บทที่ 4 กาแฟแก้วแรกของสงคราม

บทที่ 4 กาแฟแก้วแรกของสงคราม

----------------------------------

“อเมริกาโนเย็น ไม่หวาน เพิ่มช็อตหนึ่งค่ะ”

พนักงานพยักหน้า

“รับอะไรเพิ่มไหมคะ”

ฉันมองตู้ขนม

“ไม่ค่ะ เขาไม่กินหวาน”

พอพูดจบก็ชะงัก

เขา?

พูดเหมือนซื้อให้แฟนมาสิบปี

ทั้งที่เพิ่งประกาศว่าจะจีบเมื่อเช้าวานนี้เอง

ฉันกระแอมแล้วทำเป็นก้มดูโทรศัพท์

เมื่อคืนหลังจากกลับมาบอกมินว่าฉันสารภาพไปแล้ว สิ่งแรกที่มันส่งกลับมาคือสติกเกอร์ผู้หญิงจุดพลุ ตามด้วยคำถามว่า

แล้วพรุ่งนี้ทำอะไรต่อ

ตอนนั้นฉันยังไม่รู้

แต่ตอนนี้รู้แล้ว

กาแฟ

ง่ายดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และสำคัญที่สุดฉันจำได้ว่าธามกินแบบไหน

เมื่อก่อนเวลาไปส่งฉันเรียนพิเศษ เขาชอบแวะร้านเดิมแล้วสั่งอเมริกาโนไม่ใส่น้ำตาลทุกครั้ง ฉันเคยชิมคำหนึ่งแล้วทำหน้าเหมือนโดนวางยา

เขาหัวเราะแล้วบอกว่าโตขึ้นเดี๋ยวก็เข้าใจ

ผ่านมาเจ็ดปี ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี

กาแฟขมจะตาย

แต่คนชอบก็ดันชอบ

ฉันรับแก้วมาเขียนโน้ตแปะข้างถุงด้วยตัวเอง

วันที่หนึ่งของการจีบ

ดื่มด้วยค่ะ จะได้มีแรงรับมือพริม

อ่านแล้วก็พอใจ

ไม่หวานเลี่ยน

ไม่เขินจนเกินไป

มีความเป็นฉัน

ฉันเดินกลับบ้านแล้วอ้อมไปแขวนถุงไว้ตรงลูกบิดประตูบ้านธาม ไม่กดกริ่ง เพราะรู้ว่าเขาน่าจะเตรียมออกไปทำงาน

จากนั้นกลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตัวเองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

สิบนาทีผ่านไป

ฉันเปิดโทรศัพท์

ไม่มีข้อความ

ยี่สิบนาที

ยังไม่มี

สามสิบนาที

ฉันวางปากกาดิจิทัลแล้วถอนหายใจ

“แค่กาแฟเองพริม จะรออะไร”

โทรศัพท์สั่นทันที

ฉันคว้าขึ้นมาเร็วเกินเหตุ

แจ้งเตือนธนาคาร

รับเงิน 95.00 บาท

ฉันนิ่ง

เลื่อนลงดูชื่อคนโอน

ธาม

ไม่มีข้อความ

ไม่มีสติกเกอร์

ไม่มีแม้แต่คำว่าขอบคุณ

มีแค่เก้าสิบห้าบาทถ้วน

“โอ้โห”

ฉันพิงพนักเก้าอี้

จะเป๊ะไปไหน

ค่ากาแฟเก้าสิบห้า เขาคืนเก้าสิบห้า

ผู้ชายอะไรโรแมนติกเหมือนใบเสร็จรับเงิน

ฉันเปิดแอปธนาคาร กดโอนกลับ

จำนวนเงิน

1 บาท

ช่องข้อความ ฉันพิมพ์ว่า

ค่าความหวังดีจากว่าที่แฟน

นิ้วค้างเหนือปุ่มยืนยันอยู่สองวินาที

แล้วกด

เรียบร้อย

คราวนี้ฉันยิ้มได้

เอาสิ

อยากคืนเงินนักใช่ไหม

คืนมาอีกทีดู

หนึ่งนาทีผ่านไป

ไม่มี

สองนาที

ข้อความในแชตขึ้นว่าอ่านแล้ว

ฉันรอ

สามจุดไม่ขึ้น

ห้านาที

ยังเงียบ

สิบห้านาที

ฉันเริ่มหงุดหงิด

ไม่ใช่เพราะอยากให้เขาตอบนะ

แค่สงสัยว่าอ่านแล้วทำไมเงียบ

ต่างกันมาก

ฉันหยิบโทรศัพท์วางคว่ำ แล้วตั้งใจกลับไปทำงาน

วันนี้มีนัดส่งแบบภาพประกอบให้ลูกค้าร้านอาหารแห่งหนึ่งตอนบ่ายสาม ถ้าไม่รีบเก็บรายละเอียดตอนนี้ มีหวังฉันต้องเอากาแฟแก้วที่สองมาเลี้ยงตัวเองแทน

เกือบบ่ายสอง งานถึงเสร็จ

ฉันอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อ หอบแท็บเล็ตกับแฟ้มตัวอย่างออกจากบ้าน

ระหว่างขับรถเปิดแผนที่ ฉันถึงเพิ่งเห็นว่าที่อยู่ลูกค้าอยู่ห่างจากบริษัทธามไม่ถึงสองซอย

บังเอิญ

จริง ๆ

ฉันไม่ได้เลือก

ฉันมองชื่ออาคารสำนักงานของเขาที่ขึ้นอยู่บนแผนที่แล้วขับผ่านไป

ไม่แวะหรอก

เพิ่งจีบวันแรก จะตามถึงบริษัทก็ดูมากไปหน่อย

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันส่งงานเสร็จ

ลูกค้าขอแก้สีโลโก้นิดเดียว นัดรอบต่อไปอาทิตย์หน้า ทุกอย่างจบเร็วกว่าที่คิด

ฉันเดินออกจากร้านแล้วหยุดอยู่ข้างรถ

สองซอย

แค่นี้เอง

จะกลับเลยก็ได้

ฉันเปิดประตูรถ

ปิด

ยืนคิด

แล้วเปิดใหม่

สุดท้ายสิบห้านาทีต่อมา รถฉันก็เลี้ยวเข้าลานจอดของอาคารที่ตั้งบริษัทธาม

ไม่ได้ตาม

แค่ผ่านมา

และไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้ว จะไม่ขึ้นไปทักก็ดูเสียมารยาท

เหตุผลดีมาก

ฉันเชื่อตัวเองเรียบร้อย

สำนักงานของธามอยู่ชั้นห้า ป้ายหน้าประตูเขียนชื่อบริษัทด้วยตัวอักษรเรียบ ๆ ดูแพงแบบที่คนทำงานออกแบบชอบทำกัน

พอเดินเข้าไป พนักงานต้อนรับก็เงยหน้า

“ติดต่อใครคะ”

“คุณธามค่ะ”

“ได้นัดไว้ไหมคะ”

“ไม่ค่ะ”

ประโยคนี้ทำให้ฉันรู้สึกตัวทันทีว่าตัวเองมาแบบไม่มีธุระจริง ๆ

กำลังจะบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับ ผู้หญิงผมสั้นที่นั่งโต๊ะใกล้ ๆ ก็เงยหน้าขึ้น

“คุณพริมหรือเปล่าคะ”

ฉันชะงัก

“ค่ะ”

เธอยิ้มกว้างขึ้น

“เชิญด้านในได้เลยค่ะ”

ฉันเดินตามอย่างงง ๆ

“รู้จักพริมด้วยเหรอคะ”

“เคยเห็นรูปค่ะ”

ฉันเกือบสะดุด

“รูป?”

“อ๋อ ไม่ใช่รูปอะไรแปลก ๆ นะคะ”

เธอรีบแก้

“รูปครอบครัวที่บ้านบอสค่ะ เคยเอามาเปิดให้ดูตอนคุยเรื่องรีโนเวตบ้าน”

ฉันพยักหน้า

โล่งไปนิดหนึ่ง

แปลกที่มีผิดหวังนิด ๆ ด้วย

ผู้หญิงคนนั้นแนะนำตัวว่าชื่อเกด เป็นเลขาฯ ของธาม ก่อนพาฉันผ่านพื้นที่ทำงานเปิดเข้าไปด้านใน

“บอสออกไปดูหน้างานค่ะ น่าจะกลับอีกสักพัก คุณพริมนั่งรอก่อนไหมคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ พริมแค่ผ่านมา”

ฉันพูดคำว่า ผ่านมา ได้หน้าตายมาก

น่าภูมิใจ

เกดพยักหน้าแล้วเดินกลับไปทำงาน

ฉันเลยยืนดูแบบจำลองอาคารที่วางอยู่บนชั้นใกล้โต๊ะธาม

โต๊ะเขาเรียบร้อยเกินมนุษย์

แฟ้มเรียงเป็นแนว

ปากกาวางในที่ของมัน

โน้ตมีไม่กี่แผ่น

แล้วสายตาฉันก็ไปหยุดที่แก้วพลาสติกใสตรงมุมโต๊ะ

โลโก้ร้านกาแฟคุ้นมาก

ฉันขยับเข้าไปใกล้

แก้วเดียวกับเมื่อเช้า

น้ำแข็งละลายหมดแล้ว

กาแฟไม่มีเหลือแม้แต่หยด

ฉันยืนมองมันแล้วปากค่อย ๆ ยิ้มเอง

ไหนทำเป็นโอนเงินคืน

กินหมดนี่หว่า

เกดเดินผ่านมาเห็นพอดี

“แก้วนั้นของคุณพริมใช่ไหมคะ”

ฉันหัน

“รู้ด้วยเหรอคะ”

“บอสถือเข้ามาตั้งแต่เช้าค่ะ”

เธอหัวเราะ

“ปกติบอสดื่มเสร็จจะทิ้งเลยนะคะ แต่วันนี้พี่แม่บ้านจะเก็บ เขาบอกไม่ต้องแตะ”

ฉันหันกลับไปมองแก้ว

“ไม่ให้แตะ?”

“ค่ะ”

“ทำไมคะ”

“อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน”

เกดยิ้มเหมือนรู้มากกว่าที่พูด

ฉันเม้มปากกลั้นยิ้ม

หรือจริง ๆ ไม่ต้องกลั้นแล้วก็ได้

ในเมื่อไม่มีเจ้าตัวอยู่

ฉันก้มดูแก้วอีกครั้ง

หนึ่งบาทของฉันคุ้มเกินราคาแล้ว

“มาทำอะไร”

เสียงทุ้มดังขึ้นด้านหลัง

ฉันสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนหันกลับ

ธามยืนอยู่ไม่ไกล เสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นเหมือนทุกที มีม้วนแบบอยู่ในมือ และกำลังมองฉันสลับกับแก้วกาแฟบนโต๊ะ

เกดหายไปจากตรงนั้นเร็วมาก

ทิ้งฉันไว้คนเดียวแบบไม่มีน้ำใจ

ฉันกอดแฟ้มไว้กับอก

“ผ่านมา”

ธามเหลือบมองนาฬิกา

“ผ่านมาแล้วขึ้นมาชั้นห้า?”

“ลิฟต์พาขึ้นมาค่ะ”

“ลิฟต์เลือกชั้นเองได้แล้ว?”

“เทคโนโลยีสมัยนี้ไปไกลนะคะ”

ธามถอนหายใจเหมือนขี้เกียจเถียง

เขาเดินมาวางม้วนแบบบนโต๊ะ แล้วสายตาก็ไปหยุดตรงแก้วกาแฟ

ฉันมองตามอย่างจงใจ

เขาเอื้อมมือจะหยิบมัน

ฉันพูดก่อน

“ไม่ต้องรีบทิ้งก็ได้ค่ะ”

มือธามหยุด

ฉันยิ้ม

“เก็บไว้เป็นที่ระลึกสิ”

“พริม”

“คะ”

“ตกลงมาทำอะไร”

ฉันขยับเข้าไปอีกนิด วางมือบนขอบโต๊ะ แล้วมองแก้วที่หมดเกลี้ยงก่อนเงยหน้าสบตาเขา

“มาตรวจค่ะ”

“ตรวจอะไร”

ฉันยิ้มกว้างขึ้น

“มาตรวจว่าคนที่ไม่อยากได้กาแฟ ดื่มหมดหรือยังคะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป