่พี่พอดี
บทที่ 1 ตกลงมาจากฟ้า...ใส่พี่พอดี
----------------------------------
ปัญหาแรกของการกลับบ้านตอนตีหนึ่งครึ่งคือ ฉันเมา
ปัญหาที่สองคือ ฉันทำกุญแจบ้านหาย
ส่วนปัญหาที่สามกำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าในรูปของกำแพงสูงเกือบสองเมตร
ฉันแหงนหน้ามองมันแล้วถอนหายใจ
“สมัยก่อนมันเตี้ยกว่านี้หรือฉันขายาวน้อยลงวะ”
ไม่มีใครตอบ
แน่นอนสิ ตีหนึ่งครึ่ง ใครจะมายืนคุยกับคนเมาหน้ารั้วบ้าน
แม่ก็เลือกไปเที่ยวเชียงใหม่กับแก๊งเพื่อนในคืนที่ลูกสาวทำกุญแจหายพอดี โทรไปตอนนี้มีหวังได้ฟังเทศน์ข้ามจังหวัดแทนรหัสช่างกุญแจ
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชตแม่
ถึงบ้านแล้วนะ ไม่ต้องห่วง
ส่งไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน
ถ้าตอนนี้ส่งเพิ่มว่า แต่เข้าบ้านไม่ได้ ความน่าเชื่อถือในฐานะลูกสาววัยยี่สิบสี่คงจบสิ้น
ฉันจึงหันมองบ้านข้าง ๆ
มืดสนิท
ดี
บ้านพี่ธามไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เจ้าตัวย้ายไปทำงานต่างประเทศ ส่วนป้านวลกับลุงธีร์ย้ายไปอยู่คอนโดใกล้โรงพยาบาลเพราะเดินทางสะดวกกว่า
สวนหลังบ้านสองหลังมีประตูเล็กเชื่อมถึงกัน
ปัญหาคือฉันต้องเข้าไปในบ้านข้าง ๆ ให้ได้ก่อน
ตอนเด็กฉันปีนรั้วนี้แทบทุกวัน
ตอนอายุสิบสองยังทำได้
อายุยี่สิบสี่จะทำไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป
ฉันถอดรองเท้าส้นสูงโยนข้ามไปก่อนหนึ่งคู่ ตามด้วยกระเป๋า จากนั้นถกกระโปรงขึ้นเหนือเข่า
ขอบคุณชุดเดรสที่ยังมีความยืดหยุ่น
ฉันเหยียบขอบปูน ใช้มือเกาะเหล็กดัด แล้วพยายามดึงตัวขึ้น
ครั้งแรก ลื่น
ครั้งที่สอง เกือบได้
ครั้งที่สาม
“โอ๊ย!”
สำเร็จ!
ฉันนั่งคร่อมอยู่บนรั้วอย่างผู้ชนะ สายลมเย็นพัดปะทะหน้า ความเมาทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพิชิตยอดเอเวอเรสต์
จากตรงนี้เหลือแค่กระโดดลงไป
ง่ายมาก
ฉันเอี้ยวตัว ก่อนปล่อยมือ
แล้วโลกก็หมุน
“เฮ้ย!”
เสียงผู้ชายดังขึ้นด้านล่าง
ตุ้บ!
ฉันไม่ได้ตกพื้น
ฉันตกใส่คน เต็ม ๆ
เสียงครางต่ำดังอยู่ข้างหู ขณะที่ฉันพบว่าตัวเองกำลังนอนทับอะไรบางอย่างซึ่งทั้งอุ่น ทั้งแข็ง และไม่ใช่สนามหญ้าแน่นอน
“โอ๊ย...”
“น่าจะเป็นพี่ที่ต้องพูดคำนั้น”
ฉันชะงัก
เสียงนี้...
ฉันค่อย ๆ เงยหน้า ไฟจากระเบียงหลังบ้านส่องให้เห็นใบหน้าของผู้ชายที่นอนอยู่ใต้ตัวฉัน
ผมดำสั้นยุ่งเล็กน้อย เสื้อยืดสีดำ แนวกรามชัดกว่าในความทรงจำ และดวงตาคู่เดิมที่ฉันเคยแอบมองจากหน้าต่างห้องตัวเองเป็นปี ๆ
ฉันกะพริบตา
หนึ่งครั้ง
สองครั้ง
“พี่...ธาม?”
“จำได้ด้วย?”
สร่างเมาทันที ไม่ต้องกาแฟ ไม่ต้องน้ำเย็น
ฉันยันตัวลุก แต่เพิ่งรู้ตัวว่าขาข้างหนึ่งอยู่ระหว่างขาเขา มือสองข้างยันอยู่บนหน้าอกเขา และถ้าใครเปิดไฟสวนตอนนี้ ภาพที่เห็นคงอธิบายกันยากพอสมควร
ธามเหลือบมองสภาพของเราสองคน แล้วมองหน้าฉันอีกครั้ง
มุมปากเขากระตุก
“กลับมาเจอกันทั้งที จำเป็นต้องขึ้นคร่อมพี่เลยไหม”
“ใครคร่อม!”
“งั้นท่านี้เรียกว่าอะไร”
ฉันรีบลุก
แล้วส้นเท้าเจ้ากรรมเหยียบชายกระโปรงตัวเอง
“ว้าย!”
เอวถูกคว้าไว้ก่อนหน้าจะคะมำลงไปอีกรอบ
คราวนี้ฉันยืนอยู่
แต่ยืนอยู่ในอ้อมแขนเขา
แย่กว่าเดิมอีก
“พริม”
“คะ?”
“ยืนเองไหวไหม”
“ไหวค่ะ!”
ฉันผลักตัวออกเร็วเกินไปจนเกือบเซ ธามถอนหายใจแล้วคว้าแขนไว้
“นี่เรียกว่าไหว?”
“พริมไม่ได้เมาขนาดนั้น”
“อ้อ”
“จริง ๆ”
เขาก้มมองรองเท้าส้นสูงที่ฉันโยนมากองอยู่บนสนาม ตามด้วยกระเป๋าซึ่งนอนคว่ำอยู่ข้างกระถางต้นไม้
“ปกติคนไม่เมาเขาเข้าบ้านทางรั้วกันเหรอ”
“กุญแจหาย”
“เลยเลือกบุกรุกบ้านคนอื่น?”
“พริมคิดว่าไม่มีใครอยู่”
“ถ้าไม่มีคนอยู่ก็เข้าได้?”
ฉันเงียบ เถียงไม่ออก
ธามก้มเก็บกระเป๋าให้
ฉันแอบมองเขาในความมืด
เจ็ดปี
ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเขายังผอมกว่านี้ หน้าตาเหมือนคนทำงานหนักแต่ยังมีความเป็นเด็กหนุ่มเหลืออยู่บ้าง
ตอนนี้ไม่มีแล้ว ไหล่กว้างขึ้น ท่าทางนิ่งขึ้น แล้วทำไมเสื้อยืดธรรมดาต้องพอดีตัวขนาดนั้นด้วย
“มองอะไร”
ฉันสะดุ้ง
“ใครมอง”
“อือ”
คำว่า อือ ของเขาน่าหมั่นไส้มาก
“พี่กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอก”
“เมื่อคืน”
“ป้านวลก็ไม่บอกพริม”
“แม่คงคิดว่าพรุ่งนี้ก็เจอกัน”
เขายื่นกระเป๋าคืนให้ ก่อนก้มเก็บรองเท้า
ฉันรีบแย่ง
“พริมถือเอง”
“เดินเท้าเปล่าไปเถอะ เดี๋ยวล้ม”
“ไม่ล้มแล้ว”
ธามมองฉัน
ฉันมองกลับ
สุดท้ายยอมเดินเท้าเปล่า
น่าหงุดหงิดชะมัด
เขาพาไปถึงประตูเล็กท้ายสวนที่เชื่อมเข้าบ้านฉัน ประตูยังใช้กุญแจชุดเดิม ธามหยิบพวงกุญแจออกมาไข
ฉันมองมือเขา
“พี่ยังมีกุญแจ?”
“มี”
“ตั้งเจ็ดปีแล้วนะ”
“กุญแจไม่ได้หมดอายุนี่”
“หมายถึงทำไมยังเก็บไว้”
ธามหันมามอง
“ก็เป็นกุญแจบ้าน”
คำตอบสมเป็นเขามาก
ฉันรับรองเท้าคืนแล้วก้าวผ่านประตู
“พริม”
“อะไรคะ”
“พรุ่งนี้เช้าแปดโมง มากินข้าวบ้านพี่”
“ทำไม”
“แม่พี่กลับมาแล้ว อยากเจอ”
“แปดโมงเช้า?”
ฉันมองเวลาบนโทรศัพท์ ตีหนึ่งสี่สิบเจ็ด
“พริมจะตื่นไหวเหรอ”
ธามยักไหล่
“คนปีนรั้วตอนตีหนึ่งไหว ก็น่าจะตื่นแปดโมงไหว”
ฉันอยากปารองเท้าใส่หน้าเขา
แต่เสียดาย รองเท้าแพง
“ฝันดีค่ะ พี่ธาม”
ฉันกระแทกประตูปิด
เดินเข้าบ้านได้สามก้าวก็หยุด
หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย
ไม่ใช่เพราะปีนรั้ว
ไม่ใช่เพราะตก
และไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์แน่นอน
ฉันหันกลับไปมองประตูเชื่อมสวน
เจ็ดปีที่ไม่เจอกัน
เจ็ดปีตั้งแต่เริ่มชอบ
ฉันเคยคิดว่าตัวเองหายแล้ว
ปรากฏว่าไม่เลย
“ฉิบหายแล้ว พริม”
ฉันพึมพำกับตัวเอง
“แกยังชอบเขาอยู่”
