บทที่ 2 เจ็ดปีแล้ว ทำไมยังแพ้คนเดิม

บทที่ 2 เจ็ดปีแล้ว ทำไมยังแพ้คนเดิม

เจ็ดโมงห้าสิบแปดนาที ฉันยืนอยู่หน้ากระจกในสภาพที่ผ่านการตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อมาแล้วสี่ตัว

ไม่ใช่เพราะพี่ธาม

ฉันแค่ไปกินข้าวบ้านข้าง ๆ ธรรมดามาก

ฉันหยิบลิปขึ้นมาทา แล้วเช็ดออก ทาใหม่

สีแรกแดงไป สีที่สองซีดไป สุดท้ายกลับมาตายรังที่สีแรก

“ไม่ได้แต่งให้เขาดู”

ฉันบอกคนในกระจก

คนในกระจกไม่เชื่อ ฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน

เมื่อคืนกว่าจะหลับก็ตีสามกว่า เพราะทันทีที่หลับตา ภาพตอนตกลงไปทับเขาก็วนกลับมา โดยเฉพาะประโยคน่าตายที่ว่า จำเป็นต้องขึ้นคร่อมพี่เลยไหม

คิดทีไรก็อยากย้ายบ้าน

แปดโมงห้านาที ฉันเดินเข้าบ้านธามทางประตูหน้าเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ไม่ใช้เส้นทางรั้วเหมือนเมื่อคืน

ป้านวลเปิดประตูออกมากอดทันที

“ยายพริม! โตเป็นสาวจนป้าจะจำไม่ได้แล้ว”

“ป้านวลก็ยังสวยเหมือนเดิมค่ะ”

“ปากหวานเหมือนเดิมนะเรา เข้ามาเร็ว”

ฉันเดินตามเข้าไปในบ้านที่ไม่ได้เข้ามานานเจ็ดปี หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ความรู้สึกคุ้นเคยยังเหมือนเดิม

เมื่อก่อนฉันเดินเข้าออกบ้านนี้จนแทบไม่ต้องกดกริ่ง หิวก็มา โดนแม่ดุก็มา และมีคนหนึ่งที่ชอบบ่นทุกครั้งว่า บ้านตัวเองไม่มีหรือไง

ก่อนจะเป็นคนเปิดประตูให้ทุกครั้งอยู่ดี

กลิ่นข้าวต้มกุ้งลอยมาจากโต๊ะอาหาร

ลุงธีร์นั่งอ่านข่าวอยู่ ธามอยู่ตรงข้ามในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงข้อศอก

ฉันหยุดมองไปครึ่งวินาที

ครึ่งวินาทีจริง ๆ

“เมื่อคืนหลับดีไหม”

คนถูกมองถามขึ้น

ฉันนั่งลง

“ดีค่ะ”

“ไม่ปวดตัว?”

“ไม่”

“พี่นึกว่าจะปวด ตกลงมาแรง”

ลุงธีร์เงยหน้าจากโทรศัพท์

“ตกอะไร?”

“ไม่มีอะไรค่ะ!”

ฉันตอบเร็วมาก

ธามยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม

ไอ้คนขี้ฟ้อง

“เมื่อคืนพริมปีน—”

“พี่ธาม!”

ฉันเรียกเสียงดัง

ธามเลิกคิ้ว

“อะไร”

“กินข้าวค่ะ”

“ก็กินอยู่”

สีหน้าคนพูดเรียบสนิท แต่มุมปากเหมือนจะยิ้ม

น่าหมั่นไส้

ลุงธีร์มองเราสองคนสลับกันแล้วหัวเราะ

“ไม่เจอกันตั้งเจ็ดปี ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม”

“พริมไม่ได้ทะเลาะค่ะ”

“ครับ”

ฉันหันขวับ

“พี่อย่าครับแบบนี้ได้ไหม”

“แบบไหน”

“แบบกวนประสาท”

“พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”

นั่นแหละ กวนประสาทที่สุด

ป้านวลหัวเราะพลางตักข้าวต้มให้ฉัน ก่อนจะหยิบต้นหอมเตรียมโรย

“แม่ พริมไม่กิน”

เสียงธามดังขึ้น

มือป้านวลหยุด

“จริงด้วย ป้าลืม”

ฉันเองก็หยุด

ธามเอื้อมหยิบชามอีกใบที่ยังไม่ได้โรยอะไร เลื่อนมาตรงหน้า

“กินอันนี้”

“ขอบคุณค่ะ”

เขาไม่ได้มองฉันด้วยซ้ำ

เรื่องเล็กนิดเดียว

น่าจะเล็ก

แต่ฉันกลับจำได้ว่าเมื่อก่อน ฉันเคยเขี่ยต้นหอมออกจากข้าวผัดแล้วบ่นว่าเหม็น ธามหัวเราะและบอกว่าเรื่องมาก

ตอนนั้นฉันอายุสิบเจ็ด

ผ่านมาเจ็ดปี

เขายังจำได้

ฉันก้มตักข้าวต้มเข้าปาก พยายามไม่คิดอะไร

แค่ต้นหอมเองพริม

จำได้ก็ไม่ได้แปลว่าชอบ

“อร่อยไหมลูก” ป้านวลถาม

“อร่อยค่ะ คิดถึงฝีมือป้านวลเลย”

“งั้นมากินบ่อย ๆ สิ บ้านอยู่แค่นี้เอง กลับมาคราวนี้ธามก็ไม่ไปแล้วนะ จะเปิดบริษัทที่นี่เลย”

ฉันเงยหน้าเร็วกว่าที่ควร

“เหรอคะ”

“อือ” ธามตอบ “กลับมาดูงานที่ไทย”

“บริษัทอะไร”

“สถาปัตย์กับออกแบบ”

“งั้นพริมมีช่างฟรีแล้ว”

“ใครบอกว่าฟรี”

“คนบ้านข้างกันคิดเงินด้วย?”

“เมื่อคืนบุกรุกบ้านพี่ยังไม่ได้คิดค่าเสียหายเลย”

ฉันวางช้อน

“พี่ธาม”

“ว่า?”

“พริมตกใส่พี่นะ ไม่ได้ทำบ้านพัง”

“พี่ก็ทรัพย์สินของบ้าน”

ลุงธีร์หัวเราะเสียงดัง

ฉันมองหน้าธามอย่างหมายหัว

เจ็ดปีที่ผ่านมาเขาไปฝึกปากแบบนี้มาจากไหน

“แล้วบริษัทอยู่ไหนคะ”

ธามบอกชื่อย่านที่อยู่ห่างจากบ้านไม่มากนัก

“เปิดเมื่อไหร่”

“อาทิตย์หน้า”

ฉันพยักหน้า

แปลว่าเขากลับมาอยู่จริง ๆ

ไม่ใช่สองสามเดือนแล้วไป

ต่อจากนี้ฉันอาจเจอเขาทุกเช้า เห็นไฟห้องเขาทุกคืน หรือถูกลากมากินข้าวบ้านนี้เหมือนเมื่อก่อน

ความคิดนั้นทำให้ฉันเผลอยิ้ม

“ยิ้มอะไร”

ธามถาม

ฉันรีบหุบ

“ข้าวต้มอร่อย”

เขามองชามที่เกือบหมด

“อ๋อ”

อย่าอ๋อแบบรู้ทันได้ไหม

หลังอาหาร ฉันช่วยป้านวลเก็บจาน ก่อนกลับบ้าน ธามเดินตามออกมา

“เดี๋ยว”

ฉันหัน

เขาโยนบางอย่างมา

ฉันรับแทบไม่ทัน

พวงกุญแจ

มีกุญแจบ้านฉันอยู่สองดอก กับพวงรูปแมวสีเหลืองเก่าจนซีด

ฉันจำมันได้

“นี่มัน...”

“กุญแจสำรองบ้านเรา”

“ยังอยู่กับพี่จริง ๆ ด้วย”

“เมื่อคืนลืมคืน”

ฉันพลิกพวงแมวในมือ มันเป็นของที่ฉันซื้อให้เขาตอนอายุสิบเจ็ด ของราคาสามสิบเก้าบาทจากตลาดนัด

“พวงกุญแจก็ยังอยู่?”

ธามมองตาม

“ก็มันยังไม่พัง”

อีกแล้ว

ผู้ชายคนนี้ตอบอะไรให้โรแมนติกไม่ได้เลยหรือไง

“งั้นพริมเอาคืนหมดเลยนะ”

“เอาสิ”

ฉันกำพวงกุญแจ

อยู่ ๆ ก็หงุดหงิดขึ้นมา เพราะสำหรับเขา มันคงเป็นแค่กุญแจ

แค่พวงกุญแจ

แค่เด็กข้างบ้าน

มีฉันคนเดียวที่เก็บเรื่องไร้สาระพวกนี้มาคิดเป็นเรื่องใหญ่

“พริม”

“คะ”

“เมื่อคืนตกใส่พี่ มีตรงไหนเจ็บหรือเปล่า”

ฉันเงยหน้า

ธามมองข้อศอกฉัน

มีรอยแดงเล็ก ๆ ที่ฉันเองยังไม่ทันเห็น

“ไม่เจ็บค่ะ”

“ทายาด้วย”

“รู้แล้วน่า”

“โตแล้วก็ยังซุ่มซ่าม”

ฉันเบ้ปาก

นี่ไง

พี่ชาย

ชัดเสียยิ่งกว่าป้ายทะเบียนบ้าน

“พี่เองก็แก่แล้วเหมือนกัน”

ธามหันมา

“ว่าใครแก่”

“ไม่ได้ว่าใครค่ะ พูดลอย ๆ”

“เมื่อก่อนยังเรียกพี่ธามดี ๆ อยู่เลย”

“ตอนนี้ก็เรียกดีค่ะ”

“เสียงไม่ค่อยเหมือน”

ฉันหัวเราะหึ

“กลับบ้านแล้ว”

ฉันเดินผ่านประตูรั้วไป

“ทายาด้วย”

เสียงตามหลังมาอีก

“ค่า!”

“อย่ารับคำแล้วไม่ทำ”

ฉันหันกลับ

“พี่ธาม”

“อะไร”

“บ่นเก่งขึ้นนะ”

เขายักไหล่

“ไม่ได้เจอกันเจ็ดปี ต้องบ่นชดเชย”

ฉันเกือบยิ้ม

แต่รีบหันหลังเสียก่อน

พอกลับเข้าบ้าน ฉันวางพวงกุญแจบนโต๊ะ

เดินผ่านไปได้สามก้าว

ก็เดินกลับมาหยิบมันขึ้นดูใหม่

แมวสีเหลืองซีดจนแทบไม่เหลือง แต่ยังอยู่ครบ

ฉันจำได้ว่าตอนยื่นให้เขาเคยสั่งว่า

ห้ามทิ้งนะพี่ธาม

แล้วเขาตอบว่า

ของสามสิบเก้าบาทจะหวงอะไรนักหนา

เจ็ดปีแล้ว

ของสามสิบเก้าบาทยังอยู่

ฉันไม่ควรคิดอะไร

แต่ก็คิดไปแล้ว

ฉันนั่งลงที่โซฟา ก่อนหยิบโทรศัพท์ส่งข้อความหาเพื่อนสนิท

มึง

อีกฝ่ายตอบแทบจะทันที

ว่า

ฉันพิมพ์แล้วลบอยู่สองรอบ

สุดท้ายกดส่ง

กูมีปัญหาแล้ว

อะไร

ฉันเหลือบมองบ้านข้าง ๆ ผ่านหน้าต่าง

ธามกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าบ้าน

พี่ธามกลับมาแล้ว

สามจุดเด้งขึ้นทันที

ฉิบหาย

ฉันถอนหายใจ

เออ

นิ้วค้างอยู่บนหน้าจอครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์

กูยังชอบเขาอยู่

ข้อความถูกอ่านแทบจะทันที

มินตอบกลับมา

มึงเคยเลิกชอบด้วยเหรอ

ฉันนิ่ง

แล้วเงยหน้ามองผู้ชายบ้านข้าง ๆ อีกครั้ง

เออ

นั่นสิ

เจ็ดปีที่ผ่านมา—

ฉันเคยเลิกชอบเขาจริง ๆ หรือแค่ไม่ได้เจอกัน จนคิดว่าตัวเองเลิกชอบไปแล้วกันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป